การคุมกำเนิด

ผู้ป่วยวัณโรคกับการคุมกำเนิด

เผยแพร่ครั้งแรก 17 ธ.ค. 2018 อัปเดตล่าสุด 4 ส.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 2 นาที
ผู้ป่วยวัณโรคกับการคุมกำเนิด

สูตรยามาตรฐานในการรักษาวัณโรคสำหรับผู้ป่วยรายใหม่ทุกรายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ 2HRZE+4HR (H = Isoniazid, R = Rifampicin, Z = Pyrazinamide, E = Ethambutol)

ซึ่งหมายถึง จะมีการใช้ Isoniazid + Rifampicin + Pyrazinamide + Ethambutol นาน 2 เดือน จากนั้นก็ใช้ Isoniazide + Rifampicin ต่ออีก 4 เดือนนั่นเองค่ะ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
กระชับหุ่นสวยด้วยความเย็น 1 จุด แค่ 3,799 บาท ราคาดี ปักหมุดเลยที่ MRT บางยี่ขัน

ราคานี้วันเดียวเท่านั้น / จองผ่าน HD คุ้มกว่า / ผ่อน 0% ได้ / มีแอดมินใจดีดูแล

211

ยาวัณโรคมีผลต่อยาคุมหรือไม่?

ตัวยารักษาวัณโรคที่อาจลดประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิด ก็คือ Rifampicin (ไรแฟมพิซิน) เนื่องจากมีผลเหนี่ยวนำอย่างรุนแรงให้มีการเปลี่ยนแปลงและกำจัดตัวยาฮอร์โมน ซึ่งไม่ได้มีผลกระทบเพียงแค่ฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างที่เคยเข้าใจในอดีตนะคะ แต่ยังรวมถึงฮอร์โมนโปรเจสตินบางชนิดอีกด้วย ดังนั้น ไม่ว่ายาคุมที่ใช้อยู่จะเป็นชนิดฮอร์โมนรวม (เอสโตรเจน + โปรเจสติน) หรือจะเป็นชนิดฮอร์โมนเดี่ยว (มีเฉพาะโปรเจสติน) ก็ควรต้องระวังหรือหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับไรแฟมพิซินค่ะ

  • การคุมกำเนิดปกติในผู้ป่วยวัณโรคที่ใช้ Rifampicin
  • การคุมกำเนิดฉุกเฉินในผู้ป่วยวัณโรคที่ใช้ Rifampicin

หลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการเลือกวิธีคุมกำเนิด (Medical Eligibility Criteria for Contraceptive Use) ฉบับปรับปรุงปี 2017 ที่เผยแพร่โดยกองควบคุมโรค สหรัฐอเมริกา (U.S. CDC) แนะนำวิธีคุมกำเนิดสำหรับผู้ที่ใช้ไรแฟมพิซินว่า ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือ การใส่ห่วงอนามัย (ทั้งชนิดหุ้มทองแดงและชนิดเคลือบฮอร์โมน) และการฉีดยาคุมกำเนิดชนิดที่ฉีดทุก 3 เดือนค่ะ

หรืออาจพิจารณาการฝังยาคุมกำเนิดก็ได้ แต่ต้องคอยติดตามผลว่าอาจมีความเสี่ยงที่ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์จะลดลงหรือไม่

ส่วนยาเม็ดคุมกำเนิด (ทั้งชนิดฮอร์โมนรวม และชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินเดี่ยว), แผ่นแปะคุมกำเนิด และยาฉีดคุมกำเนิดชนิดที่ฉีดทุก 1 เดือน ควรหลีกเลี่ยงการใช้นะคะ

แต่หากจำเป็นจริง ๆ อาจพิจารณาการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมที่มีปริมาณเอสโตรเจนไม่ต่ำมาก นั่นคือ มี Ethinylestradiol ไม่น้อยกว่า 30 ไมโครกรัม/เม็ดก็ได้ แต่ถึงอย่างไร ก็มีความเสี่ยงที่ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะลดลงและเกิดการตั้งครรภ์ได้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานไรแฟมพิซินร่วมด้วยอยู่ดีค่ะ

ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินที่มีใช้ในประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อที่มีเม็ดยาแผงละ 2 เม็ด อย่างโพสตินอร์, มาดอนนา, แมรี่พิงค์, นอร์แพ็ก และเลดี้นอร์ หรือจะเป็นยี่ห้อที่มีเม็ดยาแผงละ 1 เม็ด อย่างเมเปิ้ลฟอร์ท ก็ล้วนแต่เป็นตัวยา Levonorgestrel (ลีโวนอร์เจสเทรล) เหมือนกัน และมีปริมาณยารวมทั้งแผงเท่ากันค่ะ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
กระชับหุ่นสวยด้วยความเย็น 1 จุด แค่ 3,799 บาท ราคาดี ปักหมุดเลยที่ MRT บางยี่ขัน

ราคานี้วันเดียวเท่านั้น / จองผ่าน HD คุ้มกว่า / ผ่อน 0% ได้ / มีแอดมินใจดีดูแล

211

แม้จะไม่มีการศึกษาโดยตรงว่าไรแฟมพิซิน จะลดระดับยาในเลือดของลีโวนอร์เจสเทรลได้หรือไม่ แต่มีการศึกษาที่ชี้ว่ายาที่มีผลเหนี่ยวนำอย่างรุนแรงให้เปลี่ยนแปลงและกำจัดยาเหมือนกันกับไรแฟมพิซิน อย่างยา Efavirenz (เอฟฟาไวเร็นซ์) สามารถลดระดับยาในเลือดของลีโวนอร์เจสเทรลได้มากถึง 56% ถ้ามีการใช้ร่วมกัน

อีกทั้งในการศึกษาการใช้ไรแฟมพิซินร่วมกับ Ulipristal (ยูลิพริสตัล) ซึ่งเป็นยาคุมชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินเดี่ยวเช่นเดียวกับลีโวนอร์เจสเทรล และใช้เป็นยาคุมฉุกเฉินได้เช่นกัน (แต่ยังไม่มีใช้ในประเทศไทย) ระดับยาในเลือดของยูลิพริสตัลจะลดลงไปมากกว่า 90%

ดังนั้น หลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการเลือกวิธีคุมกำเนิด (U.S. Medical Eligibility Criteria for Contraceptive Use) ปี 2016 จึงไม่แนะนำให้คุมกำเนิดแบบฉุกเฉินด้วยการรับประทานยาคุมฉุกเฉินนะคะ แต่แนะนำให้เลือกวิธีใส่ห่วงอนามัยชนิดหุ้มทองแดง ภายใน 120 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์แทนค่ะ

อย่างไรก็ตามแม้ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจากฝั่งอเมริกาจะไม่แนะนำให้ผู้ที่ใช้ไรแฟมพิซินรับประทานยาคุมฉุกเฉิน แต่ก็มีความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจากฝั่งอังกฤษที่แนะนำว่า แม้จะไม่ใช่ทางเลือกที่ดี แต่ในกรณีที่ไม่สามารถเลือกวิธีการใส่ห่วงอนามัยชนิดหุ้มทองแดง ก็สามารถรับประทานยาคุมฉุกเฉินได้ค่ะ

โดยแนวทางของ FSRH UKMEC guidance ปี 2016 แนะนำให้ผู้ที่ใช้ไรแฟมพิซิน รับประทานยาคุมฉุกเฉินชนิดตัวยาลีโวนอร์เจสเทรลในขนาดที่มากเป็น 2 เท่าของขนาดปกติ และรับประทานพร้อมกันในครั้งเดียวภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ นั่นคือ ต้องรับประทานยาคุมฉุกเฉินรวม 2 กล่องในครั้งเดียวนะคะ แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันฉุกเฉิน ก็ยังต่ำกว่าการใส่ห่วงอนามัยชนิดหุ้มทองแดงมากอยู่ดีค่ะ


8 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Compatibility of oral contraceptive with anti-tubercular chemotherapy in female pulmonary tuberculosis patients. National Center for Biotechnology Information. (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/4448525)
Can Antibiotics Affect Your Birth Control?. Healthline. (https://www.healthline.com/health/birth-control/birth-control-and-antibiotics#1)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม