ความรู้สุขภาพ

พิชิตข้อสงสัยเรื่องสุขภาพ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
พิชิตข้อสงสัยเรื่องสุขภาพ

อ่านข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อสงสัยเรื่องสุขภาพ เช่น จริงหรือที่ว่าผู้หญิงมีอายุที่รับประทานมังสวิรัติจะมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนหรือภาวะเสียงก่อนเป็นเบาหวาน (Preliabetes) คืออะไรและมีอาการอย่างไรบ้าง เพราะสุขภาพของคุณเป็นเรื่องสำคัญ ฉะนั้นคำถามและคำตอบเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณได้ หากคุณสนใจ สามารถอ่านต่อได้ที่นี่

Q : จริงหรือเปล่าคะ ที่ว่าผู้หญิงมีอายุที่รับประทานมังสวิรัติจะมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน

A : จริงครับ เพื่อคงความหนาแน่นของมวลกระดูก หญิงวัยก่อนหมดประจําเดือนและหญิงวัยหมดประจําเดือนต้องรับประทานโปรตีนในปริมาณ ที่เพียงพอ (ร้อยละ 15-20 ของแคลอรีรวมต่อวัน) เนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ไข่ และชีส เป็นแหล่งของโปรตีนสมบูรณ์ (หมายถึงมีกรดแอมิโนจําเป็นครบ ทุกชนิด - บ.ก.) ตรงข้ามกับโปรตีนจากผัก ซึ่งไม่ใช่โปรตีนสมบูรณ์ แต่การรับประทานกรดแอมิโนจากแหล่งอื่นๆ ทดแทนในอัตราส่วนที่ถูกต้องจะช่วย ลดความเสี่ยงนั้นได้ ลองเติมเมล็ดคีนวาให้เป็น ส่วนหนึ่งของมื้ออาหารจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ครับ

Q : ภาวะเสียงก่อนเป็นเบาหวาน (Preliabetes) คืออะไรและมีอาการอย่างไรบ้าง

A : ภาวะเสียงก่อนเป็นเบาหวานมักไม่มีอาการ เพิ่งมีการกําหนดแนวทาง ในการวินิจฉัยภาวะดังกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ เป็นภาวะที่ควรได้รับการใส่ใจ เพราะแม้ว่าจะยังไม่ถือเป็นเบาหวานเต็มตัว แต่ก็สามารถทําให้เกิดผลเสียต่อ หัวใจและหลอดเลือดได้ แนวทางการวินิจฉัยใหม่ลดเกณฑ์ระดับน้ำตาลลงจาก 110 เป็น 100 มก./เดซิลิตร เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยภาวะเสี่ยงก่อนเบาหวาน และรักษาก่อนที่อาการจะเลวร้ายลง

Q : ผมเคยอ่านเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีชื่อว่าไฮดร็อกซีอะพาไทต์ ซึ่งใช้ในภาวะกระดูกพรุน มันคืออะไรครับ

A: แม้ชื่อจะเรียกยาก แต่จัดเป็นแคลเซียมเสริมที่ประสิทธิภาพดีเยี่ยม และเป็นหนึ่งในแคลเซียมไม่กี่กลุ่มที่ร่างกายดูดซึมได้ดี มันมีแคลเซียมที่ โครงสร้างเหมือนกับแคลเซียมในกระดูกของเรา และยังมีแร่ธาตุที่จําเป็นต่อกระดูกที่แข็งแรง รวมทั้งแมกนีเซียม ฟลูออไรด์ โซเดียม และโพแทสเซียมอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีไฮดร็อกซี่อะพาไทต์มีหลายประเภท ควรมองหาชนิดที่ให้แคลเซียมอย่างน้อย 1,000 มก. คุณสามารถรับประทานเพิ่มอีก 200-500 มก.จากอาหาร หากคุณรับประทานมังสวิรัติ ก็ควรรับประทานแคลเซียมซิเทรต ซึ่งเป็นรูปที่ร่างกายดูดซึมได้ดีเช่นกัน

Q : ฉันมีอาการข้ออักเสบและได้ยินมาว่ากลูโคซามีนช่วยบรรเทา อาการปวดข้อได้ แต่ฉันยังลังเลที่จะรับประทาน เพราะไม่แน่ใจว่ามัน คืออะไร มีข้อห้ามหรือผลข้างเคียงอะไรไหม และควรจะเลือกรับประทาน อย่างไรเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

A : ต่อไปนี้เป็นหลักสูตรเร่งรัดที่จะบอกเล่าเรื่องราวของกลูโคซามีนที่คุณต้องการรู้ กลูโคซามีนเป็นสารประกอบของกระดูกอ่อนตามธรรมชาติ ที่ช่วย กระตุ้นการสร้างของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในร่างกาย มีการนํามาใช้ในการรักษาอาการ ปวดข้อ ซ่อมแซมเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เสริมความแข็งแรงของเส้นเอ็นยึดข้อ และ รักษาอาการข้อเสื่อมและข้ออักเสบรูมาทอยด์ (ถึงแม้โรคข้อทั้งสองจะต่างกัน มาก แต่ต่างก็มีการทําลายของเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน เมื่อกระดูกอ่อนกร่อนลง กระดูกจะเสียดสีกันโดยตรง ทําให้เกิดอาการปวด ข้อติด และบวมได้)

เมื่ออายุมากขึ้น เราจะไม่สามารถสร้างกลูโคซามีนได้เพียงพอ ส่งผลให้กระดูกอ่อนไม่สามารถเก็บกักน้ำและทําหน้าที่เป็นหมอนรองรับการกระแทกได้ กลูโคซามีนลดอาการเจ็บได้ โดยการฟื้นฟูเนื้อกระดูกอ่อนที่กร่อนไป มันจะทํางานได้ดีขึ้นหากรับประทานร่วมกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกสองตัว คือ คอนดรอยตินซึ่งเป็นสารที่พบในกระดูกอ่อนเช่นกัน และเพรกนีโนโลนซึ่งเป็นฮอร์โมนในร่างกายเรา

รายละเอียดบนฉลากของกลูโคซามีนและคอนดรอยดินซัลเฟตอาจทําให้ เข้าใจผิดได้ ควรตรวจดูว่ามีการใช้โพแทสเซียมคลอไรด์เป็นตัวทําให้เสถียร (Stabilizer) ไม่ใช่โซเดียมคลอไรด์ เนื่องจากร่างกายคุณได้รับโซเดียมจาก อาหารมากเกินพอแล้ว

สําหรับผลข้างเคียง กลูโคซามีนอาจทําให้คลื่นไส้หรือปวดแสบร้อนบริเวณ หน้าอกได้ แต่พบไม่บ่อยนัก สามารถบรรเทาอาการได้โดยการรับประทานกลูโคซามีนพร้อมอาหาร งานวิจัยบางชิ้นพบว่า กลูโคซามีนอาจส่งผลถึงภาวะดื้อต่ออินซูลินซึ่งมีผลต่อเบาหวานได้ แต่ยังมีหลักฐานสนับสนุนน้อย หาก คุณกังวลในเรื่องนี้ อาจรับประทานโครเมียมไพโคลิเนต 200 มคก.ต่อวัน (ซึ่ง ช่วยเผาผลาญไขมันและลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์) เพื่อช่วยป้องกันโอกาสเกิดเบาหวานได้

ผลิตภัณฑ์นี้มีจําหน่ายในรูปแคปซูล ผง และน้ํา ผมแนะนํากลูโคซามีน ไฮโดรคลอไรด์ (Glucosamine HCL จะมีประสิทธิภาพสูงกว่ากลูโคซามีน ปกติถึงร้อยละ 40) ขนาด 500 มก. วันละ 1-3 เม็ด หากคุณกําลังรับประทานแอสไพรินหรือยาแก้ปวดอื่นๆ อาจต้องใช้เวลานานกว่าปกติกว่าจะเห็นผลหรือ รู้สึกว่าดีขึ้น

Q : ฉันเคยทราบมาว่า การอักเสบเป็นรากของโรคเรื้อรังหลายชนิด ไม่เพียงแต่ข้ออักเสบหรือโรคหืดเท่านั้น หากว่าเป็นเรื่องจริง โรคที่ เกี่ยวข้องกับการอักเสบมีอะไรบ้าง และคุณจะแนะนําผลิตภัณฑ์เสริม อาหารอะไรเพื่อลดการอักเสบ

A : เป็นเรื่องจริงครับ และเป็นทฤษฎีใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง พบว่าการอักเสบในระดับต่ำๆ แต่เรื้อรัง อาจเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ อัลไซเมอร์ มะเร็งบางชนิด และแม้กระทั่งโรคอ้วนหรือเบาหวาน งานวิจัยใหม่ โดยนายแพทย์พอลริดเคอร์ จากวิทยาลัยแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ใช้การตรวจเลือดแบบแม่นยําเป็นพิเศษ เพื่อตรวจวัดระดับของซีอาร์พี (CRP: C-reactive protein) ซึ่งเป็นโปรตีนในเลือดที่ก่อให้เกิดและบ่งถึงระดับการอักเสบในร่างกาย พบว่าระดับการอักเสบในร่างกายที่เพิ่มขึ้น ทําให้ความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลันเพิ่มขึ้นถึงสี่เท่า ระดับของซีอาร์พี่ที่สูง ในเลือด พบในโรคเรื้อรังหลายชนิด รวมเรียกว่า “กลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับการ อักเสบ” แจ๊ค ชาลเลม ผู้ประพันธ์หนังสือ The Inflammation Syndrome กล่าวว่า การอักเสบที่เกิดขึ้นทั่วร่างกายในคนอ้วนและผู้ที่เป็นเบาหวานนั้น ก่อให้เกิดการอักเสบของผนังเส้นเลือดและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ การอักเสบเป็นสัญญาณบ่งว่าระบบที่ส่งเสริมและต่อต้านการอักเสบของร่างกายเสียสมดุล แต่ยังมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยต้านการอักเสบ ซึ่งจะช่วยคน ความสมดุลให้เกิดขึ้นกับร่างกายได้

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้านการอักเสบ

  • จีแอลเอ (GLA: Gamma-linolenic acid กรดแกมมาไลโนเลนิก): ดัดแปลงมาจากกรดไลโนเลอิก หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กรดไขมันโอเมก้า - 6 จีแอลเอเป็นต้นกําเนิดของสารโพรสตาแกลนดินที่สําคัญ ซึ่งสามารถยับยั้ง การอักเสบได้ พบได้มากในน้ำมันโบราจ น้ำมันเมล็ดแบล็กเคอแรนต์ และ น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส อีกทั้งร่างกายยังสามารถสร้างเองได้จากกรดไขมัน โอเมก้า-6 แม้ว่าโอเมก้า-6 จะพบได้มากในอาหารแบบอเมริกัน แต่ ส่วนใหญ่แล้วน้ำมันที่ใช้จะอยู่ในรูปที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน ซึ่งจะ ยับยั้งการเปลี่ยนจากโอเมก้า-6 เป็นจีแอลเอ
  • อีพีเอ (EPA. Eicosapentaenoic acid กรดไอโคซาเพนตาโนอิก): เป็นแหล่งกําเนิดของสารต้านการอักเสบในร่างกาย ถึงแม้ว่าร่างกายจะสร้าง อีพีเอซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ขึ้นเองได้ โดยการเปลี่ยนจากกรดแอลฟาไลโนเลนิก แต่เราก็สามารถรับประทานเพิ่ม ได้โดยตรงจากอาหารกลุ่มปลาทะเลน้ำลึก เช่น แซลมอน แมคเคอเรล และซาร์ดีน
  • กรดโอเลอิก (Oleic acid): เป็นกรดโอเมก้า -9 หลักในน้ํามันมะกอก กรดโอเลอิกมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และส่งเสริมการทํางานของอีพีเอ
  • วิตามินอี วิตามินอี พร้อมด้วยสารต้าน อนุมูลอิสระตัวอื่นๆ ช่วยทําลายอนุมูลอิสระ ที่เกิดขึ้น ซึ่งอนุมูลอิสระเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ

 หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถสนับสนุน ดร.เอิร์ล มินเดลล์ (ผู้แต่ง) พญ. ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (แปล) ได้โดยการซื้อหนังสือวิตามินไบเบิล

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่