การตั้งครรภ์

อาการไม่สบายที่พบได้บ่อยขณะตั้งครรภ์

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
Istock 639376328

อาการไม่สบายที่พบได้บ่อยขณะตั้งครรภ์ เช่น แพ้ท้อง อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก แสบร้อนกลางอก เป็นเรื่องปกติที่สามารถพบได้ระหว่างการตั้งครรภ์ โดยบทความนี้จะนำเสนอข้อแนะนำต่างๆ ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ได้ด้วยตนเองก่อนที่จะไปพบแพทย์

ระหว่างการตั้งครรภ์คุณอาจมีอาการไม่สบายหลายอย่าง บางครั้งมีอาการไม่นาน แต่บางครั้งก็มีอาการนานมาก ซึ่งจะมีทั้งอาการที่พบในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ช่วงใกล้คลอด หรือบางอาการพบได้ในช่วงแรกและหายไป ก่อนกลับมามีอาการอีกครั้งในระยะหลังๆ ของการตั้งครรภ์ก็ได้

การตั้งครรภ์สำหรับผู้หญิงแต่ละรายนั้นไม่เหมือนกันซะทีเดียว ดังนั้นคุณอาจไม่พบการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดตามที่อธิบายไว้ในบทความนี้ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณ และทำให้คุณรู้สึกกังวล ให้แจ้งเรื่องนี้ให้แพทย์ทราบเสมอ อาการต่อไปนี้เป็นเรื่องปกติที่พบได้ระหว่างการตั้งครรภ์

การเปลี่ยนแปลงของหน้าอก

หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่จะรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นกับหน้าอก โดยหน้าอกจะขยายขนาดขึ้นตามขนาดของต่อมน้ำนมและเนื้อเยื่อไขมันที่ขยายใหญ่ขึ้น ทำให้หน้าอกตึงแน่นในช่วงเดือนแรกและเดือนท้ายๆ ของการตั้งครรภ์ หัวนมจะมีสีเข้มขึ้น และบางครั้งอาจมีของเหลวเหนียวๆ ไหลออกจากเต้านมได้ เราเรียกว่า น้ำนมเหลือง หรือ colostrum การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ถือเป็นเรื่องปกติ

คำแนะนำ:

  • สวมยกทรงที่กระชับพอดีตัว
  • เลือกยกทรงที่ทำจากผ้าฝ้าย (cotton) หรือผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ
  • สวมยกทรงที่ใหญ่ขึ้นเมื่อขนาดหน้าอกของคุณใหญ่ขึ้น โดยยกทรงที่สวมใส่นั้นควรมีขนาดพอดีโดยไม่ทำให้หัวนมเกิดการระคายเคือง
  • ลองสวมยกทรงในช่วงเวลากลางคืน
  • ใส่ผ้าเช็ดหน้าที่ทำจากผ้าฝ้ายหรือผ้าก๊อซลงในด้านในของยกทรงเพื่อดูดซับของเหลวที่ไหลออกจากเต้านมของคุณ และให้เปลี่ยนแผ่นรองเหล่านี้ตามต้องการเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวระคายเคือง
  • ล้างหน้าอกด้วยน้ำอุ่นและสบู่อ่อนจะไม่ทำให้ผิวแห้ง

อาการอ่อนเพลีย

รู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลียหรือไม่ ซึ่งอาการเหนื่อย อ่อนเพลียนี้อาจเกิดจากทารกในครรภ์ที่กำลังเติบโตต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น แต่ในบางครั้งอาจเป็นอาการของโรคโลหิตจาง (ธาตุเหล็กในเลือดมีปริมาณต่ำ) ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยขณะตั้งครรภ์

คำแนะนำ:

  • พักผ่อนให้เต็มที่ เข้านอนให้เร็วขึ้น และมีการพักหลับระหว่างวัน
  • ทำตามแผนการในแต่ละวันให้คล้ายๆ กัน หากเป็นไปได้
  • พยายามรักษาสมดุลระหว่างกิจกรรมและการพักผ่อน
  • การออกกำลังระดับปานกลางจะช่วยเพิ่มระดับพลังงานของคุณได้
  • สอบถามแพทย์เกี่ยวกับการตรวจเลือดเป็นระยะเพื่อคัดกรองโรคโลหิตจาง

อาการแพ้ท้อง (คลื่นไส้ อาเจียน)

เป็นเรื่องปกติมากๆ ที่จะพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน ขณะตั้งครรภ์

อาการแพ้ท้องเกิดขึ้นจากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยมักจะเกิดขึ้นในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังมีระดับฮอร์โมนที่สูงขึ้น

ข่าวดี: อาการคลื่นไส้อาเจียน หรืออาการแพ้ท้องมักจะดีขึ้นและหายไปในเดือนที่ 4 ของการตั้งครรภ์ (แต่ในผู้หญิงบางรายอาจมีอาการแพ้ท้องไปตลอดการตั้งครรภ์) ผู้หญิงตั้งครรภ์จะมีอาการแพ้ท้องได้ตลอดทั้งวัน แต่มักมีอาการแย่ลงในช่วงเช้า ซึ่งเป็นช่วงที่ท้องว่าง เราเรียกว่า อาการแพ้ท้อง หรือ morning sickness หรือเกิดในขณะที่คุณรับประทานอาหารไม่เพียงพอ

คำแนะนำ:

  • ถ้าอาการคลื่นไส้อาเจียน เกิดขึ้นในช่วงเช้า แนะนำให้รับประทานอาหารแห้ง เช่น ซีเรียล ขนมปังปิ้ง หรือแครกเกอร์ ก่อนลุกจากเตียงนอน และให้ลองรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หรือชีส ก่อนเข้านอน (เพราะโปรตีนจะใช้เวลาในการย่อยนานกว่าอาหารอื่นๆ)
  • ถ้าคุณรู้สึกหิว แต่ก็รู้สึกคลื่นไส้มากเช่นกัน แนะนำให้ลองรับประทาน กล้วย ข้าว และน้ำชา รวมทั้งอาหารอ่อนอื่นๆ
  • น้ำขิงอาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้
  • รับประทานอาหารอาหารมื้อเล็กๆ ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง แทนการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ 3 มื้อต่อวันเหมือนก่อนตั้งครรภ์ และให้รับประทานอาหารช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน
  • จิบเครื่องดื่มตลอดทั้งวัน หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำจำนวนมากในครั้งเดียว ลองรับประทานน้ำผลไม้ใสแช่เย็น เช่น น้ำแอปเปิ้ล หรือน้ำองุ่น
  • หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ด อาหารทอด หรืออาหารมัน
  • หากคุณรู้สึกเหม็นกลิ่นอาหารบางชนิด แนะนำให้รับประทานอาหารที่เย็นแล้ว หรืออาหารที่มีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิห้องเพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงการรู้สึกเหม็นกลิ่นอาหาร
  • ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการรับประทานวิตามินบี 6 รวมถึงการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ และการรักษาด้วยยาอื่นๆ ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้
  • ให้ปรึกษาแพทย์ทันที หากคุณมีอาการอาเจียนบ่อยครั้งมากหรือมีอาการรุนแรงจนไม่สามารถที่จะเก็บกักอาหารหรือของเหลวไว้ในกระเพาะอาหารได้เลย ซึ่งจะทำให้คุณเกิดภาวะร่างกายขาดน้ำได้ และควรได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ปัสสาวะบ่อย

ในระหว่างการตั้งครรภ์ มดลูกจะขยายตัวขึ้นและทารกที่มีขนาดตัวใหญ่ขึ้น จะสร้างแรงกดเบียดไปที่กระเพาะปัสสาวะ ทำให้รู้สึกอยากปัสสาวะบ่อยครั้งในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ (3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์) และจะพบอีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ (3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทารกกลับหัวลงมาอยู่ในตำแหน่งของอุ้งเชิงกรานเพื่อรอการคลอด

คำแนะนำ:

  • อย่าสวมใส่ชุดชั้นใน กางเกง ที่รัดรูปมากเกินไป
  • ถ้ามีอาการปัสสาวะแสบขัด คัน อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ กรณีนี้ให้พบแพทย์เพื่อรักษาทันที

ปวดศีรษะ

อาการปวดศีรษะสามารถพบได้ตลอดช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ ซึ่งอาจเกิดจากความเครียด ท้องผูก หรือในบางกรณี อาจเกิดจากภาวะครรภ์เป็นพิษ (ตรวจพบได้หลังจากตั้งครรภ์ 20 สัปดาห์)

คำแนะนำ:

  • นำถุงเจลความเย็นประคบที่หน้าผากหรือที่บริเวณด้านหลังของลำคอ
  • นั่งพักผ่อน หรือนอนพักผ่อนในห้องที่มีแสงน้อย ปิดตาและพยายามผ่อนคลายหลัง ลำคอ และหัวไหล่
  • ยาแก้ปวดได้แก่ ยาพาราเซตามอล อาจช่วยบรรเทาอาการได้ แต่ถ้าอาการปวดศีรษะของคุณไม่หายไป เป็นรุนแรง ทำให้คลื่นไส้อาเจียน หรือส่งผลต่อการมองเห็น ให้ไปพบแพทย์

เหงือกบวมและมีเลือดออก

คุณอาจคาดไม่ถึงว่าการตั้งครรภ์จะส่งผลต่อสุขภาพปากด้วย แต่การไหลเวียนเลือดและระดับฮอร์โมนในร่างกายจะส่งผลให้เหงือกปวดและบวมได้ และคุณอาจรู้สึกว่าเหงือกมีเลือดออกง่ายขึ้น และอาจพบเลือกกำเดาไหลทางจมูกด้วย

คำแนะนำ:

  • พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากในช่วงแรกของการตั้งครรภ์เพื่อให้มั่นใจว่าปากและฟันมีสุขภาพแข็งแรง และถ้าพบความผิดปกติใดๆ ในช่องปากระหว่างตั้งครรภ์ ให้ไปพบทันตแพทย์
  • แปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน และบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากฆ่าเชื้อทุกวัน

ท้องผูก

คุณมีอาการท้องผูกหรือไม่? อาการท้องผูกสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุร่วมกัน

ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป, วิตามินและธาตุเหล็กที่รับประทานขณะตั้งครรภ์สามารถทำให้มีอาการท้องผูกได้ (คือมีอาการถ่ายอุจจาระลำบาก รู้สึกถ่ายไม่สุด อุจจาระแข็ง ถ่ายอุจจาระน้อยครั้ง) และแรงกดจากมดลูกไปที่ลำไส้ใหญ่ก็สามารถทำให้มีอาการท้องผูกได้

คำแนะนำ:

  • รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ธัญพืชเต็มเมล็ดไม่ขัดสี ผักและผลไม้
  • ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว และน้ำผลไม้หรือน้ำลูกพรุนวันละ 1-2 แก้ว
  • ดื่มน้ำอุ่น โดยเฉพาะในช่วงเช้าของวัน
  • ออกกำลังกายทุกวัน
  • ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับการใช้ยาระบายขณะตั้งครรภ์

เวียนศีรษะ

อาการเวียนศีรษะสามารถพบได้ในช่วงกลางและช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ อันมีสาเหตุมาจาก:

  • ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (progesterone) จะไปขยายหลอดเลือด ทำให้เลือดไปคั่งอยู่ที่บริเวณขา
  • จะมีเลือดไปเลี้ยงที่มดลูกเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนท่าทาง ทำให้มีอาการวิงเวียนศีรษะ ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำด้วย ก็จะมีอาการเวียนศีรษะด้วยเช่นกัน

คำแนะนำ:

  • เดินไปเดินมาบ้าง ถ้าต้องยืนเป็นเวลานาน
  • นอนตะแคงซ้าย เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปทั่วร่างกาย
  • หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างกะทันหัน หากต้องเปลี่ยนจากท่านั่งมาเป็นท่ายืน ให้ค่อยๆ ทำอย่างช้าๆ
  • รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ ตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ดื่มน้ำมากๆ ตลอดทั้งวัน

นอนหลับยาก

เป็นเรื่องยากที่จะค้นหาท่านอนที่รู้สึกสบายในช่วงท้ายๆ ของการตั้งครรภ์

คำแนะนำ:

  • อย่ารับประทานยานอนหลับ
  • ให้ลองดื่มนมอุ่นก่อนนอน
  • ให้ลองอาบน้ำอุ่นหรือแช่น้ำอุ่นก่อนนอน
  • ใช้หมอนเสริมเพื่อรองรับขณะนอนหลับ นอนตะแคงข้าง วางหมอนไว้ใต้ศีรษะ ใต้ท้อง ด้านหลัง และระหว่างเข่า เพื่อป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง ซึ่งจะช่วยให้คุณพักผ่อนได้ตามที่คุณต้องการ
  • คุณอาจรู้สึกดีขึ้นเมื่อนอนตะแคงซ้าย เพราะจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปทั่วร่างกาย

แสบร้อนกลางอกหรืออาหารไม่ย่อย

อาการแสบร้อนกลางอก เป็นอาการที่จะเริ่มรู้สึกจากกระเพาะอาหารลามขึ้นมาจนถึงลำคอ ระหว่างการตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน จะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง ทำให้หูรูดกระเพาะอาหารหย่อนตัว มดลูกสร้างแรงกดเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนจากกระเพาะอาหารขึ้นมาสู่หลอดอาหาร จึงมีอาการแสบร้อนกลางอกเกิดขึ้น

คำแนะนำ:

  • รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ หลายๆ มื้อต่อวัน แทนที่จะรับประทาน 3 มื้อใหญ่
  • รับประทานอาหารช้าๆ
  • ดื่มเครื่องดื่มอุ่น
  • หลีกเลี่ยงอาหารทอด เผ็ด หรือรับประทานอาหารเยอะเกินไป หรืออาหารที่มีโอกาสทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย
  • ไม่นอนราบลงทันทีภายหลังรับประทานอาหาร
  • นอนยกหัวสูงกว่าเท้า หรือเสริมหมอนไว้ใต้หัวไหล่ เพื่อป้องกันไม่ให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่ลำคอ
  • ไม่รับประทานอาหารทั้งมันและหวานในมื้อเดียวกัน และให้ลองแยกอาหารระหว่างอาหารเหลวและอาหารแข็งออกจากกัน
  • หากมีอาการแสบร้อนกลางอก ให้ลองรับประทานยาบรรเทาอาหาร ได้แก่ ยาลดกรดที่มีขายตามร้านขายยา หรือร้านสะดวกซื้อ

ริดสีดวงทวารหนัก

ริดสีดวงทวารหนัก คือ เส้นเลือดดำบริเวณทวารหนักบวม มีอาการปวด และมีติ่งยื่นที่บริเวณทวารหนัก ระหว่างการตั้งครรภ์ ริดสีดวงอาจเกิดจากการไหลเวียนเลือดที่เพิ่มขึ้น และแรงเบียดจากทารกที่ตัวโตขึ้นมาเบียดที่ลำไส้ใหญ่และช่องคลอด

คำแนะนำ:

  • พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้มีอาการท้องผูก เพราะท้องผูกจะทำให้อุจจาระแข็งและทำให้เกิดริดสีดวงทวารหนัก และทำให้มีอาการปวดเพิ่มขึ้นได้
  • หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนเป็นเวลานาน แนะนำให้เปลี่ยนท่าทางให้บ่อยครั้ง
  • ไม่เกร็งระหว่างที่รู้สึกว่าลำไส้กำลังเคลื่อนไหว
  • ประคบเย็น หรือประคบด้วยถุงน้ำแข็งที่บริเวณที่ปวด หรือแช่น้ำอุ่น เพื่อบรรเทาอาการ
  • หลีกเลี่ยงการสวมชุดชั้นใน หรือกางเกงที่รัดรูปมากเกินไป
  • หากอาการไม่ดีขึ้น และต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม แนะนำให้ปรึกษาแพทย์

เส้นเลือดขอด

การตั้งครรภ์จะส่งผลต่อการไหลเวียนเลือด ทำให้เส้นเลือดที่ขาบวมหรือขยายขนาดขึ้น

คำแนะนำ:

แม้ว่าอาการเส้นเลือดขอดมักมาจากกรรมพันธุ์ แต่ก็มีเคล็ดลับบางอย่างในการป้องกันไม่ให้เกิดได้:

  • หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งในตำแหน่งเดิมเป็นเวลานาน สิ่งสำคัญคือต้องลุกขึ้นและเดินบ่อยๆ
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในตำแหน่งใดๆ ที่จำกัดการไหลเวียนเลือดที่ขา เช่น นั่งขัดสมาธิ
  • ยกขาและเท้าขึ้นขณะนั่ง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • สวมถุงเท้ายาวที่กระชับ แต่ไม่แน่น หรือคับเกินไป

ตะคริวที่ขา

แรงกดจากมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นสามารถทำให้เกิดตะคริวที่ขาหรือปวดร้าวมาที่ขา

คำแนะนำ:

  • รับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยแคลเซียม เช่น นม ผักบล็อกโคลี่ หรือชีส
  • สวมรองเท้าที่สบาย และส้นเตี้ย
  • สวมถุงเท้ายาวที่กระชับ แต่ไม่แน่นเกินไป
  • ยกขาสูงหากเป็นไปได้ หลีกเลี่ยงการนั่งขัดสมาธิ (รวมถึงท่าอื่นๆ ที่ขาขัดกัน)
  • ออกกำลังกายทุกวัน
  • ยืดเหยียดขาก่อนเข้านอน
  • อย่านอนราบให้น้ำหนักตัวทิ้งไปที่หลัง เพราะน้ำหนักของร่างกายและแรงกดเบียดจากมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นจะลดการไหลเวียนเลือดที่ขา ทำให้เกิดตะคริวได้
  • ค่อยๆ ยืดกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริว โดยค่อยๆ ยืดขา งอเท้า และดึงปลายนิ้วเท้าเข้าหาตัวเอง
  • นวดบริเวณที่เป็นตะคริว หรือประคบร้อนในบริเวณที่มีอาการ

คัดจมูก

คุณอาจมีอาการคัดจมูกหรือมีอาการคล้ายเป็นหวัด ฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์บางครั้งทำให้จมูกแห้ง ทำให้มีอาการอักเสบหรือบวม

คำแนะนำ:

  • ประคบด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นที่บริเวณแก้ม ตา และจมูก เพื่อลดอาการคัดจมูก
  • หลีกเลี่ยงการใช้สเปรย์พ่นจมูก เว้นแต่แพทย์สั่ง เพราะอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน ทำให้น้ำมูกเหนียวน้อยลง
  • นอนยกศีรษะสูง โดยหนุนหมอนเพิ่มขณะนอนหลับ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมูกไปอุดกั้นลำคอ
  • ใช้เครื่องเพิ่มความชื้นและสร้างไอน้ำ เพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศ
  • อาบน้ำอุ่น หรือแช่น้ำอุ่น

หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก

อาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก สามารถเกิดจากแรงกดเบียดจากมดลูกที่ดันขึ้นมา และการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของปอด

 คำแนะนำ:

  • ขณะเดิน ให้เดินให้ช้าลง และมีการพักระหว่างเดินเล็กน้อย
  • ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ (เป็นการยกซี่โครงขึ้น ทำให้คุณหายใจเอาอากาศเข้าไปได้มากขึ้น)
  • หลีกเลี่ยงการนอนราบ และให้พยายามนอนศีรษะสูง
  • ถ้าอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบากไม่ดีขึ้น หรือรู้สึกเจ็บขณะหายใจ ให้ไปพบแพทย์ เพราะอาจเกิดจากมีลิ่มเลือดอุดตันที่ปอด (pulmonary embolism)

รอยแตกลายบนผิวหนัง

รอยแตกลายบนผิวหนังเกิดจากความยืดหยุ่นของผิวหนังไม่เพียงพอต่อการขยายตัวระหว่างการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่จะเกิดที่หน้าท้อง และยังพบได้ที่หน้าอก ก้น หรือ ต้นขา

แม้ว่ารอยแตกลายจะไม่หายไปอย่างสมบูรณ์ แต่ก็จะค่อยๆ หายไปหลังคลอดลูกแล้ว รอยแตกลายจะมีผลต่อผิวใต้ผิวหนังและไม่สามารถป้องกันได้

คำแนะนำ:

  • รับประทานอาหารที่มีแหล่งของสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผิวหนังเพียงพอ (โดยเฉพาะ วิตามินซี และวิตามินอี)
  • ทาโลชั่นบำรุงผิวให้อ่อนนุ่มและลดความแห้งกร้าน
  • ออกกำลังกายทุกวัน

เท้าบวม ขาบวม

แรงกดเบียดหลอดเลือดที่นำเลือดกลับจากส่วนล่างของร่างกายอันเนื่องมาจากมดลูกที่ขยายตัวขึ้น จะทำให้มีเลือดคั่งที่ขา ทำให้เกิดอาการบวมที่ขาและเท้า

คำแนะนำ:

  • พยายามอย่ายืนเป็นเวลานาน หลีกเลี่ยงการยืนโดยไม่เปลี่ยนท่าทางเป็นเวลานานๆ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ (อย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน)
  • หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม (โซเดียมสูง)
  • ยกขาและเท้าขณะนั่ง หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง หรือนั่งขาขัดกัน
  • สวมเสื้อผ้าหลวมๆ ใส่สบาย เพราะเสื้อผ้าที่รัดแน่นไปจะทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี และทำให้มีเลือดคั่งได้
  • ไม่สวมรองเท้าที่คับเกินไป เลือกรองเท้าส้นเตี้ย และฐานกว้าง และรองรับน้ำหนักได้ดี
  • รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง หากรับประทานโปรตีนน้อยเกินไปจะทำให้มีของเหลวคั่งได้
  • แจ้งแพทย์ทราบหากมือและใบหน้าบวม เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะครรภ์เป็นพิษ
  • นอนตะแคงระหว่างวันเพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปที่ไต

ตกขาว

ระหว่างตั้งครรภ์สามารถพบตกขาวได้เพิ่มขึ้นกว่าปกติอันเนื่องจากมีเลือดไปเลี้ยงเพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

ตกขาวธรรมดาที่พบได้จะมีสีขาวหรือใส ไม่มีอาการระคายเคือง ไม่มีกลิ่น และเมื่อแห้งบนกางเกงในอาจเห็นเป็นสีเหลืองได้

คำแนะนำ:

  • สวมใส่ชุดชั้นในทำจากผ้าฝ้าย หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ
  • หลีกเลี่ยงการสวมกางเกงยีนส์ หรือกางเกงที่กระชับแน่นเกินไป
  • ห้ามสวนล้างช่องคลอด การสวนล้างช่องคลอดจะทำให้มีอากาศเข้าไปในระบบไหลเวียนโลหิตได้ หรืออาจทำให้ถุงน้ำรั่วได้ในระยะหลังของการตั้งครรภ์
  • ทำความสะอาดบริเวณช่องคลอดด้วยสบู่และน้ำสะอาด
  • เช็ดช่องคลอดจากด้านหน้าไปด้านหลัง
  • หากมีอาการแสบ คัน ระคายเคือง บวม มีตกขาวมีกลิ่นเหม็น มีเลือดปน ตกขาวมีสีเหลือง เขียว ให้ไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ

ปวดหลัง

อาการปวดหลังมักเกิดจากแรงตึง หรือแรงกดที่เกิดขึ้นที่กล้ามเนื้อหลัง, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน, หรือการเปลี่ยนแปลงท่าทางของร่างกาย

คำแนะนำ:

  • สวมรองเท้าส้นเตี้ย (แต่ไม่แบน)
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
  • เมื่อต้องหยิบสิ่งของที่พื้น ให้ย่อเข่าลงก่อนหยิบ แทนที่จะก้มหลังลงไปหยิบ
  • ไม่ยืนเป็นเวลานาน ถ้าคุณจำเป็นต้องยืนเป็นเวลานาน ให้วางเท้าข้างหนึ่งไว้บนกล่องหรือบนที่วางเท้า
  • นั่งบนเก้าอี้ที่มีพนักผิงหลังที่ดี หรือวางหมอนขนาดเล็กไว้ที่ด้านหลัง และวางเท้าไว้บนที่วางเท้าหรือบนเก้าอี้ขนาดเล็ก
  • ตรวจสอบให้แน่ใจวาเตียงคุณสามารถรองรับน้ำหนักได้ดี
  • นอนตะแคงซ้ายและมีหมอนรองระหว่างขาเพื่อช่วยรองรับ
  • ประคบร้อนที่บริเวณหลังส่วนล่าง, อาบน้ำอุ่น, แช่น้ำอุ่น หรือให้ลองนวด
  • ออกกำลังกายตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง และช่วยบรรเทาอาการปวด
  • ปรับท่าทางของร่างกายให้เหมาะสม การยืนตรงจะช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง
  • ให้ไปพบแพทย์ หากอาการปวดหลังส่วนล่างลามไปที่กระเพาะอาหารและอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 ชั่วโมงภายหลังการเปลี่ยนท่าทางหรือพักผ่อนแล้ว เพราะอาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนดได้

ปวดท้อง หรือไม่สบายท้อง

ปวดท้องที่ข้างใดข้างหนึ่งของกระเพาะอาหารอาจเกิดจากการยืดของเนื้อเยื่อเพื่อรองรับการขยายตัวของมดลูก และอาการปวดอาจลามไปที่ต้นขาและขาได้

คำแนะนำ:

  • เปลี่ยนท่าทาง หรือกิจกรรม จนกว่าจะรู้สึกสบาย หลีกเลี่ยงการบิดตัวหรือเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเกินไป
  • ถ้ามีอาการปวดท้องกะทันหัน ให้งอตัวไปด้านหน้าเข้าหาจุดที่ปวดเพื่อลดอาการปวดตึงและคลายเนื้อเยื่อ
  • ประคบร้อนที่บริเวณหลัง หรืออาบน้ำอุ่น หรือแช่น้ำอุ่น
  • ให้ลองนวด
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • รับประทานยาพาราเซตามอล แก้ปวดเป็นครั้งคราว
  • ให้ไปพบแพทย์ถ้าอาการปวดรุนแรง และไม่หายไป หรือถ้าอายุครรภ์ของคุณน้อยกว่า 36 สัปดาห์ แต่มีสัญญาณของการคลอด ได้แก่ รู้สึกเกร็งถี่ๆ คล้ายๆ มีการหดตัว

เจ็บครรภ์หลอก หรือ Braxton-Hicks Contractions

กล้ามเนื้อมดลูกจะหดตัว โดยเริ่มพบได้ในช่วงแรกๆ ของไตรมาสสองของการตั้งครรภ์ การหดตัวไม่สม่ำเสมอ และไม่บ่อย เราเรียกว่า การเจ็บครรภ์หลอก หรือ Braxton-Hicks Contractions ซึ่งเป็นอาการเจ็บที่พบได้ตามปกติขณะตั้งครรภ์

คำแนะนำ:

  • พยายามผ่อนคลาย
  • เปลี่ยนท่าทาง บางครั้งอาจทำให้การหดตัวลดลง
  • ปรึกษาแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น

 https://www.webmd.com/baby/guide/pregnancy-discomforts-causes#1

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
ผลตรวจอัลตราซาวนด์ (ULTRASOUND) แสดงอัตราการเต้นหัวใจที่ค่อนข้างช้าของทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก
ผลตรวจอัลตราซาวนด์ (ULTRASOUND) แสดงอัตราการเต้นหัวใจที่ค่อนข้างช้าของทารกในครรภ์ช่วงไตรมาสแรก

ความเสี่ยงของการแท้งบุตรในกรณีที่มีทารกในครรภ์มีอัตราการเต้นของหัวใจที่ค่อนข้างช้าในช่วงไตรมาสแรก

อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?
อะไรคือสัญญาณการฉีกขาดในภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก?

เรียนรู้สัญญาณการตั้งครรภ์นอกมดลูกก่อนที่มันจะฉีกขาด

ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว  (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?
ทำความเข้าใจกับภาวะตั้งครรภ์ที่ไข่ที่ปฏิสนธิไม่ฝังตัว (Chemical Pregnancy) ใช่หรือไม่ใช่?

การตั้งครรภ์ที่เร็วเกินไปที่จะยืนยันด้วยวิธีการทางชีวเคมี