เทคโนโลยีด้านสุขภาพ

COAGULOGRAM, APTT, PT, TT จากการตรวจเลือด คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
COAGULOGRAM, APTT, PT, TT จากการตรวจเลือด คืออะไร?

COAGULOGRAM, APTT, PT, TT จากการตรวจเลือด คืออะไร?

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับผลการตรวจเลือดที่สามารถบอกค่า COAGULOGRAM, APTT, PT, TT ในกรณีมีค่าปกติ ผิดปกติ รวมทั้งกรณีอยู่ในค่าวิกฤตที่ล้วนแล้วแต่สำคัญต่อร่างกาย อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

COAGULOGRAM

คำแนะนำวิธีส่งเลือด : แช่น้ำแข็งขณะนำส่ง (citrate blood 2.7 ml. จุกสีฟ้า mix)

วัตถุประสงค์

เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีการสร้างตารางในการนำเลือดไปตรวจสอบวัดผลการรักษาอาการเลือดไหลไม่หยุด หรือเลือดขาดคุณสมบัติในการสร้างลิ่มเลือด (clotting) ซึ่งอาจเป็นอันตรายในกรณีที่หากเกิดบาดแผลแล้วเลือดอาจจะไหลออกหมดตัว

COAGULOGRAM จึงอาจถูกเรียกง่ายๆว่า ตารางการสร้างลิ่มเลือด หรือเป็นแบบฟอร์มว่างๆ เพื่อเตรียมไว้ให้แพทย์ท่านกรอกระบุว่า จะเจาะตรวจเลือดตัวใดบ้าง

คำอธิบายอย่างสรุป

  1. COAGULOGRAM คือ การใช้ตารางช่วยความจำเพื่อลงบันทึกการรักษาหรือการแก้ไขสภาวะเลือดใสเกินไป โปรดดูตัวอย่างตาราง COAGULOGRAM ของการรักษาผู้ป่วยรายหนึ่งในหน้าถัดไป
  2. คำอธิบายตาราง COAGULOGRAM (ในตัวอย่าง)
  • บรรทัดบนช่องแรก ที่พิมพ์ว่า “Hemostasis indicators” นั้นหมายความว่า “ตัวบ่งชี้ปัจจัยต่อการไหลออกของเลือด” ซึ่งจะแสดงผลถึงการไหลของเลือดว่า ไหลออกเร็ว ช้า หรือหยุดไหล ด้วยมีปัจจัยใดแสดงให้เห็นบ้าง

    ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ในช่องนี้จะมีตัวบ่งชี้หลายตัวที่เรารู้จักผ่านตากันมาแล้วที่เกี่ยวข้องกับการไหลหรือหยุดของเลือด เช่น

    • Hematocrit คือ ความหนาแน่นของเม็ดเลือดแดง หากมีความหนาแน่นมากก็จะมีส่วนช่วยให้เลือดหยุดไหลง่าย ถ้ามีน้อยเลือดก็หยุดไหลยาก
    • Blood clotting time ซึ่งเป็นค่าเวลามาตรฐานที่ใช้อ้างอิงว่าเลือดควรจะแข็งตัวด้วยเวลานานเท่าใด
    • Retraction of blood clot ซึ่งเป็นค่าการยุบตัวของก้อนเลือด
    • นอกจากนั้น ยังมีตัวบ่งชี้อื่นๆ ที่แพทย์ผู้ตรวจ ท่านเห็นสมควรนำมาใช้พิจารณาในแต่ละกรณีของผู้ป่วย ฉะนั้น COAGULOGRAM ของแต่ละคนจึงอาจใช้ตัวบ่งชี้ต่างกัน โดยเหตุนี้จึงไม่จำเป็ฯต้องล้วงลึก จดจำหรือทำความเข้าใจแต่อย่างใด
  • บรรทัดบนในช่องที่สอง ที่พิมพ์คำว่า “Norm” ก็คือ normal หมายความว่า “ค่าปกติของปัจจัยตัวบ่งชี้แต่ละตัว”
  • บรรทัดบนในช่องที่สาม ที่พิมพ์ว่า “Prior to therapy” หมายความว่า “ค่าที่ควรตรวจพบได้ก่อนการำบัดรักษา”
  • บรรทัดบนในช่องถัดไป ก็จะเสดงผลการใช้ยารักษาโดยระบุจำนวนวันที่ตรวจ ตามที่แพทย์ผู้ดูแลรักษาท่านจะเห็นสมควร
  1. คำว่า “แช่น้ำแข็งขณะนำส่ง (citrate blood 2.7 ml. จุกสีฟ้า mix)” นั้นหมายความว่า เป็ฯคำแนะนำเจ้าหน้าที่ผู้เจาะดูดเลือดจากตัวเราให้ปฏิบัติดังนี้
  • ดูดเลือดออกมาเพียง 2.7
  • ให้ใส่น้ำยา Sodium Citrate เพื่อป้องกันเลือดแข็งตัว (เนื่องจากน้ำยามีหลายชนิด)
  • ให้ปิดหลอดที่บรรจุเลือดด้วยจุกหรือฝาครอบ สีฟ้า
  • งmix ก็คือให้เขย่าเลือดและน้ำยาผสมกันอย่างสมบูรณ์
  • ให้นำหลอดเลือดแช่ลงในน้ำแข็งตลอดเวลาขณะนำส่งห้องปฏิบัติการ (laboratory)

ทั้งหมดตั้งแต่ข้อก. ถึง จ. นั้นไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับผู้ถูกเจาะเลือดตรวจ แต่ได้นำมาชี้แจงเพื่อความกระจ่างที่อาจมีผู้สงสัย

APTT (ratio)…sec

วัตถุประสงค์

เพื่อตรวจสอบการสร้างลิ่มเลือดของบุคคลที่มีเลือดคน (ซึ่งอาจเป็นอันตรายจากสภาวะเสี่ยงโดยโรคหลอดเลือดหัวใจ) ว่าหากใช้น้ำยาเคมีพิเศษจะช่วยทดสอบกับเลือดที่ถูกดูดออกมาใส่หลอดแก้วของผู้นี้แล้วจะใช้เวลากี่วินาทีเลือดจึงจะแข็งตัว เช่น 30 วินาที

ทั้งนี้โดยหากเมื่อกินยาชนิดที่ช่วยให้ลิ่มเลือดละลายตัวแล้วควรรออีกประมาณ 60 นาทีจึงทำการทดสอบ APTT ใหม่อีกครั้งหนึ่งเช่นคราวนี้อาจจะได้ผลว่าทำให้เลือดแข็งตัวในเวลา 70 วินาที

ดังนั้น อัตราส่วน = เวลาหลังกินยา/เวลาก่อนกินยา
  = 70/30
  = 2.33
นั่นคือ ratio = 2.33

คำอธิบายอย่างสรุป

  1. APTT ย่อมาจากคำว่า “activated partial thromboplastin time”

    Thromboplastin คือ บรรดาโปรตีนทั้งหลายที่อยู่ภายใน (ผนัง) หลอดเลือดทั้งโปรตีนในตัวผนังหลอดเลือดเองทั้งเกร็ดเลือดและทางเซลล์เม็ดเลือดนับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดขึ้นจากระบบภายในร่างกาย (intrinsic system) เองแท้ๆ ที่จุดชนวนช่วยสร้างสภาวะลิ่มเลือดโดยเริ่มมาตั้งแต่ทำให้เลือดคนบางตำราจึงเรียก thromboplastin ว่าเป็นองค์ประกอบจากเนื้อเยื้อ (tissue factor)

    • Partial คือบางส่วน
    • Activated คือที่ทำให้เกิดขึ้น
    • Time คือเวลา (นับเป็นวินาที)

    ดังนั้น APTT คือ เวลานับที่เป็นวินาทีที่ได้จากการทดสอบ เพื่อจะทราบว่าเมื่อใส่สารเคมี (น้ำยา) มาตรฐานลงไปแล้วเลือดมันจะแข็งตัวด้วยเวลากี่วินาที

    หากไม่ใช้น้ำยามาตรฐานจากควบคุมเวลายากและใช้เวลานานเกินไป เวลาเป็นวินาทีที่ได้จากการทดสอบเลือกดังกล่าวของแต่ละคนนี้ย่อมไม่เท่ากันแต่ที่สำคัญคืออาจใช้เป็นปัจจัยในการวินิจฉัยว่าเลือด ข้นหรือ ใส เกินไปหรือไม่

    เลือดข้นเกินไป ย่อมเกิดอันตรายในสภาวะเสี่ยงจากการอุดตันภายในหลอดเลือดที่หัวใจหรือสมองทำให้อาจเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและโรคสมองขาดเลือด

    เลือดใสเกินไปก็ย่อมเกิดภาวะเสี่ยงของการไหลออกไม่หยุดของเลือดเมื่อเกิดบาดแผลภายนอกหรือภายในร่างกายก็ตาม

  2. คำในวงเล็บที่ว่า "ratio" นั้นคือ อัตราส่วนของเวลาภายหลังการกินยาที่ทำให้เลือดใสต่อเวลาเดิมยังได้อธิบายความหมายแล้วในหัวข้อวัตถุประสงค์

ค่าปกติของ APTT และของ ratio

APTT = 30 – 40 sec
Ratio  = 1.5- 2.5
Ratio  = 1.5- 2.5

ค่าวิกฤตของ APTT

APTT : > 70 sec> 70 sec

ค่าผิดปกติของ APTT

  1. ในทางน้อย (เวลาสั้น) อาจแสดงผลว่า
    • เลือดข้นเกินไป เนื่องจากอาจกำลังเกิดสภาวะลิ่มเลือดกระจายทั่วไปภายในหลอดเลือด (disseminated intravascular coagulation, DIC) ก็ได้ซึ่งย่อมเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
    • อาจกำลังมีการก่อตัวของโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งรังไข่ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่ซึ่งตามตำราแจ้งว่าข้อมูลตรงนี้ยังไม่ใคร่ทราบกันแพร่หลายมากนัก
  2. ในทางมาก (เวลานานกว่าปกติ) อาจแสดงผลว่า
    • เลือดใสเกินไปอาจขาดโปรตีนสำคัญบางตัวในกระแสเลือด
    • อาจเกิดโรคตับแข็ง (cirrhosis of liver)
    • อาจขาดวิตามิน เค
    • อ่านมียาเฮพาริน (ทำให้เลือดใส) ตกค้าง
    • อาจเกิดบาดแผลและเลือดหยุดไหลยาก

    ข้อสรุปกรณีของคนมีน้ำเลือดใสหรือข้นกว่าปกตินั้นอาจเป็นคุณสมบัติปกติเฉพาะบุคคลหนึ่งบุคคลใดก็ได้ดังนั้นการพิจารณาเพียงค่าเวลาปกติคือ 30 - 40 วินาทีจึงอาจผิดพลาดคาดเคลื่อนได้โดยเหตุนี้จึงควรพิจารณาจากอัตราส่วนที่ได้มาจากการคำนวณง่ายๆที่ว่า

    อัตราส่วน  = หากได้ค่าอัตราส่วนอยู่ในเกณฑ์ปกติจึงควรถือว่าน่าพอใจกว่าค่าเวลา APTT ที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ

PT (INR)…sec

วัตถุประสงค์

เพื่อทราบระยะเวลาเป็น วินาที ที่เลือดซึ่งดูดมาใส่หลอดแก้วจะแข็งตัวโดยอาศัยตัวช่วยจาก ระบบปัจจัยภายนอก (extrinsic system) มาเพิ่มเติมทั้งนี้ด้วยการเติมน้ำยาแคลเซียมมาตรฐานตัวหนึ่งและเรียกปฏิกิริยานี้ว่า “recalcification” ให้เกิดในเลือด แล้วจึงจับช่วงเวลาการแข็งตัว

วัตถุประสงค์ทั่วไป คล้ายคลึงกับการหาค่า APTT ต่างกันตรงที่ใช้ปัจจัยภายใน หรือภายนอก ซึ่งมาช่วยให้เกิดการแข็งตัวของเลือดเท่านั้น การตรวจเลือดในข้อนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีพยาธิสภาพของโรคหัวใจ

คำอธิบายอย่างสรุป

  1. PT ย่อมาจากคำว่า "Prothrombin Time"

    Prothrombin เป็นสารประกอบผสมของโปรตีนและน้ำตาล (glycoprotein) ที่ลอยอยู่ในพลาสมา Prothrombin เป็นสารตั้งต้นของ thrombin ซึ่งอาจเป็นเอนไซม์ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในปฏิกิริยาเปลี่ยนโปรตีนตัวหนึ่งชื่อ "fibrinogen" (ปกติลอยอยู่ในน้ำเลือด) ไปสร้างให้เป็น "fibrin" ซึ่งก็คือลิ่มเลือดที่ปิด หรืออุดรอยเปิดของบาดแผลจนเราเห็นกลายเป็นรอยแผลนูนๆ ขึ้นมาเมื่อแผลหายสนิทแล้วนั่นเอง

    PT จึงเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้จากการทดสอบเลือดที่เจาะเอามาใส่หลอดแก้วภายหลังการเติมน้ำยาแคลเซียมลงในเลือดจนปรากฏผลว่า เลือดแข็งตัว ซึ่งในคนที่มีสุขภาพเลือดเป็นปกติก็จะมีช่วงเวลามาตรฐานอยู่ค่าหนึ่งคือประมาณ 12 วินาที

  2. แต่ในน้ำเลือดที่ข้นของคนบางคนก็จะแข็งตัวเร็ว ต่อเมื่อให้กินยาละลายลิ่มเลือด (อย่างเดียวกันกับที่หาค่า APTT) ก็จะทำให้จับเวลาของช่วงการที่เลือดจะแข็งตัวยาวนานขึ้น
    ในการนี้ หากนำค่าเวลาทั้งสองมาทำเป็นอัตราส่วน คือ

    อัตราส่วน  = เวลาแข็งตัวของเลือดหลังจากกินยา/เวลาแข็งตัวของเลือดตามปกติก่อนกินยา

  3. อัตราส่วนนี้อาจใช้เป็นดัชนีชี้ว่า น้ำเลือดมีความข้นมากเกินไปหรือไม่เนื่องจากความข้นของเลือดจะเป็นอันตรายต่อการปิด-เปิดของลิ้น (valve) ระหว่างห้องของหัวใจ และทำให้หัวใจต้องออกแรงมากขึ้นในการส่งเลือดดำไปยังปอด แม้แต่ส่งเลือดแดงไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย
  4. องค์การอนามัยโลก (World Health Organization,WHO) ได้ประกาศให้นานาชาติใช้ค่าอัตราส่วนมาตรฐาน ตั้งแต่เมื่อปี 1983 เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ยาละลายลิ่มเลือดหรือให้เลือดลดความข้น โดยให้เรียกค่านี้ว่า “อัตราส่วนปกติมาตรฐานนานาชาติ” (International Normalized Ratio) ใช้คำเรียกย่อๆว่า “INR”

WHO กำหนให้ค่า INR ว่าควรอยู่ระหว่าง 2.0-3.5

ทั้งนี้ WHO ยืนยันว่า ค่า INR ที่ได้กำหนดไว้นี้ใช้ได้กับผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นสั่นรัว (atrial fibrillation) ผู้ป่วยใช้ลิ้นหัวใจเทียม (artificial heartvalves) และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดดำอักเสบมีลิ่มเลือด (thromboplebitis)

ค่าปกติของ PT และ INR

  1. ให้ยึดถือตามค่าที่แสดงไว้ในในรายงานผลการตรวจเลือด (ถ้ามี)
  2. ค่าปกติทั่วไป
PT = 11.0 – 12.5 sec
INR = 2 – 3.5

ค่าผิดปกติของ PT

  1. ค่าผิดปกติในทางที่ยาวนานขึ้น อาจแสดงผลว่า
    • อาจเกิดโรคตับ (เช่นตับแข็งตับอักเสบ ฯลฯ ) เนื่องจากตับเป็นผู้สร้างสารประกอบให้เกิดลิ่มเลือด (coagulation factors) แต่เมื่อตับอักเสบจึงอาจสร้างสารตัวนี้ได้ไม่พอเพียง
    • อาจขาดวิตามิน เค
    • ท่อน้ำดีอาจถูกปิดกั้นเนื่องจากวิตามิน เค จะถูกผลิตและส่งออกมาใช้ทางท่อน้ำดีเมื่อท่อน้ำดีผ่านไม่สะดวกจึงทำให้วิตามิน เค ไม่พอใช้
    • ผู้รับการตรวจอ่านมีสู่ภาวะปกติของตนเองที่แตกต่างจากผู้อื่นกล่าวคือปกติเลือดอาจจะใสเกินไป
  2. ค่าผิดปกติในทางที่ใช้เวลาน้อยกว่าปกติ อาจแสดงผล
    • เลือดอาจยังข้นเกินไป
    • อาจมีโรคเกี่ยวกับตับที่ผลิตโปรตีนส่งมาสู่กระแสเลือดมากเกินไป

ค่าผิดปกติของ INR

  1. ค่าผิดปกติในทางมาก อาจบงชี้ว่าเลือดใสเกินไป
  2. ถ้าผิดปกติในทางน้อย อาจบ่งชี้ว่าเลือดคนมากจนอาจมีลิ่มเลือด

TT (ratio)…sec

วัตถุประสงค์

เพื่อจะทราบว่า fibrinogen ซึ่งเป็นโปรตีนในกระแสเลือดที่มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างลิ่มเลือดมีสภาวะว่าเป็นปกติหรือไม่? เนื่องจากว่า thrombin นั้นเป็นเอ็นไซม์ที่จะช่วยเปลี่ยน  fibrinogen ให้เป็น fibrin (ลิ่มเลือดที่อุดบาดแผล)

การตรวจเลือดในข้อนี้จึงเป็นการตรวจสอบคุณสมบัติของเอนไซม์ thrombin ซึ่งจะมีผลต่อการสร้าง fibrin นั่นเอง

สรุปว่าการตรวจเลือดในหัวข้อนี้เป็นการตรวจประสิทธิภาพของเอนไซม์ทรอมบิน ซึ่งแตกต่างจากการตรวจปัจจัยภายใน (APTT) และปัจจัยภายนอก (PT) ซึ่งล้วนแต่มีบทบาทช่วยเลือกให้แข็งตัวเป็นลิ่มเลือดด้วยกันทั้งสิ้น

คำอธิบายอย่างสรุป

  1. TT คือ thrombin time
  2. การเจาะเลือดออกมาใช้ตรวจสอบก็กระทำคล้ายคลึงกับการตรวจหาค่า APTT และ PT แต่เมื่อได้เลือดออกมาอยู่ในหลอดแก้วแล้วจึงจะทดสอบด้วยการเติมน้ำยาเอนไซม์ทรอมบินมาตรฐานที่ผลิตจากมนุษย์ (standard human thrombin) หรือจากวัว (standard bovine thrombin) ซึ่งจะมีผลทำให้เลือดแข็งภายใน 2-3 วินาทีในกรณีเป็นเลือดของผู้มีสุขภาพเป็นปกติ
  3. ในกรณีต้องการทราบ thrombin ratio ก็ให้ผู้ถูกตรวจสอบกินยาละลายลิ่มเลือดประมาณ 60 นาทีแล้วเจาะเลือดออกมาตรวจใหม่ด้วยวิธีการเติมน้ำยาอย่างเดิมซึ่งย่อมจะได้ระยะเวลาที่ยาวขึ้น

เอาเวลาเป็นวินาทีหลังกินยา หารด้วยเวลาเป็นวินาทีก่อนกินยาก็จะได้ตัวเลขของอัตราส่วนเวลาที่ เรียกว่า thrombin time ratio

ค่าปกติของ TT และ TT ratio

  1. TT : 2 – 3 sec
  2. TT ratio : ให้ยึดถือตามค่ามาตรฐานปกติของใบรายงานผลการตรวจเลือด

ค่าผิดปกติทางน้อยและมาก ก็อาจแสดงผลคล้ายคลึงกับผลของ APTT และ PT ที่กล่าวถึงมาแล้ว

หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถสนับสนุนผู้แต่ง (พลเอกประสาร เปรมะสกุล) ได้โดยการซื้อหนังสือ (คู่มือแปลผลการตรวจเลือด)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดหัวใจ
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดหัวใจ

เข้าใจถึงความเสี่ยงที่เป็นไปได้ของการผ่าตัดหัวใจ