Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

ตับแข็งระยะสุดท้าย ป้องกันและรักษาได้อย่างไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,339,882 คน

ตับแข็งระยะสุดท้าย ป้องกันและรักษาได้อย่างไร?

ตับแข็ง (Cirrhosis) คือภาวะที่เซลล์และเนื้อเยื่อตับเกิดความบาดเจ็บเสียหายและถูกทำลายอย่างถาวร จนเกิดเป็นพังผืดขึ้นในเนื้อตับ ตับจึงมีลักษณะแข็งกว่าปกติ และไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ หากป่วยเป็นตับแข็งในระยะเริ่มแรก ผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการใดๆ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม และพัฒนาไปถึงขั้นเป็นตับแข็งระยะสุดท้าย ตับจะสูญเสียการทำงานเกือบทั้งหมด ทำให้เกิดความผิดปกติต่อร่างกายมากมาย

สาเหตุของตับแข็ง

ตับแข็งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง ในราคาสุดคุ้ม เพียง 2550 บาท ถึง 22 ต.ค. นี้เท่านั้น 🔥

มีอาการบางอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้บ่อยๆ 😲 คุณอาจแพ้อาหารบางอย่างโดยไม่รู้ตัว

Foodintoleranceinternal ad
  • การดื่มแอลกอฮอล์ มากกว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วยตับแข็งนั้นมีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน พิษของแอลกอฮอล์ที่สะสมจะส่งผลให้เซลล์ตับเกิดการอักเสบเรื้อรัง จนเกิดตับแข็งได้ในที่สุด
  • การติดเชื้อไวรัส ไวรัสที่เป็นสาเหตุหลักคือ ไวรัสตับอักเสบ B และ C (Hepatitis virus B/C) ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 10 โดยมักเกิดกับผู้ที่ติดเชื้อเรื้อรังและไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาแล้วไม่หาย
  • ไขมันเกาะตับ หากร่างกายมีไขมันสูงและเกิดการสะสมที่ตับ ไขมันอาจกระตุ้นในเซลล์ตับเกิดการอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นตับแข็งได้ โดยไขมันเกาะตับมักพบในผู้ที่เป็นโรคอ้วน เบาหวาน และมีไขมันในเลือดสูง
  • สาเหตุอื่นๆ เช่น ภาวะท่อน้ำดีอุดตัน ภาวะธาตุเหล็กเกิน ได้รับสารพิษสะสมจากยา หรือสมุนบางชนิด มีการติดเชื้อปรสิต เป็นต้น ซึ่งสาเหตุเหล่านี้พบได้น้อยกว่าสาเหตุ 3 ข้อแรก

อาการของตับแข็ง

ในระยะแรกของโรคตับแข็ง มักมีอาการที่สัมพันธ์กับความเสียหายของตับ แต่ไม่จำเพาะเจาะจงมากนัก ได้แก่

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีเลือดออกหรือเกิดรอยฟกช้ำได้ง่าย เมื่อเกิดบาดแผลจะมีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เช่น เลือดหยุดไหลช้าหรือเร็วเกินไป

เมื่อการดำเนินโรครุนแรงขึ้น จะเริ่มแสดงอาการที่จำเพาะต่อโรคมากขึ้น ได้แก่

  • ดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • เจ็บบริเวณชายโครงขวา
  • รู้สึกคันตามผิวหนัง
  • มีจุดแดงขึ้นที่หน้าอก หน้าท้อง ต้นแขน และฝ่ามือแดงกว่าปกติ เนื่องจากเกิดเส้นเลือดฝอยมากขึ้น
  • ในเพศชายอาจมีอัณฑะฝ่อเล็ก และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

จนเมื่อโรคตับแข็งดำเนินมาถึงระยะสุดท้าย จะมีอาการที่รุนแรงขึ้น ได้แก่

  • ท้องมาน ท้องโต บวมตามขาและข้อเท้า
  • เห็นหลอดเลือดพองที่หน้าท้อง
  • อาจอาเจียนเป็นเลือด เนื่องจากเส้นเลือดในหลอดอาหารแตก
  • มีอาการทางสมอง เช่น สับสน มึนงง เพ้อ จนกระทั่งหมดสติ

การรักษาโรคตับแข็ง

ขั้นแรกของการรักษา คือการหาสาเหตุที่ทำให้เกิดตับแข็ง และรักษาที่ต้นเหตุเป็นหลัก เช่น หากตับแข็งจากการดื่มแอลกอฮอล์ ต้องเลิกการดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด หากมีการติดเชื้อไวรัส ก็ต้องให้ยาต้านไวรัส หรือถ้าพบว่ามีไขมันเกาะตับ ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดน้ำหนัก และควบคุมไขมันในเลือด ส่วนอาการผิดปกติที่เกิดจากความเสียหายของตับ แพทย์จะทำการรักษาไปตามอาการ เช่น

  • ให้ยาขับปัสสาวะ Furosemide หรือ Spironolactone เพื่อลดอาการท้องมานและบวมน้ำ
  • หากมีการขาดธาตุเหล็ก จะต้องให้ยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก
  • หากมีความดันในตับสูง แพทย์จะให้ยากลุ่ม Beta-blocker เพื่อลดความดันภายในตับ
  • หากมีอาการคันตามผิวหนัง อาจต้องทานยาแก้แพ้เพื่อบรรเทาอาการ
  • หากมีเลือดออกมากหรืออาเจียนเป็นเลือดหลายครั้ง จะต้องให้เลือดชดเชยด้วย
  • หากตับเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถทำงานได้ แพทย์อาจต้องรักษาด้วยการปลูกถ่ายตับ แต่การรักษาด้วยวิธีนี้สามารถทำได้ในคนไข้บางคนเท่านั้น เพราะต้องหาผู้บริจาคตับที่เนื้อเยื่อเข้ากันได้กับร่างกายผู้ป่วย อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายสูงและค่อนข้างยุ่งยาก รวมถึงอาจมีผลข้างเคียงที่อันตรายตามมาได้

การป้องกันโรคตับแข็ง

  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • ป้องกันไม่ให้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ โดยการฉีดวัคซีนป้องกัน และมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ด้วยการสวมถุงยางอนามัย
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และระวังไม่ให้ไขมันในเลือดสูง โดยการออกกำลังกายและทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อป้องกันการเกิดไขมันเกาะตับ
  • หลีกเลี่ยงการทานยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น เช่น ยาพาราเซตามอล และยาสมุนไพรต่างๆ
  • หมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

 


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป