การดูแลอาหาร

การดูแลรักษาไตวายเรื้อรัง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
Istock 909029056 %281%29

แพทย์จะให้การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุของไตวาย เช่น ให้ยาควบคุมเบาหวาน ถ้ามีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ก็ต้องรักษา รวมทั้งรักษาภาวะแทรกซ้อนที่พบร่วม เช่น ถ้าบวม ให้ยาขับปัสสาวะ ถ้าซีด อาจต้องให้เลือดบางรายแพทย์อาจฉีดฮอร์โมน อีริโทรพอยเอทิน เพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง (ฮอร์โมนชนิดนี้สร้างที่ไต เมื่อไตวายก็จะขาดฮอร์โมนชนิดนี้)

ผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นไตวายเรื้อรัง ควรรับประทานยาและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด พบแพทย์ตามนัด อย่าได้ขาด ไม่ควรปรับขนาดยาเอง หรือซื้อยาใช้เอง เพราะยาบางอย่างอาจมีพิษต่อไตได้

ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวเรื่องอาหารให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ไตเสื่อมกว่าเดิมโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนน้อยลง ดังนี้

1. จำกัดและเลือกโปรตีน

โปรตีนเป็นส่วนประกอบของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื้อทั่วร่างกาย แต่การย่อยโปรตีนยังได้ของเสียส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งจะถูกขับออกทางไตผู้ป่วยไตวายจึงต้องจำกัดปริมาณโปรตีน ควรเป็นโปรตีนสมบูรณ์ มีกรดอะมิโนครบถ้วน คือ ไข่ขาว นม และเนื้อสัตว์ซึ่งควรเลือกทานโปรตีนจากเนื้อปลาเพราะย่อยง่ายและมีกรดไขมันชนิดดีคือ โอเมถ้า 3

ถ้าผู้ป่วยไตวายระดับที่ 2 มีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ซึ่งควรทานโปรตีนวันละ 30-40 กรัม ซึ่งอาจได้จาก

  • ไข่ขาวไข่ไก่ 1 ฟอง (มีโปรตีน 6-8 กรัม)
  • นมสดพร่องมันเนย 1 ถ้วย (มีโปรตีน 8 กรัม)
  • เนื้อสัตว์ 1 ขีด (มีโปรตีน 23 กรัม)
  • สามารถลดนม หรือเนื้อสัตว์ แล้วไปเพิ่มโปรตีนจากไข่ขาวได้ 3-4 ฟอง
  • ไม่ควรทานไข่แดง เนื่องจากไข่แดงมีฟอสฟอรัสและคอเลสเตอรอลมาก
  • ไตวายระดับ 2 ทานถั่วต่างๆ และผลิตภัณฑ์จากถั่วได้บ้าง แต่เป็นแหล่งโปรตีนไม่สมบูรณ์ และมีฟอสเฟตสูง (ผู้ที่มีฟอสเฟตสูง ควรงด) 

2. พลังงานจากอาหาร

  • ถ้าอายุน้อยกว่า 60 ปี ควรได้พลังงานจากอาหาร 35 กิโลแคลอรี/กิโลกรัมน้ำหนัก แต่ถ้าอายุมากกว่านี้ก็ควรลดพลังงานจากอาหารลงกว่านี้ ซึ่งถ้าทำกิจกรรมมากๆ ก็เพิ่มพลังงานได้
  • แหล่งพลังงานหลัก ควรเป็นแป้งไม่ขัดขาว หรือคาร์โบไฮเดรต เชิงซ้อนได้แก่ ข้าวกล้อง ขนมจีนเส้นหมี่ วุ้นเส้น บะหมี่ เผือก มันเป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้มักจะมีดัชนีน้ำตาลต่ำ เพื่อให้ระดับน้ำตาลค่อยๆ ถูกปลดปล่อยออกมาในกระแสเลือด

3. จำกัดปริมาณน้ำที่ดื่ม

  • น้ำที่ดื่มเข้าไปในแต่ละวันควรเท่ากับปริมาณน้ำที่สูญเสียไปทางปัสสาวะและทางอื่นประมาณ 800 มล./วัน เช่น ถ้าผู้ป่วยมีปัสสาวะ 600 มล./วัน น้ำที่ควรได้รับเท่ากับ 600 มล. + 800 มล. (รวมเป็น 1,400 มล./วัน)
  • ปริมาณน้ำที่ดื่ม หมายความรวมถึง น้ำแกง น้ำนม น้ำเต้าหู้ น้ำจากผลไม้ (โดยเฉพาะผลไม้ที่ฉ่ำๆ เช่น แตงโม สับปะรด)
  • ควรตวงน้ำที่ต้องดื่มจำกัดต่อวัน ไว้ในขวด ถ้ามีน้ำนม น้ำผลไม้ ก็ให้หักปริมาณน้ำในขวดออกไป
  • ระวังอาหารทอด ของแห้ง ผงชูรส อาหารรสจัด รสเผ็ด จะทำให้กระหายน้ำมากขึ้น
  • ผู้ป่วยไตวายที่ดื่มน้ำมาก อาจทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ ไม่ควรให้น้ำหนักเพิ่มเกิน 0.5 กิโลกรัม/สัปดาห์

4. จำกัดปริมาณโซเดียม

  • ถ้ามีอาการบวมหรือมีปัสสาวะน้อยกว่า 800 มล./วัน ควรงดอาหารเค็ม งดใช้เครื่องปรุง (เช่น น้ำปลา ซีอิ้ว ซอสทุกชนิด) ผงชูรส สารกันบูด อาหารที่ใส่ผงฟูหรือเบคกิ้งโซดา (เช่น ขนมอบต่างๆขนมสาลี่ปาท่องโก๋ เฉาก๊วย) อาหารกระป๋อง สาหร่ายปรุงรส ขนมกรุบกรอบ น้ำพริก กะปิ ปลาร้า กุนเชียง ของดอง หนำเลี๊ยบ)
  • ผู้เป็นไตวายเรื้อรังไม่ว่าจะล้างไตหรือไม่ ต้องจำกัดโซเดียมในอาหารไม่ให้เกิน 2,000 มก./วัน หรือคิดเป็นเกลือแกงประมาณ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลา/ซีอิ๊วขาว ไม่เกิน 3-4 ช้อนชา/วัน โดยทั่วไปจะแนะนำให้ใช้น้ำปลาหรือซีอิ๊วขาวในการประกอบอาหารได้มื้อละ 1 ช้อนชา
  • อีกทั้งไม่ควรใช้เกลือหรือเครื่องปรุงรสที่มีสารโพแทสเซียมทดแทนโซเดียม เพราะคนเป็นไตวายมักจะมีปัญหาเรื่องโพแทสเซียมในเลือดสูงอยู่แล้ว

5. หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง เช่น อาหารทอด เลี่ยงน้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม กะทิ เครื่องในและมันสมอง กุนเชียง การผัดควรใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว และใช้น้ำมันมะกอกประกอบอาหารที่ไม่ผ่านความร้อนสูง เช่น ท่าน้ำสลัด

ควรปรุงอาหารเองที่บ้าน ซึ่งทำให้เลือกชนิดน้ำมันและไขมันได้จำกัดได้ รวมทั้งควบคุมปริมาณเกลือ เครื่องปรุงรสเค็มต่างๆ และเลือกวัตถุดิบที่ดี สดสะอาด ถูกหลัก ได้อย่างมั่นใจ

6. เลี่ยงอาหารที่มีฟอสเฟตสูง แต่รับประทานคำสองคำก็พอได้เช่น

  • น้ำอัดลม ทุเรียน เมล็ดพืช (เช่น เม็ดขนุน เมล็ดงา) ถั่วเมล็ดแห้งทุกชนิด (รวมทั้งข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ) ช็อกโกแลต โกโก้ และ ชา กาแฟ
  • เนย นมและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนยแข็ง โยเกิร์ต ไอศกรีม
  • เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่แดงจะมีฟอสเฟตมากรองจากนม ส่วนไข่ขาว มีฟอสเฟตน้อย
  • ไข่แดงจะมีคอเลสเตอรอล โพแทสเซียม ฟอสเฟต ดังนั้นจึงต้องงดขนมที่ทำจากไข่ด้วย เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ไอศกรีม เค้ก ชิฟฟอน คุกกี้
  • ขนมที่ทำจากถั่วต่างๆ (เช่น ถั่วลิสง ถั่วแดง เม็ดมะม่วงหิมพานต์) อาทิ ขนมเปี๊ยะ กระยาสารท โก๋แก่ ถั่วตัด ถั่วกระจก จะมีฟอสเฟตและโพแทสเซียมสูง

การมีฟอสเฟตในเลือดสูง ทำให้ระดับฮอร์โมนพาราไทรอยด์ในเลือดสูงขึ้น ต่อมไทรอยด์จะโต และวิตามีนดีในเลือดต่ำลงส่งผลให้มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง กระดูกบาง พรุนและหักง่าย

7. จำกัดปริมาณโพแทสเซียม

  • ถ้ามีปัสสาวะน้อยกว่า 800 มล./วัน หรือมีโพแทสเซียมในเลือดสูงกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง โดยเลือกอาหารที่มีโพแทสเซียมต่ำแทน
  • การหั่นผักนั้นเป็นชิ้นเล็ก เช่น หัวไช้เท้า แครอต ฟักทอง แล้วนำไปล้างน้ำก้อนจะลวกหรือต้ม ตักผึ่งให้สะเด็ดน้ำ จะช่วยลดปริมาณโพแทสเซียมได้ประมาณ 1/3 หากนำผักนั้นไปต้มแกงควรทานน้ำแกงเล็ก น้อยเท่านั้น
  • การมีโพแทสเซียมในเลือดสูงมากเกินไป จะมีผลเสียทำให้นิ้วมือ ปาก และแขนขา ไม่มีแรง ชีพจรเต้นไม่เป็นปกติ อาจทำให้หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน
  • สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้โพแทสเซียมสูง เช่น การมีไข้สูง เป็นแผลในกระเพาะอาหาร เลือดออกในระบบทางเดินอาหารหรือการขาดสารอาหาร อย่างอื่นติดต่อกินเป็นเวลานานส่งผลให้โพแทสเซียมสูงขึ้นได้ซึ่งผู้ป่วยไตวายก็ต้องระวังไม่ให้มีสาเหตุดังกล่าวนั้นด้วย
  • ผู้ป่วยไตวายที่ต้องฟอกเลือด รับประทานผลไม้ได้เฉพาะตอนเช้าของวันฟอกเลือดเท่านั้นโดยโพแทสเซียมไม่เกิน 2,000 มก.ต่อวัน ซึ่งจะถูกขับออกในระหว่างการฟอกเลือด ไม่มีการสะสมจนเป็นปัญหา
  • คนปกติต้องการโพแทสเซียม วันละ 4.7 กรัมต่อวัน เพื่อรักษาสมดุลระบบประสาทและกล้ามเนื้อ สมดุลของอิเล็กโตรไลต์ และสมดุลของกรด-เบสในร่างกาย ป้องกันภาวะกรดเกิน ควบคุมความดันโลหิต และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • หากขาดโพแทสเซียม จะทำให้อ่อนเพลีย เป็นตะคริว ท้องผูก ชีพจรเต้นไม่คงที่ หรือมีอาการบวม ต่อมาจะคอแห้ง กระหายน้ำ ถ่ายปัสสาวะบ่อย มักเกิดในกรณีอดอาหารมากเกินไป หรือท้องร่วง หรือฟอกเลือดมากเกินไป หรือทานอาหารเค็มมาก

อาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น

  • ทุเรียน มะพร้าว กล้วย (358 มิลลิกรัม/100 กรัม) กล้วยตาก ลำไย
  • ผลไม้แห้ง เช่น เชอรี่อบแห้ง สตรอว์เบอร์รีแห้ง ลูกพรุนอบแห้ง (1.1 กรัม/100 กรัม) ลูกเกด (892 มิลลิกรัม/100 กรัม) อินทผลัม (696 มิลลิกรัม/100 กรัม)
  • เมล็ดทานตะวัน (850 มิลลิกรัม/100 กรัม)
  • หัวปลี ผักชี ต้นกระเทียม บร็อกโคลี แครอต ผักบุ้ง
  • เห็ดฟาง (484 มิลลิกรัม/100 กรัม)
  • มะเขือพวง มะเขือเปราะ
  • ผักโขมสด (558 มิลลิกรัม/100 กรัม)
  • ใบแมงลัก โหระพา หน่อไม้ฝรั่ง หอมแดง ผักปวยเล้ง
  • มันฝรั่ง มันเทศ มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ
  • ถั่วต่างๆ เนยถั่ว ธัญพืช ข้าวโพด
  • ผงโกโก้ (ผงโกโก้ 1.5 กรัม/100 กรัม) กาแฟ
  • ปลาทูน่า ปลาอินทรี (ปลาแซลมอน 628 มิลลิกรัม/100 กรัม)
  • น้ำนมและผลิตภัณฑ์

อาหารที่มีโพแทสเซียมปานกลาง เช่น

  • ส้ม (181 มิลลิกรัม/100 กรัม) ส้มโอ
  • สตรอว์เบอร์รี ลางสาด เงาะ ฝรั่ง มะขาม กระท้อน
  • ลางสาด ลิ้นจี่ ละมุด ขนุน เห็ดนางฟ้า
  • แตงกวา ฟักเขียว หัวผักกาดขาว
  • มะเขือเทศสีดา ผักกาดขาวใบเขียว พริกหยวก
  • งา ปลาทู ปลาซาร์ดีนกระป๋อง กุ้งแม่น้ำ
  • ปลาสวาย ปลากะพงขาว

อาหารที่มีโพแทสเซียมต่ำ เช่น

  • แตงโม แอปเปิล ชมพู่ มะละกอสุก
  • มะม่วงดิบ องุ่น สับปะรด สับปะรดกระป๋อง
  • อะโวคาโด น้อยหน่า แคนตาลูป
  • กะหล่ำปลี แตงกวา ฟักเขียว ถั่วงอก บวบเหลี่ยม ถั่วพู
  • หอมหัวใหญ่ เห็ดหูหนู มะเขือยาว หน่อไม้ ถั่วฝักยาว
  • ผักคะน้า ถั่วลันเตา มะระ หัวผักกาด พริกหวาน
  • มะเฟืองมีออกซาเลตอยู่มาก โดยเฉพาะมะเฟืองรสเปรี้ยว หากทานมากหรือทานบ่อย จะทำให้เป็นนิ่วในไต สำหรับผู้ป่วยไตวานก็อาจทำให้ไตวายมากยิ่งขึ้นด้วย ทางที่ดีผู้ป่วยไตวายควรเลี่ยงมะเฟือง
  • พืชพื้นบ้านมักจะมีออกซาเลตสูง เช่น ชะพลู ใบชะมวง ผักติ้ว ผักกระโดน สำหรับคนที่ดื่มน้ำบ่อย จะเสี่ยงต่อนิ่วในไตได้       
  • อ่านข้อควรระวังอื่นๆ เพื่อไม่ให้ไตทำงานแย่ลง ในหัวข้อ โรคไตแทรกซ้อนจากเบาหวาน

ดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะที่ 4

ดูแลเรื่องยา อาหารและน้ำตามที่กล่าวมา รวมทั้งจะได้รับคำแนะนำให้เตรียมตัว เพื่อการบำบัดทดแทนไตหรือการฟอกไตนั่นเอง ควรศึกษาถึงทางเลือกของวิธีการรักษา ข้อดีและข้อเสียของแต่ละวิธี ค่าใช้จ่ายและสิทธิประโยชน์จากบัตรที่มีอยู่ หรือที่รัฐบาลให้การช่วยเหลือ หรือจากประกันชีวิต หรือหน่วยงานอื่นๆ

ดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระดับที่ 5

มักมีระดับครีอะทินีนและบียูเอ็นในเลือดสูงเกิน 10 และ 100 มก./ดล. ตามลำดับ ซึ่งไตจะทำหน้าที่ได้ต่ำกว่า 15% ของไตปกติ ผู้ป่วยไตวายระดับนี้ อาจมีพาราไทรอยด์ฮอร์โมนสูงด้วย

ดูแลทั่วไป

  • ควรได้รับการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีในคนที่ยังไม่มีภูมิต้านทาน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหัวไหล่ทั้งสองข้าง ฉีด 3 ครั้ง คือ เดือนที่ 0, 1 และ 6 ติดตามตรวจดูว่ามีภูมิคุ้มกันขึ้นหรือยังที่ 1 เดือนหลังเข็มสุดท้าย ถ้ายังไม่มี ต้องทำการฉีดซ้ำ และตรวจภูมิคุ้มกันหลังฉีดครบ 3 เข็มเหมือนเดิม ส่วนใหญ่จะมีภูมิต้านทานขึ้นมาป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้
  • ควรได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพราะวัคซีนชนิดนี้คุ้มกันได้เพียงปีเดียว
  • ควรเข้มงวดเรื่องอาหารและน้ำ ควบคุมน้ำหนัก ชั่งน้ำหนัก วัดความดันเลือดทุกครั้งที่พบแพทย์ ตรวจอัลบูมินในซีรั่มทุก 3-6 เดือน โดยอัลบูมินไม่ควรต่ำกว่า 3.5 กรัม/ดล. ไม่มีภาวะทุพโภชนาการ บางทีก็ต้องนอนโรงพยาบาลและต้องเช็กเกลือแร่ และบียูเอ็น ครีอาตินินกันเกือบทุกวัน

รักษาด้วยการล้างไตเพื่อเอาของเสียที่คั่งค้างอยู่ร่างกายออกไป ซึ่งมีอยู่ 2 วิธี ได้แก่

1. การล้างไตโดยการฟอกเลือด (ฮีโมไดอาไลซิส) ทำที่สถานพยาบาลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ค่าใช้จ่ายแพง

2. การล้างไตทางช่องท้อง (เรียกสั้นๆ ว่า ซีเอพีดี) ซึ่งผู้ป่วยจะทำเองที่บ้านทุกวัน ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถทำงานออกกำลังกายได้ และมีชีวิตยืนยาวขึ้น

  • การล้างไตจะทำให้ร่างกายสูญเสียสารอาหารไปด้วย เช่น โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ ส่งผลให้ขณะทำจะเกิดอาหารผิดปกติ ดังนั้น ต้องระวังบริโภคอาหารที่มีสารอาหารควบถ้วยเพียงพอด้วย เช่น โปรตีนจากไข่ขาว โพแทสเซียม เป็นต้น อาจต้องทานน้ำผักผลไม้คั้นสดบ้างครั้งละ ½ แก้วเล็ก
  • ผู้ป่วยไตวายที่ต้องฟอกเลือด จะต้องระวังไม่ให้มีฟอสเฟตมากเกินไปด้วย ขนมหวานจะต้องไม่หวานมากนัก เช่น ขนมที่ทำเองโดยใช้น้ำตาลเทียม ข้าวแต๋น ขนมกุยช่ายนึ่ง แพทย์หรือนักโภชนาการจะให้คำแนะนำถึงลักษณะและปริมาณอาหารที่ผู้ป่วยขาดไปและควรรับประทานเพิ่มเติมเท่าไร

การเปลี่ยนไต

  • ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี หากรักษาด้วยการล้างไตไม่ได้ผล (ครีอะดินิน เคลียรานส์ ลดลงต่ำกว่า 10 มิลลิลิตรต่อนาที) แพทย์ที่รักษาเบาหวานจะประสานกับแพทย์เฉพาะทางด้านไต เพื่อรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนไต (รีนัลทราสพลานเตชั่น) ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องมีสภาพร่างกายแข็งแรง และมีไตที่เข้ากับเนื้อเยื่อของผู้ป่วยได้ด้วย โดยใช้ไตบริจาคหนึ่งข้าง จากญาติสายตรง หรือผู้บริจาค
  • หลังจากปลูกถ่ายไต ผู้ป่วยต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน (เช่นไซโคลสปอริน) ทุกวันตลอดไป เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อต้านไตใหม่ วิธีนี้ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นคืนหน้าที่ของไตจนเป็นปกติ สามารถมีชีวิตเช่นคนปกติได้ยาวนาน 10-20 ปีขึ้นไป
  • แต่ยากดภูมิคุ้มกันเหล่านี้อาจมีผลข้างเคียงรุนแรง เช่น เกิดการติดเชื้อ เกิดมะเร็ง หรือเป็นพิษต่อไตใหม่ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้
  • ผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยที่ไม่เป็นเบาหวาน ที่ทำการเปลี่ยนไตจะมีอัตราการรอดชีวิตไม่แตกต่างกัน
  • การผ่าตัดปลูกถ่ายไตสำเร็จ ไม่ได้มีผลต่อการรักษาโรคตา โรคเส้นเลือดที่ขา หรือโรคเบาหวาน
  • ปัจจุบันจำนวนไตบริจาคนั้นยังไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ป่วยต้องรอนาน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายปี

คุณสามารถอ่านข้อมูลดีๆมีประโยชน์แบบนี้ได้เพิ่มเติมที่หนังสือ "โภชนาการ-เมนู เพื่อผู้ป่วยเบาหวาน" โดยวลัยลักษณ์ จากสำนักพิมพ์ Feel Good เพื่อสนับสนุนผู้แต่ง 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่