มะเร็งและโรคร้าย

เคมีบำบัด

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 7, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 14 นาที
Istock 909843056

เคมีบำบัดคือการรักษามะเร็งประเภทหนึ่งที่มีการใช้ยาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งไม่ให้แพร่กระจายหรือก่อตัวขึ้นมาใหม่อีก

เหตุใดจึงมีการใช้เคมีบำบัด

เคมีบำบัดหรือคีโมนั้นจะถูกใช้เมื่อมีการลุกลามของเซลล์มะเร็ง หรือหากมีความเสี่ยงที่เซลล์มะเร็งจะลาม โดยเป้าหมายหลักของการรักษามี:

  • เพื่อรักษาให้หายขาดจากมะเร็งโดยสมบูรณ์
  • เพื่อช่วยให้การรักษาอื่น ๆ ได้ผลมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการคีโมสามารถดำเนินการร่วมกับการบำบัดด้วยรังสีได้ (เทคนิครักษาด้วยรังสีที่ใช้ฆ่าเซลล์มะเร็ง) หรือสามารถดำเนินการบำบัดก่อนเข้าผ่าตัด เป็นต้น
  • เพื่อลดความเสี่ยงที่เซลล์มะเร็งจะกลับมาหลังการบำบัดด้วยรังสีหรือการผ่าตัด
  • เพื่อบรรเทาอาการ สำหรับกรณีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งระยะท้าย ๆ จนไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ การทำเคมีบำบัดจะช่วยชะลอหรือบรรเทาอาการของมะเร็งนั้น ๆ

อีกทั้งการใช้วิธีเคมีบำบัดยังสามารถใช้รักษาผู้ป่วยภาวะที่ไม่ใช่มะเร็งเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นการทำคีโมโดสต่ำ ๆ กับการรักษาผู้ป่วยโรคพุ่มพวงและโรคข้อต่อรูมารอยด์

การทำเคมีบำบัดจะดำเนินการอย่างไร?

การรักษาเคมีบำบัดมีหลายกรรมวิธี ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานเหมือนกัน คุณอาจเข้ารับการบำบัดด้วยยาเคมีเพียงอย่างเดียว หรือด้วยการใช้ยาเคมีหลายตัวขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งของคุณ การให้ยาเคมีตามการเคมีบำบัดนั้นมีหลากหลายวิธีการ อาทิเช่นการให้แผงยา หรือการฉีดเข้ากระแสเลือดโดยตรงซึ่งจะมีทีมแพทย์ที่จะร่วมมือกันวางแผนการรักษาไปตามกรณีของผู้ป่วยมะเร็งแต่ละคน

ผลข้างเคียง

เคมีบำบัดเป็นกระบวนการรักษาหรือบรรเทาโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพมาก แต่ก็มีผลข้างเคียงมากเช่นกัน ยาที่ใช้ในการคีโมไม่สามารถแยกระหว่างเซลล์มะเร็งที่มีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็ว กับเซลล์สุขภาพดีที่มีอัตราการเติบโตเร็วเหมือนกันได้ อย่างเช่นเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์ผิวหนัง และเซลล์ต่าง ๆ ภายในกระเพาะทำให้การบำบัดด้วยเคมีจะมีผลข้างเคียงกับกับเซลล์ของร่างกายรุนแรง ยกตัวอย่างเช่น:

  • รู้สึกเหนื่อยล้าตลอดเวลา
  • รู้สึกไม่สบาย
  • ผมร่วง
  • ผู้ป่วยบางคนจะแสดงผลข้างเคียงระดับต่ำ แต่สำหรับผู้ป่วยส่วนมากมักจะทรมานกับการบำบัดด้วยเคมี

การอยู่ร่วมกับการรักษาด้วยเคมีและผลข้างเคียงของเคมีเป็นเรื่องยาก แต่ต้องเข้าใจด้วยว่ามันเป็นสิ่งจำเป็น โชคดีที่ผลข้างเคียงทั้งหมดจะหายไปเมื่อการรักษาหยุดลง ไม่มีความเสี่ยงที่ผลข้างเคียงของการบำบัดด้วยเคมีจะส่งถ่ายไปยังคนใกล้ชิดหรือแม้แต่ผู้หญิงตั้งครรภ์ก็ตาม ทำให้ผู้ที่กำลังรับการบำบัดคีโมสามารถอยู่ร่วมกับคนที่รักได้

ใครสามารถเข้าบำบัดเคมีได้บ้าง?

การรักษาด้วยเคมีบำบัดเป็นกระบวนการที่ช่วยต่อชีวิตให้คนไข้ ทำให้แพทย์มักแนะนำให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้ารับการบำบัด แม้ว่าพวกเขาจะมีสุขภาพย่ำแย่แล้วก็ตามที เนื่องจากผลข้างเคียงของเคมีบำบัดจะหายไปเมื่อการรักษาเสร็จสิ้น

กรณีที่ไม่แนะนำให้ทำการบำบัด หรือควรรับการบำบัดในภายหลังมีดังนี้:

  • กำลังตั้งครรภ์อยู่ในช่วง 3 เดือนแรก: การทำเคมีบำบัดในช่วงเวลาดังกล่าวมีความเสี่ยงทำให้ทารกที่คลอดออกมาผิดปรกติสูง
  • มีระดับเซลล์เม็ดเลือดแดงต่ำ: กระบวนการเคมีบำบัดจะทำให้จำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงน้อยลง ทำให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกอ่อนเพลีย และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ (ในบางครั้งต้องมีการใช้ยาและการถ่ายเลือดร่วม เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดง)
  • เป็นโรคตับหรือไตรุนแรง: เนื่องจากการใช้ยากับการบำบัดประเภทนี้จะเกี่ยวข้องกับการทำงานของตับและไต ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่อันตรายหากตับและไตของผู้ป่วยไม่แข็งแรงหรือเสียหายอยู่ก่อน
  • เพิ่งผ่านการผ่าตัดหรือบาดเจ็บมา: เคมีบำบัดจะไปยับยั้งความสามารถในการฟื้นฟูบาดแผลของร่างกาย และเป็นการเพิ่มโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

เกิดอะไรขึ้นระหว่างการทำเคมีบำบัด?

เคมีบำบัดสามารถดำเนินการได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับกรณีของโรคที่เป็น

ทีมดูแลรักษา

โรงพยาบาลส่วนมากจะตั้งกลุ่มผู้ดูแลที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายแขนง (MDTs) เพื่อมาทำงานร่วมกันกับผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งอาจประกอบไปด้วย:

  • นักมะเร็งวิทยา: ผู้เชี่ยวชาญในด้านการรักษามะเร็งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัด อย่างการใช้เทคนิคบำบัดด้วยรังสี และเคมี เป็นต้น
  • นักพยาธิวิทยา: ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นการติดโรคที่เนื้อเยื่อ
  • แพทย์โรคเลือด: ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเลือด
  • นักจิตวิทยา: เป็นผู้ให้คำแนะนำและสนับสนุนด้านจิตเวชและผลกระทบทางอารมณ์ที่เกิดมาจากการบำบัดเคมี
  • กลุ่มพยาบาลผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (CNS) : กลุ่มงานที่ช่วยให้การรักษาผู้ป่วยตลอดการรักษามะเร็ง

ผู้ป่วยมักจะได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มคนเหล่านี้เป็นหลัก (โดยเฉพาะ CNS) โดยพวกเขาจะคอยติดต่อผู้ป่วยเมื่อต้องเข้ารับการรักษา และผู้ป่วยเองก็สามารถติดต่อกับคนกลุ่มนี้ได้ตลอดเวลา

สำหรับการตัดสินใจเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับคุณนั้น ทางทีมแพทย์จะเป็นผู้แนะนำทางเลือกที่ดีที่สุดให้คุณเอง แต่กระนั้น คุณจะเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะเข้ารับการบำบัดหรือไม่เอง

ก่อนการไปโรงพยาบาลเพื่อพูดคุยหาแนวทางการรักษา คุณควรจดรายการคำถามที่ต้องถามแพทย์เจ้าของไข้ของคุณไว้

ยกตัวอย่างเช่น:

  • เป้าหมายของการบำบัดทางเคมีคืออะไร: ไม่ว่าจะเป็นการบำบัดเพื่อกำจัดมะเร็ง เพื่อบรรเทาอาการที่เป็น หรือเพื่อช่วยกระตุ้นให้การรักษาอื่น ๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ผลข้างเคียงที่คนไข้มักจะประสบและวิธีจัดการเพื่อป้องกันหรือบรรเทาอาการดังกล่าว
  • ประสิทธิภาพของการบำบัดเคมีที่ต้องทำจะช่วยให้หายขาด หรือมีเพื่อชะลออาการ
  • หรือเพื่อหาวิธีการรักษาอื่นแทนเคมีบำบัด เป็นต้น

การทดสอบ

ก่อนเริ่มการบำบัดด้วยเคมี คุณต้องผ่านการประเมินสุขภาพเพื่อเป็นหลักประกันเวลารับมือกับผลข้างเคียงต่าง ๆ ซึ่งการทดสอบนี้ยังดำเนินการในขณะที่คุณกำลังรับการรักษาด้วยเคมี เพื่อการสอดส่องพัฒนาการทางสุขภาพของคุณไปด้วย

การทดสอบที่แพทย์ใช้ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของมะเร็งของคุณ

การตรวจเลือด

ในกรณีส่วนมากจะมีการตรวจเลือดเพื่อประเมินสุขภาพตับและไตของคุณ ซึ่งนับว่าเป็นการตรวจที่สำคัญมากเนื่องจากยาเคมีบำบัดมักจะไปทำลายตับและไตของคุณ ทำให้การใช้ยาเหล่านี้ไม่เป็นที่แนะนำหากผู้ป่วยมีภาวะตับหรือไตเสียหายอยู่

การตรวจเลือดยังดำเนินการเพื่อตรวจจำนวนเซลล์เม็ดเลือดที่มี หากคุณมีจำนวนเม็ดเลือดต่ำ การรักษาคีโมจะถูกเลื่อนออกไปจนกว่าจำนวนเม็ดเลือดของคุณจะกลับสู่ภาวะปกติ เนื่องจากการรักษาด้วยเคมีจะไปลดจำนวนเซลล์ในเลือดของคุณ ซึ่งหากจำเป็นจริง ๆ ก็จะมีการถ่ายเลือดควบคู่การรักษาไปด้วย

โดยปกติแล้วจะมีการตรวจเลือดทั่วไปขณะดำเนินการรักษาคุณไปด้วย เพื่อการสอดส่องระวังสภาวะของตับ ไต และจำนวนเม็ดเลือดของคุณ

การสแกน

การสแกนร่างกายจะช่วยให้แพทย์สามารถตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาและหาตำแหน่งของโรคได้

การสแกนมีหลายวิธีให้เลือกใช้ ดังนี้:

  • เอกซเรย์
  • ซีทีสแกน
  • การฉายภาพสะท้อนแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

แผนการรักษา

โดยทั่วไปการบำบัดเคมีมักจะดำเนินการล่วงเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อให้การรักษาแสดงผลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทีมแพทย์จะร่างรายละเอียดแผนการรักษาของคุณว่ามีกี่ส่วน แต่ละคอร์สมีระยะเวลานานเพียงไหน และแต่ละส่วนมีระยะเวลาห่างกันเท่าไร โดยระยะห่างระหว่างการรักษามีไว้เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวก่อนรับการรักษาใหม่ แผนการรักษามะเร็งมีความผันแปรอย่างมาก ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งที่เป็น และระยะของโรค

ชนิดของเคมีบำบัด

การรักษาทางเคมีมักมีอยู่สองวิธีการคือ:

  • การให้ยาทางช่องปาก
  • และการฉีดเข้ากระแสเลือดโดยตรง

กระนั้นในความเป็นจริง การรักษาเคมีก็สามารถทำได้หลายวิธีนอกจากนี้ เช่นการฉีดเข้ากระดูกสันหลัง และการทายาที่เป็นครีมบนผิวหนัง

ประเภทการบำบัดเคมีที่เลือกใช้ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของมะเร็งและระยะของมะเร็งเอง

การบำบัดเคมีผ่านช่องปาก

หากคุณเป็นคนที่มีสุขภาพดี ก็สามารถเลือกรับประทานยาบำบัดเองที่บ้าน โดยที่คอยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อทำการติดตามผล

การรับประทานยาต้องทำให้ตรงตามข้อมูลที่กำหนดในแผนการรักษาคีโม หากคุณลืมทานยา ให้รีบติดต่อผู้ดูแลเพื่อขอคำแนะนำในทันที และหากคุณเกิดไม่สบายหลังการทานยา ก็ต้องรีบติดต่อทีมแพทย์รักษาโดยด่วนเช่นกัน

การบำบัดเคมีด้วยการฉีดเข้าหลอดเลือดดำ

ยาที่ใช้บำบัดเคมีจะค่อย ๆ ถูกฉีดเข้ากระแสเลือด โดยกว่าที่จะให้ยาหนึ่งโดสเสร็จนั้นมีระยะเวลาตั้งแต่หลายชั่วโมงไปจนถึงหลายวัน บางคนอาจต้องรับยาโดสต่ำ ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายอาทิตย์ หรือหลายสัปดาห์ ซึ่งหากเป็นกรณีเช่นนี้ คุณจะได้รับปั๊มเล็กขนาดพกพาสะดวกให้คุณดำเนินการต่อที่บ้าน

การบำบัดเคมีด้วยการฉีดเข้าเส้นเลือดนี้สามารถทำได้หลายทาง ซึ่งในบางกรณี คุณก็อาจไม่สามารถเป็นผู้ตัดสินใจเลือกวิธีการด้วยตนเองได้

ท่อขนาดเล็ก

ท่อขนาดเล็กนี้จะแทงเข้าสู่เส้นเลือดที่อยู่หลังมือหรือต้นแขนของคุณ โดยมีไว้เพื่อให้ยาค่อย ๆ ฉีดเข้าสู่เส้นเลือด เมื่อมีการให้โดสยาครบตามกำหนด สายดังกล่าวจะถูกดึงออก

สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง

เป็นท่อที่สามารถสอดเข้าไปยังทรวงอก โดยเชื่อมกับเส้นเลือดที่อยู่ใกล้หัวใจของคุณ ท่อจะถูกปล่อยให้ติดค้างอยู่เช่นนั้นหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ๆ เพื่อให้คุณไม่ต้องถูกเจาะฉีดยาซ้ำ ๆ อีกทั้งสายสวนนี้ก็ยังสามารถใช้นำเลือดออกมาตรวจได้อีกด้วย

สายสวนหลอดเลือดห่างจากหัวใจ

สายน้ำเกลือ (PICC) จะคล้ายกับสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง เว้นแต่ว่าท่อของสายประเภทนี้จะเชื่อมไปยังแขนของคุณแทนหน้าอก

การฝังท่อ

ท่อที่ฝังเข้าผิวหนังนั้นจะเป็นท่อยางที่เชื่อมไปยังหลอดเลือด โดยจะมีการให้ยาบำบัดเคมีทางท่อดังกล่าวด้วยเข็มชนิดพิเศษ และท่อจะถูกปล่อยคาไว้เช่นนั้นตลอดการรักษา

ประเด็นที่ควรพิจารณาไว้

ระหว่างการทำเคมีบำบัด จะมีประเด็นสำคัญที่ควรเข้าใจไว้ดังนี้:

การใช้ยาอื่น ๆ

ต้องติดต่อสอบถามทีมผู้ดูแลคุณก่อนการรับประทานยาที่ซื้อตามร้านขายยา เนื่องจากยานอกอาจเข้าไปสร้างปฏิกิริยาที่ไม่คาดคิดกับการบำบัดได้

คุณต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดอย่างการสวมถุงยางก่อนมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง ระหว่างที่ต้องเข้ารักษาคีโม และอย่างน้อย 6 เดือนหลังการรักษาเสร็จสิ้น

ผลข้างเคียง

การบำบัดเคมีมักก่อให้เกิดภาวะข้างเคียงอย่างเช่นผมร่วง เหนื่อยล้า คลื่นไส้ และอาเจียน เป็นต้น

การตั้งครรภ์

คุณไม่ควรตั้งครรภ์ระหว่างระยะเวลาที่ต้องรับการบำบัดเคมี เนื่องจากจะมีการใช้ยาหลายชนิดซึ่งอาจส่งผลทำให้ทารกเกิดความผิดปรกติได้ หากจะมีเพศสัมพันธ์ก็ควรใช้อุปกรณ์คุมกำเนิดอย่างถุงยาง ซึ่งการป้องกันควรทำอย่างจริงจังในช่วงเวลาอย่างน้อย 6 เดือนแม้จะผ่านการรักษาด้วยเคมีไปแล้ว

หากคุณคาดว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ขณะที่ต้องเข้ารับการบำบัดเคมี ให้รีบแจ้งทีมแพทย์ผู้ดูแลทันที

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงที่เกิดระหว่างการบำบัดเคมีนั้นค่อนข้างยากที่จะคาดเดาเนื่องจากแต่ละคนจะตอบสนองต่อการรักษาที่แตกต่างกัน โดยจะมีจำนวนผู้รับการรักษาเล็กน้อยที่ไม่ประสบหรือประสบกับผลข้างเคียงน้อย ผลข้างเคียงทั่วไปของการบำบัดเคมีจะถูกระบุไว้หัวข้อข้างล่าง โดยผู้รับการบำบัดอาจไม่ประสบกับผลข้างเคียงที่กล่าวไว้ทั้งหมด

เมื่อต้องการคำแนะนำจากแพทย์อย่างเร่งด่วน

ผลข้างเคียงของการบำบัดเคมีมักไม่ค่อยส่งผลรุนแรงต่อสุขภาพของคุณ อย่างไรก็ตาม บางครั้งการบำบัดก็สร้างผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้ ยกตัวอย่างเช่นการลดลงของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำให้คุณอ่อนไหวต่อการติดเชื้อรุนแรง

ผู้ที่ทำการบำบัดเคมีรักษามะเร็งเม็ดเลือดหรือมะเร็งไขกระดูกจะยิ่งมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อร้ายแรงมากกว่า เนื่องจากมะเร็งประเภทดังกล่าวได้ไปลดจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวก่อนการบำบัดแล้วนั่นเอง

อาการที่นับว่าเป็นปัญหาใหญ่มีดังนี้:

  • มีอุณหภูมิร่างกายสูงที่ 38 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า
  • ตัวสั่น
  • หายใจลำบาก
  • เจ็บหน้าอก
  • มีอาการคล้ายเป็นหวัด อย่างเช่นปวดกล้ามเนื้อ
  • เหงือกหรือจมูกมีเลือดออก
  • เลือดออกจากส่วนอื่นของร่างกายที่ไม่ยอมหยุดไหลหลังจากกดแผลไปแล้ว 10 นาที
  • ร้อนในที่ปากจนทำให้ดื่มหรือกินอะไรไม่ลง
  • อาเจียนต่อเนื่อง แม้ว่าจะรับประทานยาแก้คลื่นไส้ไปแล้ว
  • ลำไส้ใหญ่เคลื่อนตัวสี่ครั้งหรือมากกว่าภายในหนึ่งวัน หรือมีอาการท้องร่วง

ให้รีบติดต่อทีมผู้ดูแลของคุณในทันทีหากพบว่าคุณประสบกับอาการเหล่านี้ โดยทีมแพทย์ของคุณจะมอบวิธีการติดต่อฉุกเฉินที่คุณสามารถติดต่อพวกเขาได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เหนื่อยอ่อน

อาการเหนื่อยล้าเป็นผลข้างเคียงของการบำบัดเคมีที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยแทบทุกคนที่เข้ารับการบำบัดจะมีอาการนี้ ซึ่งจะเหนื่อยง่ายกว่าปกติแม้จะดำเนินกิจวัตรประจำวันง่าย ๆ ก็ตาม ผู้รับการบำบัดต้องพักผ่อนให้มาก ๆ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมใด ๆ ที่ไม่อยากทำหรือไม่มีความจำเป็น

สามารถทำการออกกำลังกายเบา ๆ ได้อย่างโยคะหรือเดินออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับพลังงานได้ แต่ต้องไม่หักโหมจนเกินไป หากคุณเป็นคนทำงาน ควรเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นพาร์ทไทม์แทน เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ซึ่งควรทำเช่นนี้จนกว่าการบำบัดเคมีของคุณจะเสร็จสิ้น

หากคุณมีอาการเหนื่อยล้าง่ายกว่าเดิมอย่างกะทันหันและมีอาการหายใจไม่สะดวกให้รีบติดต่อทีมรักษาของคุณทันทีเนื่องจากสัญญาณเหนื่อยล้ารุนแรงกับหายใจสั้นเป็นอาการของโรคโลหิตจาง

คลื่นไส้และอาเจียน

อาการคลื่นไส้และอาเจียนเป็นผลข้างเคียงของการบำบัดเคมีที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่ทำการบำบัดเคมีจะมีอาการดังกล่าว

หากคุณประสบกับอาการเช่นนี้ แพทย์จะจ่ายยาที่ควบคุมอาการให้แก่คุณ ซึ่งยาตัวนี้จะเป็นยาแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนโดยเฉพาะ

ยาดังกล่าวสามารถให้แก่คนไข้ได้หลายวิธีการอย่างเช่น:

  • เป็นยาแผงหรือแคปซูล: ซึ่งเป็นได้ทั้งแบบกลืนลงคอไปหรือวางไว้ใต้ลิ้นเพื่อให้ยาละลายไปเองก็ได้
  • เป็นยาฉีดหรือยาหยด
  • เป็นยาเหน็บ: ที่ใช้สอดเข้าทวารหนักเพื่อให้ยาละลายไปเอง
  • หรือเป็นแผนปะบนผิว
  • สามารถใช้ยาแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนได้เรื่อย ๆ แม้จะไม่เกิดอาการแล้วก็ตาม เพราะยาก็มีฤทธิ์ช่วยป้องกันไม่ให้คุณทรมานกับอาการเดิมซ้ำได้
  • ผลข้างเคียงของการใช้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน อาทิเช่นท้องผูก อาหารไม่ย่อย นอนหลับยาก และปวดศีรษะ
  • ยาแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนมีหลายชนิด ในกรณีที่การรับประทานยาตัวใดตัวหนึ่งแล้วไม่ได้ผลหรือยาดังกล่าวมีผลข้างเคียงกับร่างกายคุณแรงเกินไป ทางแพทย์จะจ่ายยาอีกตัวให้แทน

ผมร่วง

อาการผมร่วงเป็นผลข้างเคียงของการบำบัดเคมีที่พบเห็นได้บ่อยกับการรักษาเคมีบางประเภท โดยมักจะเริ่มอาการเมื่อใช้ยาบำบัดเคมีโดสแรกหนึ่งถึงสามสัปดาห์ และผู้ป่วยส่วนมากจะมีผลร่วงรุนแรงหลังการรักษาเคมีหนึ่งถึงสองเดือน

ผมบนศีรษะจะได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่อาการผม/ขนร่วงก็ยังสามารถเกิดกับส่วนอื่นของร่างกายได้เช่นกันอย่างแขน ขา และใบหน้า เป็นต้น

สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง การผมร่วงเป็นเรื่องน่ากลัวอย่างมาก โดยเฉพาะกับผู้หญิง ควรปรึกษาแพทย์หากรู้สึกกลัดกลุ้มกับปัญหานี้ ทีมแพทย์จะสามารถช่วยเยียวยาสภาพจิตใจของคุณด้วยการให้แรงสนับสนุนและการปลอบประโลมให้คุณเกิดกำลังใจสู้กับโรคร้ายได้อย่างแน่นอน

การสูญเสียผมในช่วงการบำบัดเคมีเป็นภาวะชั่วคราวเท่านั้น และผมของคุณจะงอกกลับมาใหม่หลังจากที่การบำบัดเสร็จสิ้นลง โดยผู้ป่วยมากกว่าสามจากสี่ส่วนเลิกใส่วิกหรือหมวกปิดศีรษะของพวกเขาหลังจากการบำบัดเสร็จสิ้นไปแล้ว 6 เดือนหลายคนที่เริ่มมีผมงอกกลับมาจะมีลักษณะผมที่ต่างไปจากเดิม ยกตัวอย่างเช่นบางคนอาจมีสีผมเปลี่ยนไป หรืออาจมีความหยิกงอมากกว่าเดิม เป็นต้น

หมวกทำความเย็น

ขณะที่ทำการบำบัดเคมี ผู้ป่วยสามารถป้องกันผลข้างเคียงที่เป็นการผมร่วงได้ด้วยการสวมใส่หมวกทำความเย็น โดยหมวกดังกล่าวจะมีหน้าตาคล้ายกับหมวกป้องกันการบาดเจ็บขณะปั่นจักรยานที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำความเย็นแก่หนังศีรษะของคุณขณะที่กำลังทำการบำบัดอยู่ การทำความเย็นที่หนังศีรษะจะช่วยลดปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยง ทำให้ลดปริมาณยาที่ส่งไปยังหนังศีรษะ

การตัดสินใจใช้วิธีการนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของมะเร็งที่กำลังทำการรักษาอยู่ ยกตัวอย่างมะเร็งที่ไม่จำเป็นต้องมีการใช้หมวกทำความเย็นเช่น:

  • โรคลูคีเมียหลายประเภท: อย่างเช่นมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดลิมโฟบลาสติก ซึ่งเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดชนิดหนึ่งซึ่งมักเกิดกับเด็ก
  • โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัลติเพิลไมอิโลมา: ซึ่งเป็นมะเร็งที่โตภายในไขกระดูก
  • โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอน-ฮอดจ์กิน: ซึ่งเป็นมะเร็งที่โตภายในระบบน้ำเหลือง (กลุ่มต่อมและท่อที่ช่วยในการป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อ)

เซลล์มะเร็งประเภทดังกล่าวจะมีโอกาสแพร่ไปยังกะโหลกของคุณ ทำให้การทำความเย็นที่หนังศีรษะจะส่งผลอันตรายได้อีกทั้งหมวกทำความเย็นจะใช้ได้ผลกับการบำบัดเคมีรักษามะเร็งบางประเภทเท่านั้น และอาจไม่ได้ป้องกันการผมร่วงได้เสมอไป

โอกาสติดเชื้อเพิ่มขึ้น

การบำบัดเคมีจะไปลดความสามารถในการต่อสู้กับการติดเชื้อของร่างกาย ทำให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกับการบำบัดเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว คุณต้องพยายามดูแลตัวเองไม่ให้เกิดการติดเชื้อจากการใช้ชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น:

  • รักษาความสะอาดร่างกายให้ดี: อาบน้ำทุกวัน และสวมใส่เสื้อผ้า ใช้ผ้าเช็ดตัว และเปลี่ยนผ้าปูที่นอนที่สะอาดตลอดเวลา
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่ติดเชื้ออยู่: อย่างเช่นผู้ป่วยโรคอีสุกอีใสหรือไข้หวัด เป็นต้น
  • ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดเป็นประจำ: โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเข้าห้องน้ำ หรือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
  • พยายามอย่าสร้างบาดแผลหรือการถลอกที่ผิวหนัง: หากคุณมีแผลหรือมีการถลอกขึ้น ให้รีบล้างบริเวณที่เป็นด้วยน้ำอุ่น เป่าให้แห้ง และปิดบริเวณนั้นด้วยผ้าที่ฆ่าเชื้อแล้ว
  • ระหว่างการทำบำบัดเคมี จะมีการตรวจเลือดเกือบทุกครั้ง เพื่อหาร่องรอยการติดเชื้อในร่างกายของคุณ
  • ในบางกรณีคุณอาจถูกห้ามหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เข้าไปยังสถานที่ที่ผู้คนแออัดหรือใช้บริการขนส่งสาธารณะที่มีผู้คนคับคั่งอีกด้วย

โลหิตจาง

การบำบัดเคมีจะไปลดปริมาณเซลล์เม็ดเลือดแดงของคุณลง ซึ่งเซลล์เหล่านี้มีหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปทั่วร่างกาย หากเซลล์เม็ดเลือดน้อยลงเกินไป ร่างกายจะเริ่มขาดออกซิเจน และเริ่มแสดงอาการของโรคโลหิตจาง

อาการของโรคโลหิตจางมีดังนี้:

  • เหนื่อยล้า โดยจะรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าผลข้างเคียงของการทำเคมีบำบัด
  • ไม่มีแรง
  • สายใจสั้น (อาการหายใจลำบาก)
  • หัวใจเต้นผิดปรกติ

ให้ติดต่อทีมรักษาโดยด่วนหากคุณประสบกับอาการเหล่านี้ คุณอาจต้องเข้ารับการถ่ายเลือดเพื่อเพิ่มปริมาณเซลล์เม็ดเลือดแดง หรืออีกวิธีคือการรับยาที่ฮอร์โมนอีริโทโพทิน (EPO) ซึ่งช่วยกระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง อีกทั้งการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็กจะช่วยให้เม็ดเลือดขนส่งออกซิเจนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งตัวอย่างอาหารที่ประกอบด้วยธาตุเหล็กมีดังนี้:

  • ผักใบเขียวเข้ม
  • ขนมปังอบที่เสริมธาตุเหล็ก
  • ถั่ว
  • เนื้อ
  • ผลแอปริคอต
  • ลูกพรุน
  • ลูกเกด เป็นต้น

การฟกช้ำและเลือดออก

การบำบัดเคมีทำให้ร่างกายคุณอ่อนไหวต่อการเกิดรอยฟกช้ำหรือมีเลือดออกเยอะได้ เช่น

  • มีผิวหนังที่ช้ำง่าย
  • เลือดกำเดาออก
  • เลือดออกตามเหงือก

หากมีอาการดังกล่าว ให้รีบติดต่อทีมรักษาของคุณโดยด่วน เนื่องจากอาจเป็นผลมาจากจำนวนเกล็ดเลือดที่ตกลง ซึ่งต้องรีบทำการถ่ายเลือดให้คุณทันที

เยื่อบุอักเสบ

ในบางกรณี การบำบัดเคมีก็ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวดและอักเสบที่เนื้อเยื่ออ่อนของระบบย่อยอาหาร หรือตั้งแต่ช่องปากไปจนถึงทวารหนักได้

ผู้ป่วยมะเร็งที่เข้ารับบำบัดคีโมที่ต้องใช้โดสสูงมักจะเจอกับปัญหาดังกล่าว โดยอาการเยื่อบุอักเสบนี้มักจะเริ่มหลังจากเริ่มการบำบัดแล้ว 7 ถึง 10 วัน หากเริ่มมีอาการ ภายในปากของคุณจะมีอาการปวดเมื่อยราวกับดื่มน้ำร้อนจัดมา อาจมีอาการร้อนในในช่องปากขึ้นมาได้ ซึ่งในบางกรณี ร้อนในอาจจะขึ้นไปยังลิ้นหรือรอบริมฝีปากได้อีกด้วย ร้อนในจะทำให้ผู้ป่วยไม่อยากอาหารเนื่องจากจะเกิดความรู้สึกเจ็บปวดมาก ซึ่งแผลร้อนในอาจจะมีเลือดออกและติดเชื้อเพิ่มได้อีก อาการเยื่อบุอักเสบนี้มักจะหายไปเองหลังจากเสร็จสิ้นการบำบัดเคมีไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งระหว่างนั้นสามารถใช้ยาบรรเทาอาการเหล่านี้ร่วมได้

ไม่อยากอาหาร

แม้ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่อยากอาหารก็ตาม แต่ก็ต้องพยายามรับประทานอาหารและดื่มน้ำมาก ๆ อยู่ดี โดยอาจเปลี่ยนมาทานอาหารจานเล็ก ๆ แต่มีหลายมื้อแทนก็ทำได้ สำหรับการดื่มน้ำก็ใช้หลอดดูดช้า ๆ แทนการยกแก้วขึ้นมาจิบ

หากคุณมีภาวะไม่อยากอาหารรุนแรงเนื่องจากอาการในช่องปากอย่างการร้อนใน คุณอาจถูกจัดให้นอนที่โรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ทำการจ่ายอาหารคุณผ่านสายยางแทน

ผิวหนังและเล็บ

การใช้ยาบำบัดเคมีบางอย่างทำให้ผิวหนังของคุณแห้งและปวด โดยเฉพาะบริเวณเท้าหรือมือของคุณ เล็บอาจแตกหรือหักง่ายกว่าปรกติในช่วงนี้ และจะมีวงเล็บสีขาวเกิดขึ้นมา

ระหว่างการบำบัด และช่วงเวลาหนึ่งหลังการรักษาเคมี ผิวหนังของคุณอาจอ่อนไหวต่อแสงอาทิตย์มากขึ้นทำให้คุณต้องพยายามป้องกันผิวหนังของคุณจากแดดให้ได้มากที่สุด

ความจำและสมาธิ

บางคนอาจมีปัญหากับความทรงจำระยะสั้น สมาธิ และการจดจ่อระหว่างการบำบัดเคมี โดยคุณจะรู้สึกว่าการทำกิจวัตรประจำวันง่าย ๆ นั้นยากหรือยาวมากขึ้น ยังไม่มีสาเหตุมาอธิบายภาวะนี้แน่ชัด แต่อาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นเองหลังจากการบำบัดเสร็จสิ้น

ปัญหากับการนอนหลับ

ปัญหาการนอนเป็นผลข้างเคียงของการบำบัดเคมีที่พบเห็นได้มาก โดยคาดว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดจำนวนครึ่งหนึ่งจะมีปัญหานี้

โดยปัญหาการนอนรวมไปถึงการนอนหลับยาก (โรคนอนไม่หลับ) และการตื่นขึ้นกลางดึกและนอนต่อไม่ลง

โดยแพทย์แนะนำให้คุณปฏิบัติตามนี้เพื่อช่วยการนอนของคุณ:

  • เข้านอนก็ต่อเมื่อรู้สึกง่วงนอนจริง ๆ
  • หากนอนไม่หลับ ให้ออกจากห้องนอนไปทำอย่างอื่นก่อน
  • ให้ใช้ห้องนอนเฉพาะเวลานอนหลับหรือมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น
  • หลีกเลี่ยงการงีบหลับช่วงกลางวัน หากทำไม่ได้ พยายามจำกัดเวลางีบให้เหลือเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น
  • หลีกเลี่ยงการทานตัวกระตุ้นต่าง ๆ อย่างคาเฟอีน อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน

หากคำแนะนำเหล่านี้ไม่ได้ผล ให้ติดต่อทีมแพทย์เพื่อรับการดูแลเพิ่มเติม โดยจะมีการบำบัดที่เรียกว่าการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT) ซึ่งมักรักษาโรคนอนไม่หลับที่เกิดจากการบำบัดเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก

ความรู้สึกทางเพศและความเจริญพันธุ์

ผู้ป่วยหลายคนอาจจะหมดอารมณ์ทางเพศในช่วงที่รับการบำบัดเคมีไป แต่จะเป็นเพียงภาวะชั่วคราวเท่านั้น และความอยากทางเพศดังกล่าวจะค่อย ๆ กลับมาหลังจากกระบวนการบำบัดเสร็จสิ้นลง

การใช้ยาบำบัดเคมีบางตัวอาจทำให้ความสามารถในการตั้งท้องและการผลิตน้ำเชื้อสุขภาพดีหายไป ซึ่งเป็นภาวะชั่วคราวเท่านั้น แต่ก็มีบางกรณีที่ภาวะนี้คงอยู่ถาวรแม้จะสิ้นสุดการบำบัดไปแล้วก็ตาม

หากคุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นหมันถาวร ทางทีมแพทย์ของคุณจะชี้แจงความเสี่ยงข้อนี้ให้คุณพิจารณาก่อนเริ่มการบำบัด

ซึ่ง ณ ปัจจุบัน มีกรรมวิธีเพื่อการสืบเชื้อสายทางเลือกมากมาย สำหรับผู้หญิงอาจทำการแช่แข็งไข่ไว้ และสำหรับผู้ชายก็สามารถทำการแช่แข็งตัวอย่างน้ำเชื้อเผื่อเอาไว้ เพื่อรอการปฏิสนธินอกร่างกาย เป็นต้น

ท้องร่วงและท้องผูก

คุณอาจมีอาการท้องผูกหรือท้องร่วงได้ไม่กี่วันหลังจากเริ่มการบำบัดเคมี โดยทีมแพทย์จะเตรียมแผนการใช้ยาสำหรับควบคุมผลข้างเคียงดังกล่าวไว้

ภาวะซึมเศร้า

การที่ต้องรับมือกับผลกระทบของการบำบัดเคมีเป็นเรื่องน่าหงุดหงิด เครียด และชวนจิตตก จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ป่วยมักเกิดความกังวลและกลัวว่าการรักษาจะเป็นไปด้วยดีหรือไม่

ความเครียดและความกังวลสามารถเพิ่มโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าได้ ให้ทำการติดต่อทีมแพทย์หากคุณเริ่มมีปัญหาทางอารมณ์ขึ้นมา พวกเขาสามารถหาแนวทางเยียวยาความรู้สึกเหล่านั้นได้

การเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนผู้เข้าบำบัดเคมีก็สามารถช่วยได้ โดยการพูดคุยกับผู้ที่เผชิญกับปัญหาคล้าย ๆ กันจะช่วยให้คุณรู้สึกไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป

การปฏิเสธหรือถอนตัวจากการบำบัด

ในบางกรณีคุณก็อาจรู้สึกว่าประโยชน์ของการบำบัดไม่คุ้มค่า หรือมีผลข้างเคียงที่ส่งผลไม่ดีต่อคุณภาพชีวิตของคุณ

ยกตัวอย่างเช่น หากการบำบัดเคมีนั้นไม่ได้ช่วยทำให้หายขาดจากมะเร็งได้ แต่เป็นเพียงการยืดเวลาชีวิตของคุณออกไปไม่กี่เดือนเท่านั้น โดยคุณคิดว่าเวลาไม่กี่เดือนที่เพิ่มมานั้นไม่คุ้มค่ากับการลงเงินลงแรงให้การรักษา

บางคนอาจแค่ต้องการยืดเวลาออกไปไม่กี่เดือนก็ยังดี เพราะกำลังรอการกำเนิดของหลาน หรือการแต่งงานของลูก ๆ ทำให้พวกเขามีกำลังใจที่จะต่อเวลาไปอีก เป็นต้น

มันจึงไม่มีคำตอบหรือคำแนะนำที่เหมาะสมที่สุดว่าควรทำหรือหยุดการบำบัดเคมี ทีมแพทย์ของคุณทำได้เพียงแต่ชี้แจงประโยชน์ที่และความเสี่ยงจะได้จากการรักษาเท่านั้น เพราะการตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ที่ตัวคุณเอง

ด้วยเหตุเช่นนี้นี้มันจึงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างมากที่คุณต้องทำความเข้าใจกับทีมรักษา ครอบครัว เพื่อนสหาย และบุคคลผู้เป็นที่รักก่อน คุณมีสิทธิ์เลือกหยุดหรือปฏิเสธการรักษาได้ตลอดเวลา

การเลือกหยุดการบำบัดเคมีไม่ได้หมายความว่าทีมแพทย์จะหยุดรักษาอาการของคุณไปโดยปริยาย พวกเขายังคงคอยสนับสนุนคุณตลอดทั้งการจ่ายยาแก้ปวดหรือทางจิตใจ ซึ่งจะเรียกการดูแลประเภทนี้ว่าการเยียวยาประคับประคอง

หากคุณรู้สึกว่าชีวิตคุณอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว ก็สามารถเข้ารับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
ฉันสามารถทำ CPR ได้หรือไม่หากฉันยังไม่ได้รับประกาศนียบัตรผ่านการอบรม
ฉันสามารถทำ CPR ได้หรือไม่หากฉันยังไม่ได้รับประกาศนียบัตรผ่านการอบรม

มันไม่เหมือนการขับรถหรอกนะ : คุณไม่จำเป็นต้องได้รับใบรับรองหรอก