Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
ตรวจสุขภาพ

รู้ก่อนตรวจมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก ยิ่งรู้แต่เนิ่นๆ ยิ่งมีโอกาสรักษาหาย การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอช่วยได้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 524,191 คน

รู้ก่อนตรวจมะเร็งปากมดลูก

ในปัจจุบัน ผู้หญิงทั่วโลกโดยเฉพาะช่วงวัยตั้งแต่ 30-65 ปี ต้องเผชิญกับ “โรคมะเร็งปากมดลูก” ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่าปีละ 466,000 คน และเสียชีวิตกว่าปีละ 231,000 คน ในประเทศไทยพบว่ามีผู้ป่วยจากโรคมะเร็งปากมดลูกสูงเป็นอันดับสอง รองจากมะเร็งเต้านม โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดเผยข้อมูลว่ามีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกประมาณ 4,500 รายต่อปี ทั้งยังพบผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 8,000 คนต่อปี อย่างไรก็ดี เนื่องด้วยผู้หญิงหลายๆ คนอาจจะมีความกลัวและไม่กล้าที่จะเข้ารับการตรวจมะเร็งปากมดลูก ซึ่งอาจทำให้ละเลยอาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ อันเป็นสัญญาณที่ก่อให้เกิดโรคร้ายในอนาคต เพราะในความเป็นจริงแล้ว มะเร็งปากมดลูก นอกจากจะสามารถป้องกันได้แล้ว ยังสามารถตรวจวินิจฉัยความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และรักษาให้หายขาดได้ก่อนเป็นมะเร็งระยะลุกลาม  

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก คืออะไร?

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก คือ การตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูกก่อนที่จะมีอาการ หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นการตรวจหาร่องรอยก่อนเป็นมะเร็ง การตรวจคัดกรองนี้จะทำให้ผู้หญิงสามารถป้องกันและรักษาอย่างใกล้ชิด ไม่ให้ความผิดปกติดังกล่าวพัฒนากลายเป็นมะเร็งปากมดลูก รวมไปถึงหากพบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะแรก ก็จะสามารถทำการรักษาได้ทันท่วงที

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งที่รพ.ชั้นนำ จองคิวให้ ไม่ต้องรอ

คัดกรองให้สบายใจ เลือกได้จากกว่า 30 โปรแกรม ลดเพิ่ม 15% วันนี้

Istock 500358904

ใครบ้างที่ควรตรวจมะเร็งปากมดลูก?

 โรคมะเร็งปากมดลูก มีการศึกษาและผลยืนยันทางการแพทย์อย่างชัดเจนแล้วว่า สาเหตุสำคัญของโรคนี้เกิดจากเชื้อฮิวแมนแป๊ปปิโลม่าไวรัส (Human Papilloma Virus) หรือที่คุ้นหูกันว่า เชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ซึ่งเป็นเชื้อที่สามารถติดได้ทางเพศสัมพันธ์และการสัมผัส ดังนั้น ผู้หญิงทุกคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ควรเข้ารับการตรวจทุก 1-2 ปี เพื่อหามะเร็งในระยะเริ่มแรก และตรวจภายใน เพื่อค้นหารอยโรคระยะก่อนเป็นมะเร็ง (Precancerous Lesion) อย่างน้อยทุกๆ 3 ปี 

ผู้หญิงที่มีปัจจัยหรือพฤติกรรมดังนี้ ควรเข้ารับการตรวจ เนื่องจากจัดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง 

  • ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่ยังอายุยังน้อย หรือหลังจากมีประจำเดือนได้ไม่นาน จากสถิติ พบว่า คนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ มีโอกาสติดเชื้อ HPV 80-90% (อาจเป็นเชื้อที่ก่อมะเร็งหรือไม่ก่อมะเร็งก็ได้)
  • ผู้หญิงที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ หรืออยู่ใกล้ชิดกับคนสูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันต่ำลง ซึ่งมีผลต่อการต่อสู้กับเชื้อไวรัสเอชพีวี
  • ผู้หญิงที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือติดเชื้อเอชไอวี (Human immunodeficiency virus - HIV) เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันเป็นระบบที่มีความสำคัญในการช่วยต้านเซลล์มะเร็งเพื่อไม่ให้เติบโตหรือแพร่กระจาย
  • ผู้หญิงที่มีประวัติเคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน เช่น หนองใน ซิฟิลิส หรือเริม เพราะโรคดังกล่าวนี้มีผลต่อภูมิคุ้มกัน
  • ผู้หญิงที่มีประวัติการตั้งครรภ์มากกว่า 3 ครั้งขึ้นไป ถือว่าเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก
  • ผู้หญิงที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนคู่นอนหลายคน

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีแบบไหนบ้าง?

การเกิดมะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันและรักษาอย่างได้ผล ถ้าได้รับการดำเนินการตรวจอย่างเป็นระบบ โดยใช้วิธีการตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในปัจจุบันสามารถตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกได้ด้วย 2 วิธีหลักๆ ดังนี้

1. การตรวจทางเซลล์วิทยาของปากมดลูก (Cervical cytology) เป็นการตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ บริเวณปากมดลูกโดยการเก็บเซลล์จากบริเวณปากมดลูก สามารถแบ่งได้เป็น 2 วิธี คือ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งที่รพ.ชั้นนำ จองคิวให้ ไม่ต้องรอ

คัดกรองให้สบายใจ เลือกได้จากกว่า 30 โปรแกรม ลดเพิ่ม 15% วันนี้

Istock 500358904
  • วิธีการตรวจแปปสเมียร์แบบดั้งเดิม (Conventional Pap smear) การตรวจวิธีนี้ แพทย์จะเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกด้วยไม้พาย จากนั้นจะนำมาป้ายลงสไลด์แก้ว และนำส่งห้องปฏิบัติการเพื่อย้อมสีและตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ แต่เนื่องจากการเซลล์ที่อยู่บนไม้พายอาจมีการปะปนของมูกเลือด ซึ่งจะทำให้เกิดการบดบังผลที่แท้จริง และส่งผลโดยตรงต่อความแม่นยำ อย่างไรก็ดี ข้อดีของการตรวจด้วยวิธีนี้ คือ ราคาไม่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับแบบอื่นๆ 
  • วิธีการตรวจแบบลิควิดเบส (Liquid-based cytology) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ตินเพร็พ (ThinPrep Pap test) ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) ว่าสามารถใช้แทนการตรวจแบบดั้งเดิมได้และมีประสิทธิภาพมากกว่า โดยแพทย์จะเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกด้วยอุปกรณ์เฉพาะ จากนั้นจะนำไปใส่ขวดน้ำยา และนำส่งห้องปฏิบัติการ การตรวจด้วยวิธีนี้มีข้อดีคือสามารถช่วยแก้ปัญหาการเก็บตัวอย่างไม่เพียงพอ ลดอัตราการเกิดผลลบลวง และย่นระยะเวลาในการวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูกระยะก่อนลุกลาม ซึ่งมีความแม่นยำประมาณ 90-95%

2. การตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV DNA testing) คือ การตรวจทางชีวโมเลกุล เพื่อตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อไวรัสเอชพีวี ด้วยการตรวจหาตัวเชื้อโดยตรงบริเวณปากมดลูกและผนังช่องคลอด ซึ่งวิธีนี้มักจะใช้ร่วมกับการตรวจทางเซลล์วิทยาหรือการตรวจแป็ป ส่งผลให้การตรวจรูปแบบนี้มีความแม่นยำมากที่สุด ทั้งยังสามารถตรวจหาความเสี่ยงในการเกิดรอยโรคก่อนมะเร็งได้ ถึงแม้ว่าเซลล์ในปากมดลูกจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ตาม แต่ข้อเสียของการตรวจวิธีนี้คือจะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง  

ตรวจมะเร็งปากมดลูกได้ที่ไหน?

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสามารถตรวจได้ตามโรงพยาบาลทั่วไป ทั้งโรงพยาบาลรัฐ และโรงพยาบาลเอกชน โดยค่าใช้จ่ายในการตรวจของแต่ละวิธีจะแตกต่างกันได้ ดังนี้

  • วิธีการตรวจแปปแบบดั้งเดิม (Conventional Pap smear) หรือแปปเสมียร์ จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 200-500 บาท 
  • วิธีการตรวจแบบลิควิดเบส (Liquid-based cytology) หรือ ตินเพร็พ (ThinPrep Pap test) จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 700-2000 บาท
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV DNA testing) จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,500-3,000 บาท

ทั้งนี้ หากเข้ารับบริการในโรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคมหรือประกันสุขภาพ (บัตรทอง) และได้รับการพิจารณาความเหมาะสมจากแพทย์ จะไม่เสียค่าใช้จ่ายในการตรวจ

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจมะเร็งปากมดลูก

หลักการเตรียมตัวเพื่อตรวจมะเร็งปากมดลูก มีดังนี้

  • งดเข้ารับการตรวจสำหรับสตรีที่กำลังมีรอบเดือน หรือสามารถตรวจได้หลังมีประจำเดือน 10-20 วัน
  • งดการมีเพศสัมพันธ์ภายใน 48 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการตรวจ
  • งดการใช้ยาสอดในช่องคลอดหรือการสวนล้างช่องคลอดภายใน 48 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการตรวจ
  • งดการใช้ผ้าอนามัยแบบสอด หรือยาที่ใช้สำหรับช่องคลอดทุกชนิด ภายใน 48 ชั่วโมง

ผู้หญิงทุกคนล้วนมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ และยิ่งไปกว่านั้นโรคร้ายนี้มักจะแสดงอาการอีกทีในระยะที่ลุกลามแล้ว ดังนั้น การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นวิธีสำคัญที่จะช่วยป้องกันและรักษามะเร็งปากมดลูกได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

ที่มาของข้อมูล

BNHHospital, มะเร็งปากมดลูก (https://www.bnhhospital.com/มะเร็งปากมดลูก-cervical-cancer/).

พญ. พิมพกา ชวนะเวสน์, ตรวจภายในตั้งแต่วัยสาว ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด (http://www.vichaiyut.co.th/health/diseases-treatment/ivf/ตรวจภายในครั้งแรก-ป้องก/), 15 กุมภาพันธ์ 2561.

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, แนวทางการตรวจคัดกรอง วินิจฉัย และรักษาโรคมะเร็งปากมดลูก (http://www.nci.go.th/th/cpg/TextBook%20มะเร็งปากมดลูก%20จากโรงพิมพ์.pdf).


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
การตั้งครรภ์หลังจากเคยได้ทำหัตถการ LEEP
การตั้งครรภ์หลังจากเคยได้ทำหัตถการ LEEP

การทำหัตถการ LEEP จะเป็นสาเหตุของการแท้งหรือไม่? และฉันจะยังสามารถตั้งครรภ์ได้หลังจากเคยได้ทำหัตถการ LEEP จริง ๆ หรือ?

6 สิ่งที่ผู้หญิงมักทำผิดพลาดเป็นประจำในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
6 สิ่งที่ผู้หญิงมักทำผิดพลาดเป็นประจำในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

สิ่งที่คุณต้องทำก่อน ระหว่าง และหลังจากตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแล้ว

ดูในแอป