ความรู้สุขภาพ

สาเหตุของภาวะบวมน้ำเหลือง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 7, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
Istock 688386634

ภาวะบวมน้ำเหลืองมีอยู่ 2 ชนิด คือ ภาวะบวมน้ำเหลืองปฐมภูมิ (primary lymphoedema) และภาวะบวมน้ำเหลืองทุติยภูมิ (secondary lymphoedema) ซึ่งมีสาเหตุของการเกิดแตกต่างกัน

สาเหตุของภาวะบวมน้ำเหลืองปฐมภูมิ และภาวะบวมน้ำเหลืองทุติยภูมิ มีรายละเอียดดังนี้

ภาวะบวมน้ำเหลืองปฐมภูมิ (Primary lymphoedema)

ภาวะบวมน้ำเหลืองปฐมภูมิ มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลง (การกลายพันธุ์) ของยีนที่ควบคุมการพัฒนาระบบน้ำเหลืองในร่างกาย (ระบบน้ำเหลืองคือระบบที่ประกอบไปด้วยท่อและต่อมน้ำเหลืองที่กระจายอยู่ทั่วร่างกาย มีหน้าที่ช่วยต่อสู้กับการติดเชื้อและช่วยกำจัดของเหลวส่วนเกินออกจากร่างกาย)

ความผิดปกติของยีนจะทำให้ระบบน้ำเหลืองบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการระบายของเหลวไม่พัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น หรือไม่ทำงานตามปกติอย่างที่ควร

ภาวะบวมน้ำเหลืองปฐมภูมิ มักพบในบุคคลในครอบครัวเดียวกัน แต่ไม่ใช่เด็กที่เกิดจากผู้ที่มีภาวะบวมน้ำเหลืองทุกคนจะต้องเป็นภาวะบวมน้ำเหลือง 

ภาวะบวมน้ำเหลืองทุติยภูมิ (secondary lymphoedema)

ภาวะบวมน้ำเหลืองทุติยภูมิจะเกิดขึ้นในคนที่มีระบบน้ำเหลืองเป็นปกติดีอยู่ก่อน

สาเหตุของภาวะบวมน้ำเหลืองทุติยภูมิมีหลายสาเหตุ สาเหตุบางส่วนที่พบได้บ่อย มีดังนี้:

การผ่าตัดมะเร็ง

เซลล์มะเร็งสามารถแพร่ไปบริเวณต่างๆ ของร่างกายรวมถึงระบบน้ำเหลือง ดังนั้นในการรักษามะเร็งด้วยการผ่าตัด อาจมีการตัดส่วนของระบบน้ำเหลืองบริเวณนั้นออกไปด้วย เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีเซลล์มะเร็งอยู่

อย่างไรก็ตามแพทย์ผู้ผ่าตัดจะพยายามจำกัดการทำลายระบบน้ำเหลืองให้มากที่สุด แต่ก็ไม่สามารถทำได้เสมอไป

จะพบภาวะบวมน้ำเหลืองได้บ่อยจากการรักษามะเร็ง:

  • มะเร็งเต้านม
  • มะเร็งผิวหนังเมลาโนมา (โรคมะเร็งผิวหนังที่เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีของผิวหนังที่ชื่อว่า melanocyte)
  • มะเร็งนรีเวช เช่น มะเร็งปากมดลูก และ มะเร็งอวัยวะเพศหญิง
  • มะเร็งของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก หรือ มะเร็งอวัยวะเพศชาย

การฉายรังสี (radiotherapy)

การฉายรังสี คือการใช้รังสีพลังงานสูงฉายเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งภายในร่างกาย แต่รังสีนี้สามารถทำลายเซลล์ปกติของร่างกายได้ด้วย

ถ้ามีความจำเป็นต้องฉายรังสีเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งในระบบน้ำเหลือง จะทำให้มีความเสี่ยงที่ระบบน้ำเหลืองจะเสียหายถาวรและไม่สามารถกำจัดของเหลวออกจากร่างกายได้อย่างเหมาะสม

การติดเชื้อ

ในผู้ป่วยบางราย การติดเชื้อสามารถเป็นสาเหตุของภาวะบวมน้ำเหลืองได้

การติดเชื้อของผิวหนังและเนื้อเยื่ออย่างเฉียบพลัน (cellulitis) คือการติดเชื้อแบคทีเรียที่เกิดขึ้นที่ผิวหนัง และเป็นสาเหตุของภาวะบวมน้ำเหลืองได้ การติดเชื้ออย่างรุนแรงจะทำให้เนื้อเยื่อรอบๆ ระบบน้ำเหลืองได้รับความเสียหาย และทำให้เกิดแผลเป็นขึ้นได้

การติดเชื้ออื่นๆ ที่พบได้และเป็นสาเหตุของภาวะบวมน้ำเหลืองคือการติดเชื้อพยาธิ ได้แก่ โรคเท้าช้าง ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะบวมน้ำเหลืองที่พบได้บ่อยทั่วโลก

การอักเสบ

สภาวะที่ทำให้เนื้อเยื่อภายในร่างกายมีการอักเสบ คือมีอาการบวมและแดง อาจเป็นสาเหตุให้เกิดความเสียหายของระบบน้ำเหลืองถาวร สภาวะทางการแพทย์ที่เป็นสาเหตุของภาวะบวมน้ำเหลือง ได้แก่:

  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis): เป็นโรคที่ผู้ป่วยจะมีอาการปวดและบวมที่ข้อ
  • ผื่นผิวหนังอักเสบ (eczema): ผิวหนังจะมีอาการคัน แดง แห้ง และผิวหนังแตก

โรคที่เกี่ยวข้องกับเส้นเลือดดำ (Venous diseases)

โรคที่เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนของเลือดที่หลอดเลือดดำสามารถทำให้เกิดภาวะบวมน้ำเหลืองได้ในบางราย ความผิดปกติของเส้นเลือดดำ หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเส้นเลือดดำ จะทำให้ของเหลวในเลือดรั่วออกจากหลอดเลือดเข้าสู่ที่ว่างของเนื้อเยื่อรอบๆ ซึ่งมากเกินกว่ากำลังของระบบน้ำเหลืองในการกำจัดของเหลวส่วนเกินนี้

โรคที่เกี่ยวข้องกับเส้นเลือดดำบางโรคที่ทำให้เกิดภาวะบวมน้ำเหลือง ได้แก่:

  • โรคลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำส่วนลึก (Deep vein thrombosis: DVT): คือโรคที่มีการอุดตันของเลือดที่เส้นเลือดดำส่วนลึกของร่างกาย
  • เส้นเลือดขอด (varicose veins): คือมีการบวมและขยายของเส้นเลือดดำ ซึ่งการระบายของเลือดในเส้นเลือดดำจะแย่กว่าปกติ  ทำให้เกิดแรงดันสูงในเส้นเลือดดำ และดันน้ำออกจากเส้นเลือดเข้าสู่เนื้อเยื่อที่อยู่รอบๆ



อ้วน

ในคนที่อ้วน โดยเฉพาะคนที่อ้วนอย่างรุนแรง จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะบวมน้ำเหลือง แต่ยังไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แต่คาดว่าอาจเกิดขึ้นจากไขมันส่วนเกินส่งผลต่อระบบท่อน้ำเหลืองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทำให้ลดการระบายของเหลวผ่านท่อเหล่านั้น

ในกรณีนี้ การลดน้ำหนักคือสิ่งสำคัญที่สุดในการรักษา แม้เพียงเริ่มต้นการลดน้ำหนัก ก็จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

อุบัติเหตุและการบาดเจ็บ

มีผู้ป่วยจำนวนน้อยที่เกิดภาวะบวมน้ำเหลืองจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นต่อระบบน้ำเหลือง ตัวอย่างเช่น อาจเกิดภาวะบวมน้ำเหลืองขึ้นหลังการสูญเสียเนื้อเยื่ออ่อนเป็นบริเวณกว้าง หรือมีการฟกช้ำของเนื้อเยื่อ

การขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย

การเคลื่อนไหวร่างกายและการออกกำลังกายจะช่วยระบายน้ำเหลืองในร่างกาย เพราะกล้ามเนื้อรอบๆ ท่อน้ำเหลืองจะช่วยออกแรงส่งน้ำเหลืองผ่านท่อเพื่อระบายน้ำเหลืองได้ ดังนั้นหากขาดการเคลื่อนไหวร่างกายจะทำให้เกิดภาวะบวมน้ำเหลืองขึ้นได้ เนื่องจากน้ำเหลืองไม่สามารถเคลื่อนที่ในระบบน้ำเหลืองได้ดีพอ ทำให้เกิดการคั่งและบวมขึ้น

ตัวอย่างเช่น ในผู้ที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลานาน เช่นได้รับการผ่าตัดหรือป่วยเป็นโรคที่ต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน จะทำให้เสี่ยงต่อภาวะบวมน้ำเหลือง 

การวินิจฉัย

ถ้าคุณกำลังได้รับการรักษาโรคมะเร็งและมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะบวมน้ำเหลือง คุณจะได้รับการติดตามจากแพทย์ถึงการเกิดภาวะดังกล่าว หรือถ้าหากคุณมีอาการบวมเกิดขึ้น ให้ไปพบแพทย์

ส่วนใหญ่แล้ว แพทย์สามารถวินิจฉัยภาวะบวมน้ำเหลืองได้จาก:

  • การซักประวัติเกี่ยวกับอาการและประวัติทางการแพทย์
  • ตรวจร่างกายตามส่วนต่างๆ ที่มีอาการบวม เพื่อวัดขนาดการบวมที่เกิดขึ้น

การตรวจเพิ่มเติม

แม้ว่าจะไม่จำเป็นในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่การตรวจเพิ่มเติมอาจจำเป็นในบางครั้ง เพื่อใช้ในการประเมินและติดตามอาการของคุณ โดยการตรวจเพิ่มเติมมีดังนี้

การวัดปริมาตรของแขนขา

ในบางกรณี แพทย์จะทำการคำนวณปริมาตรของแขนขาที่เกิดอาการ ดังนี้

  • ใช้เทปเพื่อวัดเส้นรอบวงที่บริเวณแขนขา เพื่อคำนวณเป็นปริมาตร
  • ทดสอบการแทนที่น้ำ: นำแขนขาที่มีอาการจุ่มลงในแทงก์น้ำ และวัดปริมาณน้ำที่ถูกแทนที่ และนำไปคำนวณเป็นปริมาตรแขนขา
  • Perometry: เป็นการใช้แสงอินฟราเรดวัดเค้าโครงของบริเวณแขนขาที่มีอาการ และคำนวณออกมาเป็นปริมาตร

การวัดองค์ประกอบของร่างกายจากความต้านทานไฟฟ้า (Bioimpedance testing)

ระหว่างการวัดองค์ประกอบของร่างกายจากความต้านทานไฟฟ้า คุณจะได้รับการวางขั้วไฟฟ้า (แผ่นโลหะขนาดเล็ก) ที่บริเวณต่างๆ ของร่างกาย ขั้วไฟฟ้าจะปล่อยประจุไฟฟ้าปริมาณเล็กน้อยและไม่เจ็บปวด ซึ่งสามารถวัดโดยอุปกรณ์ที่ถืออยู่ในมือผู้ตรวจ การเปลี่ยนแปลงความแรงของกระแสไฟฟ้าสามารถบ่งบอกถึงการมีของเหลวในเนื้อเยื่อของคุณ

การถ่ายภาพทางการแพทย์ (Imaging tests)

การถ่ายภาพทางการแพทย์อาจถูกใช้เพื่อช่วยวินิจฉัยและติดตามอาการของภาวะบวมน้ำเหลือง มีรายละเอียดดังนี้:

  • Lymphoscintigraphy: การตรวจนี้คุณจะได้รับการฉีดสีกัมมันตภาพรังสี (radioactive dye) ซึ่งจะช่วยให้ติดตามได้ผ่านการใช้เครื่องสแกนชนิดพิเศษ โดยจะมองเห็นการเคลื่อนที่ของสีไปที่บริเวณต่างๆ ของระบบน้ำเหลือง และช่วยบอกได้ว่าบริเวณไหนบ้างที่มีการอุดตันของทางเดินน้ำเหลือง
  • การถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging (MRI) scan): การถ่ายภาพนี้จะใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าช่วยในการถ่ายภาพ เพื่อแสดงรายละเอียดของสิ่งที่อยู่ภายในร่างกายคุณ
  • การอัลตราซาวด์: เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อสร้างภาพของสิ่งที่อยู่ภายในร่างกาย
  • การใช้เครื่องเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ (computerised tomography (CT) scan): เป็นการใช้รังสีเอกซ์ร่วมกับคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างรายละเอียดภาพของต่อมน้ำเหลือง

การตรวจสแกนต่างๆ ข้างต้นจะช่วยให้เห็นภาพของบริเวณที่เกิดภาวะบวมน้ำเหลืองอย่างชัดเจน

https://www.nhsinform.scot/illnesses-and-conditions/blood-and-lymph/lymphoedema#causes

https://www.nhsinform.scot/illnesses-and-conditions/blood-and-lymph/lymphoedema#diagnosis

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป