โรคบิดในแมว

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,152,765 คน

โรคบิดในแมว

โรคบิดเกิดจากการติดเชื้อปรสิตที่ชื่อว่า coccidia  ซึ่งมักทำให้เกิดอาการถ่ายเหลว หรือปนมูกได้ หากไม่ได้รับการรักษา โรคนี้อาจทำให้เยื่อบุทางเดินอาหารถูกทำลาย แต่ถ้าหากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมมักมีผลลัพธ์ในการรักษาที่ดี

อาการที่พบเมื่อเป็นโรคบิด

โรคนี้มักทำให้เกิดอาการท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำปนมูก และอาจมีเลือดปนหรือกลั้นอุจจาระไม่ได้เมื่อโรคเป็นมากขึ้น แมวจะเริ่มมีอาการอ่อนแรง มีไข้ อาเจียน และน้ำหนักลด ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการขาดน้ำและเกิดภาวะแทรกซ้อนในอวัยวะอื่นๆ ตามมาได้ นอกจากนั้นยังอาจส่งผลต่อระบบประสาทโดยทำให้เกิดอาการสั่นและสับสน

เชื้อ Coccidium ที่สามารถก่อโรคได้ในแมวประกอบด้วย

  • Isospora felis, Isospora rivolta
  • Sarcocystis
  • Toxoplasma gondii (เชื้อนี้สามารถติดต่อสู่คนได้)
  • Hepatozoon - ติดต่อทางการกินหมัดสุนัขสีน้ำตาล

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคบิด

ส่วนมากโรคบิดมักจะติดต่อจากการที่เลี้ยงสัตว์ร่วมกับสัตว์ที่มีการติดเชื้อ โดยเชื้อปรสิตสามารถติดต่อผ่านทางอุจจาระ หรือบางตัวอาจติดต่อผ่านการกินพาหะเช่นหนูและนกได้ อย่างไรก็ตามการเกิดโรคบิดในลูกแมวนั้นมักจะติดต่อจากการที่กระบะถ่ายของพ่อแม่นั้นอยู่ใกล้กับบริเวณที่เลี้ยงลูก ทำให้พวกมันอาจจะกินวัตถุแปลกปลอมเข้าไปได้ โรคนี้เป็นอันตรายต่อลูกแมวเป็นพิเศษเนื่องจากพวกมันยังมีระบบภูมิคุ้มกันที่พัฒนาได้ไม่เต็มที่

การวินิจฉัยโรค

วิธีการวินิจฉัยที่ใช้บ่อยที่สุดคือการเก็บตัวอย่างอุจจาระไปตรวจใต้กล้องจุลทรรศน์

การรักษาและให้การดูแล

สัตวแพทย์อาจให้ยาในกลุ่มซัลฟาเพื่อทำการกำจัดเชื้อปรสิตซึ่งยานี้มีประสิทธิภาพสูงและออกฤทธิ์ได้เร็ว นอกจากนั้นคุณยังต้องคอยดูแลให้พวกมันทานน้ำชดเชยที่เสียไปจากการถ่ายเหลว หากแมวของคุณมีอาการอ่อนแรงมากจากการติดเชื้อรุนแรง สัตวแพทย์อาจแนะนำให้นอนสังเกตอาการในโรงพยาบาลได้ หลังจากการรักษาแล้ว สัตวแพทย์จะทำการนัดตรวจอีกครั้งในอีก 1-2 สัปดาห์เพื่อยืนยันว่าไม่มีเชื้อหลงเหลืออยู่ภายในร่างกาย

การดูแลจัดการหลังการรักษา

คุณจะต้องให้แมวกินยาตามที่สัตวแพทย์สั่งอย่างครบถ้วนและติดตามอาการของพวกมัน หากมีอาการแย่ลง ควรรีบพากลับไปพบสัตวแพทย์ทันทีเพื่อประเมินว่ามีโรครุนแรงที่ต้องรีบรักษาหรือไม่ นอกจากนั้นคุณควรรักษาความสะอาดให้กับพวกมัน โดยอาจจะใส่ถุงมือชนิดใส่แล้วทิ้งและจัดการกับอุจจาระให้เหมาะสม

การป้องกัน

วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการแยกสัตว์ที่ติดเชื้อออกจากสัตว์ตัวอื่น คุณอาจพาแมวของคุณไปตรวจอุจจาระระหว่างที่ตั้งครรภ์หรือหลังคลอดเพื่อประเมินว่าพวกมันไม่มีการติดเชื้อซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อในลูกแมวที่เพิ่งคลอดได้

เจ้าของที่เพิ่งได้แมวตัวใหม่อาจจะต้องการตรวจอุจจาระเพื่อยืนยันว่าพวกมันไม่มีเชื้อปรสิตอยู่เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อย หากลูกแมวของคุณติดเชื้อควรแจ้งศูนย์เพาะพันธุ์หรือเจ้าของเดิมเพื่อให้พาสัตว์ตัวอื่นไปรักษา

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม