การดูแล

การดูแลสุนัขที่ซูบผอม

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 23, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,426,282 คน

การดูแลสุนัขที่ซูบผอม

สุนัขไร้ที่อยู่ที่ได้รับการช่วยเหลือในศูนย์พักพิงมักจะมีด้วยอาการผอมแห้งและขาดสารอาหาร บทความนี้จะกล่าวถึงการดูแลและช่วยเหลือให้สุนัขเหล่านี้ฟื้นฟูจากสภาพที่ย่ำแย่

โดยปกติสุนัขควรได้รับการตรวจร่างกายโดยสัตวแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุนัข อย่างไรก็ตามหากไม่มีเจ้าหน้าที่ทางด้านสัตวแพทย์สิ่งที่ควรทำเมื่อรับสุนัขมาพักฟื้น ได้แก่

  1. เตรียนเอกสารสำหรับจดบันทึกข้อมูลรายวันของสัตว์
  2. ตรวจสอบหาสิ่งที่ระบุตัวตนของสุนัขอย่างละเอียด เช่น รอยสักบริเวณใบหูหรือด้านในของขาหลัง และ/หรือไมโครชิปที่ฝังอยู่ในชั้นใต้ผิวหนัง ควรสแกนหาไมโครชิปให้ทั่วตัวของสุนัขเนื่องจากไมโครชิปสามารถย้ายที่ไปตามไขมันในชั้นใต้ผิวหนังได้
  3. จดบันทึกอุณหภูมิร่างกาย น้ำหนัก และลงน้ำหนักที่สุนัขควรจะมีในใบบันทึก
  4.  ตรวจร่างกายอย่างละเอียด อย่าลืมสำรวจภายในช่องปากเพื่อดูฟัน เศษกระดูกต่าง ๆ ที่ติดอยู่ระหว่างฟัน และบาดแผลต่าง ๆ รวมถึงบริเวณใต้ลิ้น ตรวจว่ามีการติดเชื้อที่ตาและหูหรือไม่ ตรวจสอบใต้หางว่ามีอาการเจ็บบริเวณทวารหรือไม่ อาจพบปล้องของพยาธิตัวตืด หรือหนอนแมลงวันที่มาตอมบริเวณที่มีการติดเชื้อ ตรวจอุ้งเท้าและแผ่นหนังที่รองเท้าของสุนัขไปจนถึงง่ามนิ้วเพื่อดูการติดเชื้อหรือสิ่งแปลกปลอม
  5. ใช้นิ้วค่อย ๆ คลำบริเวณท้องของสุนัข หากจะให้ทำได้ง่ายควรมีผู้ช่วยคอยจับประคองสุนัขให้อยู่ในท่ายืนขณะทำการตรวจ
  6. ตรวจสีของเหงือกและลิ้น หากมีสีซีดหรือออกเทาแสดงว่าสุนัขอาจทีภาวะโลหิตจากจากการเสียเลือด หรือได้รับยาเบื่อหนู หากบางบริเวณของเหงือกหรือตาขาวมีจุดเลือดออกสีแดงให้เห็นควรพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ทันที เหงือกและลิ้นที่ปกติควรมีสีชมพูไปจนแดงระเรื่อ
  7. ให้สุนัขดื่มน้ำปริมาณเล็กน้อยและสังเกตุความสนใจของสุนัขและความสามารถในการดื่มน้ำ
  8. ประเมินสภาวะขาดน้ำในสุนัข โดยการดึงหนังบริเวณคอขึ้นให้ยืดออกจากตัวสุนัข หากสุนัขปกติดีหนังจะกลับคืนตัวสู่สภาพเดิมทันทีเมื่อปล่อยมือ แต่ถ้าหนังไม่กลับคืนสภาพเดิมหลังจากปล่อยมือเป็นไปได้ว่าสุนัขกำลังอยู่ในสภาพวะขาดน้ำทำให้หนังสูญเสียความยืดหยุ่น

สิ่งที่ต้องสังเกตุขณะทำการคลำตรวจคือ สุนัขแสดงอาการเจ็บปวดหรือไม่? สังเกตุได้จากอาการเกร็งต้านและโก่งตัวขึ้นเมื่อมีการกดน้ำหนักลงบนท้อง หากตรวจพบอาการเช่นนี้ สุนัขควรได้รับการตรวจโดยสัตวแพทย์ หากสุนัขไม่แสดงอาการใด ๆ ขณะทำการตรวจท้องถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าสุนัขไม่มีปัญหาที่เป็นอันตรายเกี่ยวกับช่องท้อง

การดูแลทั่วไปสามารถทำได้หากสุนัขไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพที่ร้ายแรง เช่น ไตวาย โลหิตจาง ตับอ่อนอักเสบ หรือการอุดตันของทางเดินอาหารจากการกินขญะหรือสิ่งแปลกปลอม

การรับสุนัขไร้บ้านที่ได้รับบาดเจ็บเข้ามาให้สถานพักพิง จำเป็นจะต้องมีการประเมินการหักของกระดูก แผลไฟไหม้ หรือแผลจากการถูงยิง สุนัขที่กินขยะอาจมีปัญหาลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียและท้องเสียถ่ายเป็นเลือด ตับอ่อนอักเสบรุนแรง และการอุดตันของลำไส้จากการกินกระดูก

สิ่งที่เกิดขึ้นขณะอยู่ในภาวะขาดอาหาร

นักวิจัยได้ทำการศึกษาการตอบสนองของอวัยวะในร่างกายและสารเคมีต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากการขาดสารอาหารในระยะเวลาที่แตกต่างกัน หากสุนัขมีสุขภาพดีและไม่มีโรคประจำตัวอยู่ก่อนจะสามารถปรับตัวให้มีชีวิตอยู่ได้แม้จะอยู่ในสภาวะขาดสารอาหาร

การทำงานของสารเคมีภายในร่างกายจะเปลี่ยนให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะเอาตัวรอดภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากไม่ได้รับสารอาหารใด ๆ เข้าสู่ร่างกาย สิ่งที่ร่างกายสุนัขจำเป็นจำต้องทำมากที่สุดคือการรักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้อยู่ในระดับปกติ หากระดับน้ำตาลในกระแสเลือดลดลงมากเกินไป จะทำให้การทำงานของสมอง หัวใจ กล้ามเนื้อ และไตหยุดลงอย่างรวดเร็วและอาจถึงแก่ชีวิตได้ภายในเวลาอันสั้น ดังนั้นหากสุนัขไม่ได้รับอาหารร่างกายที่อยู่ในสภาวะเอาตัวรอดจะนำน้ำตาลที่เก็บอยู่ในตับและกล้ามเนื้อออกมาใช้ โดยการเปลี่ยนกระบวนการนำน้ำตาลมาใช้ไปจากสภาวะปกติ

หลังจากขาดอาหารเป็นเวลา 2 วัน ปริมาณไกลโคเจน (glycogen) ที่สะสมในตับจะลดลง หากร่างกายต้องการรักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้เป็นปกติ จำเป็นจะต้องใช้กระบวนการอื่นที่เรียกว่า gluconeogenesis โดยตับและไตจะสร้างสารเชิงซ้อนไปดึงไขมันและโปรตีนจากเนื้อเยื่อไขมันและกล้ามเนื้อ เมื่อน้ำตาลที่ถูกสะสมอยู่ถูกใช้ไปจนหมด ร่างกายจะเปลี่ยนมาสร้างน้ำตาลจากโปรตีนและไขมันที่สะสมอยู่แทน พลังงานที่อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจะนำไปใช้ (ทั้งกล้ามเนื้อ สมอง ไต หัวใจ และอวัยวะอื่น ที่จำเป็นต้องใช้พลังงานในการทำงาน) จะมาจากกรดไขมันที่มาจากเนื่อเยื่อไขมันแทนน้ำตาล

เมื่อเข้าสู่วันที่ 3 ของการขาดสารอาหาร ระดับการเผาผลาญในร่างกายสุนัขจะช้าลง การทำงานจะช้าลงไปเรื่อย ๆ หากยังไม่ได้รับอาหาร การลดระดับการเผาผลาญในร่างกายเป็นกลไกในการเอาตัวรอดเพื่อลดการใช้ไขมันและกล้ามเนื้อเป็นพลังงาน ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่ต่ำลงจะส่งผลให้การหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อนเปลี่ยนแปลงไป และทำให้การทำงานของไทรอยด์ฮอร์โมนลดลง และทำให้การทำงานของร่างกายลดลงทั้งหมดเนื่องจากต่อมไทรอยด์เป็นตัวควบคุมระดับการเผาผลาญของร่างกาย

ขณะเกิดการขาดอาหาร ตับจะปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า คีโตน (ketone) ออกมาสู่กระแสเลือด คีโตนเป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ในร่ากายจากการทำกรดไขมันมาใช้เป็นแหล่งพลังงาน ร่างกายของสุนัขมีการสะสมน้ำตาลเล็กน้อยในการแสเลือด ดังนั้นเซลล์เม็ดเลือดแดงและเนื้อเยื่อไตยังคงใช้น้ำตาลกลูโคสได้ เนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์ท่อไตไม่สามารถนำสารอาหารอื่นมาใช้เป็นพลังงานได้นอกจากน้ำตาล

หลังจากผ่านไป 5 วัน ไขมันจะเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย

การให้อาหารสุนัขที่อยู่ในสภาวะขาดสารอาหาร

ผู้ดูแลจะต้องมีความเคร่งครัดในการดูแลสุนัขที่อยู่ในสภาวะขาดสารอาหารให้มีสุขภาพดีอีกครั้ง คนทั่วไปมีแนวโน้มที่จะให้อาหารสุนัขมากเกินไปถ้าสุนัขที่กำลังขาดสารอาหารได้รับอาหารมากเกินไปจะเกิดสิ่งที่เป็นอันตรายตามมา เช่น refeeding syndrome เกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตปริมาณมากจากอาหารที่กินเข้าไปมาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสในเซลล์อย่างรุนแรง

อาการของภาวะ refeeding syndrome ได้แก่ กล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง กล้ามเนื้อหัวใจเกิดการเสียหายและจังหวะหัวใจเต้นผิดปกติ ชัก เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก และระบบหายใจล้มเหลว

การอดอาหารเป็นเวลานานไม่ได้ทำให้กระเพาะหด แต่ทำให้กระเพาะอาหารมีตัวรับการยืดของผนังกระเพาะอาหารที่มีความไวต่อการยืดออกมากขึ้น สุนัขอาจรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นหลังจากได้รับอาหารไปเพียงเล็กน้อย ความไวของการยืดตัวของผนังกระเพาะอาหารจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป 3-7 วัน

อาหารที่จะให้สุนัขที่มีสภาวะขาดสารอาหารควรมีส่วนประกอบของแร่ธาตุที่เหมาะสม โดยเฉพาะฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแมกนิเซียม (ดังนั้นไม่ควรให้อาหารเพียงแค่แฮมเบอเกอร์ เนื่องจากไม่มีความหลากหลายหรือสมดุลของแร่ธาตุ) ปริมาณอาหาร หรือปริมาณแคลอรี่รวมไม่ควรเกินปริมาณที่สุนัขกินเป็นปกติภายในหนึ่งวันตามน้ำหนักมาตรฐานของสุนัข สุนัขที่อยู่ในสภาวะนี้ควรได้รับอาหารในปริมาณน้อย ๆ ทุก 6 ชั่วโมง (4 ครั้งต่อวัน) มากกว่าการกินอาหารปริมาณมากภายในหนึ่งหรือสองมื้อ

อาหารเสริมวิตามินรวมและแร่ธาตุเป็นสิ่งที่สำคัญในแต่ละมื้ออาหาร มีการศึกษายืนยันว่าการเพิ่มกรดอะมิโนชนิดกลูตามีน(glutamine) จะช่วยให้ฟื้นฟูการกินอาหารได้ดีขึ้น การเสริมโอเมก้า-3 และ 6 จะช่วยให้สุนัขฟื้นตัวจากสภาวะขาดสารอาหารได้ดีขึ้น เช่นเดียวกับกรดอะมิโนชนิดอาร์จีนีน (arginine)อาหารเสริมกลุ่มนิวคลีโอไทด์ (nucleotide) เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการสร้าง DNA และ RNA และช่วยในกระบวนการเผาผลาญในเซลล์ อาหารกลุ่มเนื้อสัตว์จะให้ปริมาณนิวคลีโอไทด์ที่เหมาะสม

การให้อาหารที่ย่อยได้ง่าย อาหารสำหรับลูกสุนัขหรือสุนัขที่กำลังโตร่วมกับอาหารเสริม จะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูและน้ำหนักเพิ่มขึ้นภายในระยะเวลาสั้น หากสุนัขสามารถกินอาหารได้เป็นปกติ

สุนัขควรได้รับปริมาณอาหารและจำนวนมื้อตามที่แนะนำจนกว่าจะกลับมากินอาหารได้เป็นปกติ ปริมาณอาหารที่เหมาะสมจะขึ้นหับน้ำหนักตัวมาตรฐานของสุนัข ควรแบ่งอาหารออกเป็น 4 มื้อในปริมาณน้อย ๆ ทุกครั้งที่ให้อาหารควรสังเกตุการกินอาหารของสุนัขอยู่เสมอ และทำการจดบันทึกเอาไว้ ตัวอย่างเช่น เวลา 8.00 น. กินอาหารไป 100% หรือ 50% หรือ 10%

หากสุนัขไม่กินอาหารในปริมาณตามน้ำหนักมาตรฐานที่ต้องการต่อวันภายใน 2 วัน หลังจากการให้อาหาร อาจจำเป็นจะต้องบังคับให้สุนัขกินอาหาร ควรปรึกษาสัตวแพทย์เกี่ยวกับวิธีการบังคับป้อนอาหารอย่างถูกต้อง

หากประเมินแล้วว่าสุนัขไม่ได้รับอาหารมามากกว่า 7 วัน อาหารที่จะให้สุนัขกลุ่มนี้ควรมีไขมันเป็นส่วนประกอบหลักมากกว่าคาร์โบไฮเดรต ไม่ควรให้สุนัขกลุ่มนี้กินอาหารปริมาณมากต่อมื้อ โดยเฉพาะในช่วงแรกของการกลับมากินอาหาร ควรให้อาหารในปริมาณน้อยในช่วงสองสามวันแรก และต้องมีน้ำให้สุนัขดื่มตลอดเวลา

ประเมินปริมาณที่สุนัขควรกิน

นักโภชนาการได้คิดค้นวิธีการและสูตรการคำนวณปริมาณแคลอรี่ทั้งหมดที่สุนัขควรได้รับต่อวัน โดยขึ้นกับน้ำหนักตัวตามมาตรฐานสายพันธุ์ของสุนัข ดังนั้นปริมาณอาหารที่สุนัขควรได้รับขึ้นกับตัวสุนัขเท่านั้น

นักโภชนาการบางกลุ่มใช้ค่า Maintenance Energy Requirement (MER) ในการประมาณปริมาณอาหาร (แคลอรี่) ที่สุนัขทั่วไปควรได้รับต่อวัน

ในภาวะที่สุนัขฟื้นตัวจากสภาวะขาดสารอาหารอาจต้องการปริมาณแคลอรี่สูงกว่าปกติเล็กน้อย แต่ไม่ควรเกินกว่าปริมาณแคลอรี่ที่สุนัขได้รับตามปกติมากจนเกินไป ตัวอย่างเช่น สุนัขพันธุ์มาสทีฟ (Mastiff) มีผอมและซูบมาก น้ำหนักตัว 40 กิโลกรัม การคำนวณพลังงานที่ควรได้รับจะต้องคำนวณจากน้ำหนักตัวมาตรฐานของสุนัขที่สุขภาพดี คือประมาณ 60 กิโลกรัม ดังนั้นสุนัขควรได้รับอาหารในปริมาณสำหรับสุนัขน้ำหนัก 60 กิโลหรัม จากตารางปริมาณแคลอรี่ที่สุนัขควรได้รับต่อวันคือ 2,390 แคลอรี่ (ไม่ใช่ 1,827 แคลอรี่)

อาหารหรืออาหารเสริมสำหรับสัตว์เลี้ยงจะมีการระบุปริมาณแคลอรี่ต่อน้ำหนักของผลิตภัณฑ์ และต้องมีค่าร้อยละของไขมันและโปรตีน ค่าร้อยละของคาร์โบไฮเดรตมันไม่ถูกระบุไว้ข้างผลิตภัณฑ์ด้วยเหตุผลบางอย่าง หากต้อการทราบจะต้องคำนวณโดยการลบค่าร้อยละของส่วนประกอบอื่น ๆ ออกจากผลรวม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับสุนัขที่ขาดสารอาหารคือโปรตีนและไขมัน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องทราบปริมาณคาร์โบไฮเดรตก็ได้

สุนัขที่น้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐานเล็กน้อยถึงปานกลางควรได้รับาหารที่มีปริมาณไขมันและโปรตีนสูงปานกลาง และควรมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เหมาะสมแต่ต้องไม่เป็นส่วนประกอบหลัก ควรให้อาหารที่มีปริมาณไขมันไม่น้อยกว่า 18% และโปรตีนไม่น้อยกว่า 28-30% (อาหารแบบเหลวมักจะมีปริมาณของสารอาหารน้อยกว่าเนื่องจากส่วนประกอบหลัก 60-70% เป็นความชื้น ในขณะที่อาหารแบบแห้งมีความชื้นเพียง 10%)

สำหรับสุนัขที่น้ำหนักตัวน้อยกว่ามาตรฐานมากและดูขาดสารอาหาร ควรได้รับอาหารที่มีไขมันสูง สิ่งที่สำคัญคือค่อย ๆ ให้ในปริมาณน้อย ไม่ควรให้อาหารมากเกินไปต่อการให้อาหารหนึ่งครั้ง ควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนเริ่มให้อาหารสุนัขที่อยู่ในภาวะขาดสารอาหาร

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามสัตวแพทย์

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม