โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานชนิดที่ 2

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 387,328 คน

โรคเบาหวานชนิดที่ 2

เบาหวานชนิดที่ 2 คือภาวะที่ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ หรือไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปกติมักพบในวัยกลางคนถึงวัยอายุมาก โรคเบาหวานชนิดนี้คือชนิดที่พบได้มากที่สุด

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 คืออะไร

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นชนิดที่พบมากที่สุด เป็นโรคที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ  น้ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งพลังงานหลักของเซลล์ที่ได้จากการรับประทานอาหาร  ฮอร์โมนอินซูลินที่สร้างจากตับอ่อนจะช่วยนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์สำหรับใช้เป็นพลังงาน  ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ร่างกายจะไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอกับความต้องการ หรือไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทำให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง และเซลล์ไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้

ข่าวดีก็คือ คุณสามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2

คุณสามารถเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ทุกช่วงอายุ แม้ว่าจะเป็นวัยเด็กก็ตาม อย่างไรก็ตามเบาหวานชนิดที่ 2 จะพบได้มากที่สุดในช่วงอายุวัยกลางคนจนถึงผู้ที่มีอายุมาก  คุณจะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากกว่าปกติถ้าคุณมีปัจจัย ดังนี้ อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป, มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน หรือเป็นโรคอ้วน หรือน้ำหนักเกิน

การขาดการออกกำลังกายและปัญหาทางสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นอกจากนี้หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะก่อนเป็นเบาหวาน หรือเคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จะยิ่งเพิ่มโอกาสของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2

อาการของโรคเบาหวานมีอะไรบ้าง

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

อาการของโรคเบาหวาน ได้แก่

  • กระหายน้ำ และปัสสาวะบ่อย
  • หิวบ่อย
  • รู้สึกอ่อนเพลีย
  • ตามองภาพไม่ชัด
  • ชาหรือรู้สึกเสียวตามมือ หรือเท้า
  • มีแผลที่ไม่หายขาด
  • น้ำหนักลดแบบหาสาเหตุไม่ได้

อาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักเกิดอย่างช้าๆ ซึ่งจะใช้เวลานานหลายปี และคุณอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย ซึ่งอาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้ ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการใดๆ และบางคนไม่เคยตรวจร่างกายเพื่อหาโรคเบาหวานเลยจนกว่าจะเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้น เช่น ตามองภาพไม่ชัด หรือโรคหัวใจ

สาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 2

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีสาเหตุหลายสาเหตุ ได้แก่

  • น้ำหนักเกิน และอ้วน
  • ไม่ค่อยออกกำลังกาย ไม่ค่อยขยับร่างกาย
  • ภาวะดื้อต่ออินซูลิน
  • ยีน

จะวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างไร

แพทย์จะวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยการเจาะเลือดเพื่อไปตรวจ

ฉันจะรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างไร

วิธีจัดการเกี่ยวกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีดังนี้ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับความดันโลหิต และระดับไขมันคอเลสเตอรอล และหากคุณสูบบุหรี่ ต้องเลิกสูบบุหรี่ การปรับพฤติกรรม ได้แก่ การปรับแผนการรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ การจำกัดปริมาณพลังงานที่ได้รับต่อวัน (หากมีน้ำหนักเกิน) และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  รวมถึงอาจมีการรับประทานยารักษาโรคเบาหวานด้วย  ดังนั้นให้ปรึกษาทีมแพทย์ผู้ดูแลคุณเพื่อร่วมกันวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณ

ยารักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ในระหว่างการรักษาโรคเบาหวาน คุณอาจจำเป็นต้องได้รับยารักษาร่วมด้วย ซึ่งยามีทั้งแบบรับประทาน และแบบฉีดใต้ผิวหนัง ได้แก่ ยาฉีดอินซูลิน ซึ่งบางครั้งคุณอาจจำเป็นต้องได้รับยารักษาโรคเบาหวานมากกว่าหนึ่งชนิด  และถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้รับการรักษาด้วยอินซูลิน แต่ในบางภาวะคุณอาจจำเป็นต้องใช้ยาอินซูลิน เช่น ระหว่างการตั้งครรภ์ หรือระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาล เป็นต้น  นอกจากนี้คุณอาจจำเป็นต้องได้รับยารักษาโรคร่วมอื่นๆ ที่เป็นด้วย เช่น ยาสำหรับโรคความดันโลหิตสูง, ยาสำหรับคอเลสเตอรอลสูง หรือภาวะอื่นๆ ที่เป็นร่วมด้วย

โรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการเป็นโรคเบาหวาน

การปฏิบัติตามแผนการรักษาโรคเบาหวาน จะช่วยป้องกันการเป็นโรคแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่ได้รักษาโรคเบาหวานที่ดีพอ จะก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น

  • โรคหัวใจ และหลอดเลือดสมอง
  • เส้นประสาทถูกทำลาย
  • โรคไต
  • ปัญหาที่เท้า แผลที่เท้า
  • โรคตา มองภาพไม่ชัด
  • โรคเหงือก และปัญหาในช่องปากอื่นๆ
  • ปัญหาทางระบบสืบพันธุ์ และกระเพาะปัสสาวะ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หลายรายมีโรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้มีสาเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์ (nonalcoholic fatty liver disease) ร่วมด้วย หากคุณมีน้ำหนักเกินหรืออ้วน การลดน้ำหนัก จะช่วยให้อาการของไขมันพอกตับดีขึ้น  นอกจากนี้โรคเบาหวานยังสัมพันธ์กับโรคอื่นๆ ได้แก่ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ, ซึมเศร้า, มะเร็งบางชนิด, และภาวะสมองเสื่อม (dementia)

ปัจจุบันมีวิธีในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคแทรกซ้อนแล้ว ซึ่งคุณสามารถปฏิบัติตามได้

วิธีลดโอกาสต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2

งานวิจัยในปัจจุบันพบว่าคุณสามารถลดโอกาสในการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ ถ้าคุณมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ วิธีต่อไปนี้คือวิธีลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2:

  • ลดน้ำหนัก ถ้าคุณมีน้ำหนักเกิน: การลดน้ำหนักลง 5-7% ของน้ำหนักตัว จะช่วยป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคเบาหวานได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีน้ำหนัก 90 กิโลกรัม คุณจะต้องลดน้ำหนักลงให้ได้ประมาณ 4.5 – 6.3 กิโลกรัม
  • ออกกำลังกาย: การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที เช่น เดิน อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์  ในช่วงแรกคุณสามารถปรึกษาทีมแพทย์ของคุณเพื่อวางแผนการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับคุณ โดยเริ่มช้าๆ และค่อยๆ เพิ่มเป้าหมายไปเรื่อยๆ
  • รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ: รับประทานอาหารให้ลดลง เพื่อลดปริมาณพลังงานที่ร่างกายจะได้รับและยังช่วยลดน้ำหนักด้วย การเลือกอาหารที่มีไขมันต่ำเป็นทางเลือกที่ดีในการจำกัดปริมาณพลังงานที่ได้รับ และแนะนำให้ดื่มน้ำเปล่าแทนการดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน

ปรึกษาทีมแพทย์ของคุณเกี่ยวกับวิธีในการป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2

วิธีที่ดีในการลดโอกาสของการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

 

https://www.niddk.nih.gov/health-information/diabetes/overview/what-is-diabetes/type-2-diabetes

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่