ภาวะหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี หรือโรคหลอดเลือดหัวใจแข็ง (Ischemic heart disease; IHD or Coronary artery disease; CAD or Coronary heart disease; CHD)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 23, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที

ความหมาย ภาวะที่เนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนไปเลี้ยงไม่เพียงพอ เนื่องจากเลือดไหลผ่านหลอดเลือดแดงโคโรนารีได้ช้าและลดน้อยลง ซึ่งมักเกิดจากหลอดเลือดแดงโคโรนารีตีบแคบและแข็งผิดปกติ ภาวะหัวใจขาดเลือด อาจเรียกว่าโรคหลอดเลือดโคโรนารี (Coronary artery disease; CAD) หรือโรคหลอดเลือดหัวใจแข็ง (Coronary heart disease; CHD)

สาเหตุ มักมีสาเหตุมาจากผนังหลอดเลือดแดงโคโรนารีแข็งและตีบแคบลง ซึ่งเกิดจากมีคราบไขมัน (Plaques) อาจเกิดจากการสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน ไขมันคอเลสเตอรอลสูง ความดันเลือดสูง อาหารที่อุดมด้วยไขมัน การนั่งๆ นอนๆ โดยไม่ออกกำลังกาย อ้วนเกินไป กรรมพันธุ์ การติดเชื้อ Chlamydia pneumonia คราบไขมันนี้จะค่อยๆ พอกที่ผนังด้านในของหลอดเลือดแดงโคโรนารี และเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหรือปัจจัยชักนำ เช่น กรรมพันธุ์ อายุ 40 ปีขึ้นไป เชื้อชาติ สิ่งแวดล้อม สูบบุหรี่ ความดันเลือดสูง คอเลสเตอรอลในเลือดสูง ไม่ออกกำลังกาย เป็นโรคเบาหวาน อ้วน มีภาวะเครียด เป็นต้น

พยาธิสรีรภาพ หลอดเลือดแดง ประกอบด้วย ผนัง 3 ชั้น คือ 1) ผนังชั้นใน (Tunica intima) ซึ่งบุด้วยเซลล์เอนโดทีเลียมชั้นเดียว ผิวจะเรียบ เซลล์ชั้นนี้จะสัมผัสกับเลือด 2) ผนังชั้นกลาง (Tunica media) ส่วนใหญ่เป็นเซลล์กล้ามเนื้อเรียบ 3) ผนังชั้นนอก (Tunica adventitia) ประกอบด้วย เซลล์กล้ามเนื้อเรียบ ไฟโบรบลาสต์ และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน การเกิดภาวะหลอดเลือดแดงตีบแข็งเกิดจากการตอบสนองต่อปัจจัยต่างๆ เช่น การได้รับสารเคมี ฮอร์โมน ภูมิคุ้มกันโรค ไฮโดรคาร์บอนจากการสูบบุหรี่ คลอเลสเตอรอล แคทีโคลามีน แองจิโอเทนซิน มีความดันเลือดสูง ทำให้ผนังชั้นในของหลอดเลือดบางลง สารต่างๆ สามารถซึมผ่านเยื่อบุผนังหลอดเลือดได้ง่ายขึ้น ไขมันและเกร็ดเลือดจะมารวมกลุ่มกันอยู่ใต้เยื่อบุผนังหลอดเลือด ไขมันที่พบส่วนใหญ่เป็นไลโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ (Low density lipoprotein; LDL) และไลโปโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำมาก (Very low density lipoprotein; VLDL) ซึ่ง LDL จะจับกับโมโนไซต์และแมกโครฟาจ เกิดเป็น Foam Cells แทรกอยู่ในเยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นใน และเกิดเป็นรอยไขมันซึ่งมีลักษณะเรียบเป็นเส้นสีเหลือง ทำให้ผนังหลอดเลือดชั้นในนูนขึ้นเล็กน้อย เซลล์แมกโครฟาจและกล้ามเนื้อเรียบจะล้อมรอบไขมัน ต่อมาเกล็ดเลือดและแมกโครฟาจจะหลั่งสารมากระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบที่ผนังของหลอดเลือดให้แบ่งตัวมากขึ้น ไขมันในหลอดเลือดแดงโคโรนารีทำให้หลอดเลือดแดงสูญเสียความยืดหยุ่น มีการตายของเซลล์ผนังหลอดเลือด ทำให้รูของหลอดเลือดแดงโคโรนารีตีบแคบ ต่อมาจะมีการสะสมของทั้งไขมันและแคลเซียมยิ่งทำให้เซลล์แบ่งตัวมากขึ้น ในที่สุดหลอดเลือดจะตีบแข็ง ขาดความยืดหยุ่น และฉีกขาดง่าย เมื่อไรก็ตามที่มีการฉีกขาดของหลอดเลือด เกล็ดเลือดจะมาจับกันเป็นก้อนลิ่มเลือดก็จะยิ่งทำให้รูของหลอดเลือดตีบแคบและอาจอุดตันได้ เมื่อมีการอุดตันของหลอดเลือดบางส่วนหรือทั้งหมด จะส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงเกิดเมตาบอลิซึมแบบไม่ใช้ออกซิเจนและผลิตกรดแลคติกออกมา ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอก (Chest pain หรือ Angina) และกล้ามเนื้ออ่อนแรง

อาการ เจ็บบริเวณหัวใจ (Chest pain) โดยมีความรู้สึกเจ็บเหมือนถูกบีบรัดบริเวณหน้าอก มีอาการเจ็บหนักๆ อาจรู้สึกเหมือนมีแก๊สจุกบริเวณยอดอก ตำแหน่งที่เจ็บจะอยู่ลึกใต้กระดูกค่อนไปข้างซ้าย มักจะร้าวไปตามไหล่ซ้ายและต้นแขน หรืออาจร้าวไปตามแขนซ้าย ถึงข้อศอก ข้อมือ นิ้วก้อย และนิ้วนาง รวมทั้งต้นคอ กราม ระยะเวลาปวดมักจะสั้นๆ มีอาการอยู่ไม่เกิน 5 นาที ถ้ามีอาการภายหลังรับประทานอาหารมื้อหลักหรือโกรธจัด อาจมีอาการอยู่นานถึง 15-20 นาที ถ้าทำกิจกรรมต่อไปอาการเจ็บหน้าอกจะรุนแรงขึ้น จะหายใจลำบาก หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น คลื่นไส้ อาเจียน เมื่อยล้า เหงื่อออก ซีด อ่อนเพลีย เป็นลม หรือมีความรู้สึกกลัวตาย

การวินิจฉัยโรค จากประวัติพบว่าเคยมีอาการเจ็บหน้าอก ตำแหน่งที่เจ็บ ระยะเวลาที่เจ็บ และลักษณะของการเจ็บหน้าอก รู้ถึงปัจจัยเสี่ยง การตรวจร่างกาย โดยฟังเสียงหัวใจ อาจพบเสียงฟู่ (Murmur) การตรวจทางห้องปฏิบัติการหาระดับคอเลสเตอรอล, LDH, HDL, Triglyceride น้ำตาลในเลือด กรดยูริกในเลือด ระดับครีอะทีนไคเนส (CK) ในเลือด ไตรกลีเซอไรด์ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การทดสอบสมรรถภาพของหัวใจด้วยการออกกำลังกาย (Exercise stress test) หรือการเดินตามสายพาน (Treadmill exercise stress test) การทำ Echocardiography โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเหมือนอัลตราซาวนด์ ส่งไปที่กล้ามเนื้อหัวใจแล้วสะท้อนกลับมา

หากเคยมีกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือลิ้นหัวใจผิดปกติ หรือมีการเต้นของหัวใจผิดปกติ เครื่องจะบอกถึงความผิดปกติได้ การถ่ายภาพด้วยรังสี (Nuclear imaging) โดยการฉีดสารกัมมันตรังสีจำนวนเล็กน้อย เช่น Thallium เข้าหลอดเลือดแล้วถ่ายภาพหัวใจมาดูว่าบริเวณใดของกล้ามเนื้อที่ขาดเลือดไปเลี้ยง ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ชนิดใหม่ คือ Electron beam computed tomography; EBCT ซึ่งสามารถตรวจหาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแคบได้แต่เนิ่นๆ การฉีดสีเข้าหลอดเลือด (Angiography) การฉีดสารทึบแสงเข้าหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจแล้วถ่ายภาพเอกซเรย์จะช่วยบอกได้ว่าหลอดเลือดตีบตันมากน้อยเพียงใด

การรักษา รักษาโดยปรับพฤติกรรมสุขภาพเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร โดยจำกัดการรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอล และไขมันชนิดอิ่มตัว ต้องมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีการควบคุมคอเลสเตอรอลโดยรวม และไตรกลีเซอไรด์ให้ต่ำกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ควบคุม LDL คอเลสเตอรอลให้ต่ำกว่า 100-130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ส่วน HDL ให้มากๆ ไว้ คือ สูงกว่า 35 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ควบคุมความดันโลหิตไม่ให้เกิน 130/85 มม.ปรอท เลิกสูบบุหรี่เพราะนิโคตินจากบุหรี่ทำให้หลอดเลือดตีบลง หัวใจต้องออกแรงสูบฉีดมากขึ้น คาร์บอนนอนไซด์ที่อยู่ในควันบุหรี่จะออกฤทธิ์ลดระดับออกซิเจนในเลือดและทำอันตรายต่อผนังหลอดเลือด ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานต้องรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลไม่ให้สูงเกินไป รับประทานอาหารที่มีกากใย ลดอาหารไขมันชนิดอิ่มตัวและน้ำตาล ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ออกกำลังกายอย่าให้หักโหม ครั้งละ 30 นาที หรือแบ่งทำเป็นช่วงๆ ละ 10 นาที วันละ 3-4 ช่วง พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าดื่มกาแฟหรือแอลกอฮอล์มากเกินไป ทำสมาธิด้วยวิธีต่างๆ ใช้ยาลดระดับไขมัน มียาอยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่ม Resin ออกฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอล โดยยาจะจับตัวกับกรดน้ำดีในลำไส้ กดน้ำดีนี้ตับสร้างจากคอเลสเตอรอลเพื่อนำไปใช้ย่อยอาหาร เมื่อกดน้ำดีถูกยาจับไว้ ตับต้องส่งกรดน้ำดีเพิ่มเพื่อส่งไปช่วยย่อยทำให้ตับใช้คอลเลสเตอรอลมากขึ้น จนเหลือคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดน้อยลง ยากลุ่มนี้ เช่น Cholestyramine (Questran)

2. ยาลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ Gemfibrozil (Lopid) หรือใช้ Niacin ซึ่งเป็นวิตามินในขนาดสูงไปช่วยลดการผลิตไตรกลีเซอไรด์ และกำจัดไตรกลีเซอไรด์จากกระแสเลือด

3. ยากลุ่มสตาติน (Statins) เช่น Atorvastatin (10-80 มิลลิกรัม) Cerivastatin (200-400 ไมโครกรัม) Lovastatin (20-40 มิลลิกรัม) Pravastatin (20-40 มิลลิกรัม) Simvastatin (10-80 มิลลิกรัม) ออกฤทธิ์โดยเคลื่อนที่ไปที่ตับ แล้วสกัดกั้นสารที่ตับจะใช้ผลิตคอเลสเตอรอล ทำให้คอเลสเตอรอลในเซลล์ตับลดลง ดังนั้นเซลล์ตับจะไปนำเอาคอเลสเตอรอลจากกระแสเลือดมาช่วยตับเองจนมีผลทำให้คอเลสเตอรอลในกระแสเลือดลดลง นอกจากนี้จัดการเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย โดยรับประทานอาหารให้ถูกหลัก ออกกำลังกายให้มากขึ้น ให้ยาบำบัดอาการเจ็บหน้าอกและหัวใจล้มเหลว ได้แก่ ยากลุ่มปิดกั้นเบต้า (Beta blockers) เช่น Atenolol, Inderal, Lopress เป็นยาลดแรงดันเลือดและทำให้หัวใจเต้นช้าลง เพื่อลดภาวะของหัวใจ ช่วยให้หัวใจเต้นด้วยจังหวะที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจขาดเลือดซ้ำ ยากลุ่มไนเตรท (Nitrates) และ ไนโตรกลีเชอรีน (Nitroglycerin) เช่น Nitrocine, Isordil, Monolin เป็นยาขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้เลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น หัวใจทำงานน้อยลง ยายับยั้ง ACE (Angiotensin-converting enzyme inhibitors) เป็นยาขยายหลอดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนเข้าสู่กล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น แรงดันเลือดลดลงและหัวใจทำงานน้อยลง กล้ามเนื้อหัวใจเสียหายไม่มากขณะที่หัวใจขาดเลือด อย่าปิดกั้นการเคลื่อนไหวแคลเซียมอิออน (Calcium channel blockers) เป็นยาขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ช่วยให้แรงดันเลือดลดลง ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจใช้ออกซิเจนน้อยลง ยาบางขนาดลดอัตราการเต้นของหัวใจด้วย ให้ผู้ป่วยได้รับยาลดแรงดันเลือด ได้แก่ ยาขับปัสสาวะ เป็นยาที่ช่วยกำจัดสารเหลวและเกลือโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกายทางปัสสาวะ ลดภาวะของหัวใจ ลดอาการบวมที่ขาและน้ำคั่งที่ปอด อย่าปิดกั้นอัลฟา อะดรีเนอร์จิก (Alpha adrenergic blockers) เป็นยาขยายหลอดเลือด ยาออกฤทธิ์ที่สมอง (Centrally acting agents) เป็นยาลดแรงดันเลือด โดยออกฤทธิ์ที่ศูนย์ควบคุมแรงดันเลือดในสมอง ให้ยาป้องกันเลือดคั่งแข็งตัว ได้แก่ แอสไพริน เป็นยาต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด วอร์ฟาริน (Warfarin) เป็นยาป้องกันเลือดแข็งตัวในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิด Heart attack ยาใหม่ เช่น Clopidogrel, Abciximab เป็นยาป้องกันเลือดแข็งตัว ฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น พรีมาริน ช่วยให้ผู้หญิงมีระดับไขมัน HDL และ LDL ที่เหมาะสม และทำหัตถการขยายหลอดเลือด

การพยาบาล ดูแลเพื่อลดอาการเจ็บหน้าอกป้องกันการเกิดภาวะเนื้อเยื่อขาดออกซิเจนโดยแนะนำให้นั่งพักหรือนอนในสถานที่เงียบสงบ ให้ออกซิเจนแคนนูลาหรือทางหน้ากาก 2-4 ลิตรต่อนาที ให้ยาไนโตรกลีเซอรีนอมใต้ลิ้น ถ้าอมซ้ำทุก 5 นาที 3 ครั้งแล้วอาการไม่ดีขึ้นให้รายงานให้แพทย์ทราบ บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ สังเกตและบันทึกสัญญาณชีพจรทุก 15 นาที ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนโดยแนะนำไม่ให้ออกแรงจนเหนื่อยเกินไป แนะนำญาติมิให้นำเรื่องไม่สบายใจหรือเลื่อนที่ตื่นเต้นมาเล่าให้ผู้ป่วยฟัง ระวังการเกิดอารมณ์โกรธจัดหรือผิดหวังอย่างแรงในระยะที่อาการยังไม่คงที่ ไม่ออกแรงเบ่งถ่ายอุจจาระ ป้องกันท้องผูกโดยรับประทานผักและผลไม้มากๆ หากไม่มีข้อจำกัด เกี่ยวกับเรื่องน้ำดื่ม ให้ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2,000 มิลลิลิตร กระตุ้นให้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ กระทิงแดง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแก๊สมาก เช่น น้ำอัดลม งดกิจกรรมต่างๆ หลังอาหาร เช่น ออกกำลังกาย พร้อมทั้งงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ผสมอยู่ เช่น เหล้า เบียร์ ให้ยาแอสไพรินตามแผนการรักษา บันทึกสัญญาณชีพจรทุก 15 นาที ในระยะวิกฤตและทุก 4 ชั่วโมง เมื่ออาการคงที่ บันทึกปริมาตรของปัสสาวะทุกชั่วโมง สังเกตอาการใจสั่น หน้ามืด เป็นลม ลักษณะของอาการเจ็บหน้าอก หากมีอาการเจ็บหน้าอกแพทย์จะให้เจาะเลือดหาระดับเอนไซม์ของกล้ามเนื้อหัวใจติดต่อกัน 3 วันตามแผนการรักษา แนะนำให้รับประทานยาตามแผนการรักษาอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น เครื่องในสัตว์ โดยเฉพาะสมองหนังเป็ด หนังไก่ ปลาหมึก เป็นต้น หลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ เพราะมีไขมันอิ่มตัวสูง อาหารที่มีเกลือมากเกินไปหรือมีรสเค็มและรสเผ็ดจัด ไม่รับประทานอาหารที่ย่อยยาก อาหารควรเป็นเนื้อสัตว์ที่มีไขมันน้อย เช่น เนื้อปลา รับประทานผักให้มากขึ้น รับประทานผลไม้แทนขนมหวาน และควรเป็นอาหารอ่อน ย่อยง่าย โดยรับประทานพออิ่มหรือทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง รับประทานช้าๆ และพักผ่อนหลังอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง ควรนอนหลับอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมงในเวลากลางคืน และนอนเวลากลางวันอีก 1 ชั่วโมง งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดและอารมณ์รุนแรง เช่น การอยู่ในสถานที่ที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด การขึ้นไปบนที่สูง ตื่นเต้น ตกใจ โกรธ เสียใจ เป็นต้น หากจำเป็นต้องเผชิญภาวะดังกล่าวให้อมยาไนโตรกลีเซอรีน ใต้ลิ้น 1 เม็ดก่อน ควรออกกำลังกายด้วยการเดิน ว่ายน้ำ ในระดับที่เกิดอาการเจ็บหน้าอก โดยเริ่มทำน้อยๆ และช้าๆ ก่อน แนะนำให้ผู้ป่วยมาตรวจตามนัด และสังเกตอาการที่ผิดปกติ ถ้ามีต้องรีบมาพบแพทย์ทันที

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "คู่มือร้านยาเล่ม 1 ความรู้เรื่องยาเบื้องต้น และแนวทางการซักถามเพื่อให้การรักษาขั้นต้น" เรียบเรียงโดยเภสัชกรหญิงจิรัชฌา อุดมชัยสกุล วิทยากรอบรมหลักสูตรผู้ช่วยเภสัชกรร้านยา จากสำนักพิมพ์ศิษฏิกร

 

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

เบาหวานขึ้นตามีวิธีรักษาอย่างไรบ้างค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ทำไมหนูปวดเมื่อยตรงสะบักมักจะปวดหัวทุกที
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ความดันสูงมีสิทธิ์หายขาดมั้ยคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ปวดหัวไมเกรนปวดมากๆเส้นเลือดในสมองจะแตกมั๊ยคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่