ภาวะความดันเลือดสูง (Hypertension; HT)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 23, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 720,634 คน

ภาวะความดันเลือดสูง (Hypertension; HT)

 

ความหมาย ความดันเลือดขณะหัวใจบีบตัว (Systolic blood pressure: SBP) เท่ากับหรือมากกว่า 140 มม.ปรอท หรือความดันเลือดขณะหัวใจคลายตัว (Diastolic blood pressure; DBP) เท่ากับหรือมากกว่า 90 มม.ปรอท

สาเหตุ เกิดจากพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ความดันเลือดสูงปฐมภูมิ (Primary HT) มักเกิดจากพฤติกรรมสุขภาพไม่เหมาะสม แต่ความดันเลือดสูงทุติยภูมิ (Secondary HT) มักเกิดจากโรคประจำตัวที่เป็นมาก่อน ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจแข็ง คือ ไขมันสูง อ้วน เบาหวาน Metabolic syndrome และอยู่ในท่านั่งนาน ๆ

พยาธิสรีรภาพ ในระยะแรกผู้ป่วยที่มีความดันเลือดสูงจะไม่มีอาการ แต่อาจพบมีความดันเลือดสูงเป็นครั้งคราว เนื่องจากพยาธิสภาพจะเกิดกับหลอดเลือดในหัวใจ ไต สมอง และตาอย่างช้า ๆ โดยหลอดเลือดขนาดใหญ่ เช่น เอออร์ตา หลอดเลือดแดงโคโรนารี เป็นต้น มีไขมันมาเกาะทำให้ผนังชั้นในตีบแคบ และเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลดลง หลอดเลือดอาจฉีกขาดทำให้มีเลือดออก

1. ความดันเลือดสูงปฐมภูมิ หรือความดันเลือดสูงชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด (Essential หรือ Primary hypertension) พบมากกว่าร้อยละ 90 เกิดจากเลือดไปปะทะกับผนังของหลอดเลือด การควบคุมความดันเลือดเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน โดยขึ้นอยู่กับการควบคุมของไตและระบบประสาท โดยไตควบคุมการคั่งของน้ำ และโซเดียม ส่วนระบบประสาทควบคุมความตึงตัวของหลอดเลือด ตามปกติความดันเลือดในหลอดเลือดแดง (Arterial blood pressure: ABP หรือ BP) เกิดจากความต้านทานปลายทางรวมของหลอดเลือด (Total peripheral resistance; TPR) และปริมาตรเลือดที่หัวใจบีบออกจากหัวใจต่อนาที (Cardiac output; CO) CO เพิ่มขึ้นเมื่ออัตราการเต้นของหัวใจในหนึ่งนาที (Heart rate: R) และปริมาตรเลือดที่หัวใจบีบออกมาในแต่ละครั้ง (Stroke volume: SV) หรือทั้งสองอย่าง ความต้านทานปลายทางของหลอดเลือดเพิ่มขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น ความหนืดของเลือดเพิ่มขึ้น ขนาดของหลอดเลือด เป็นต้น หากหลอดเลือดหดตัวจะทำให้ความต้านทานของหลอดเลือดสูง หัวใจต้องบีบตัวแรงขึ้นเพื่อให้เลือดไหลผ่านไปได้ ส่งผลให้ความดันเลือดสูงขึ้น หากหลอดเลือดขยายความต้านทานของหลอดเลือดจะลดลง และความดันเลือดจะลดลงตามไปด้วย ดังสมการ ต่อไปนี้

  • BP = CO x TPR
  • CO = SV x HR

การหดตัวหรือขยายตัวของหลอดเลือดส่วนปลายจะควบคุมโดยระบบประสาทซิมพาเทติกและระบบเรนินแองจิโอเทนซิน เมื่อระบบประสาทซิมพาเทติกถูกกระตุ้นจะมีการหลั่งสารแคทีโคลามีน เช่น อิพิเนฟริน นอร์อิพิเนฟริน เป็นต้น ซึ่งจะไปกระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวมากขึ้น ปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจและแรงบีบตัวของหัวใจห้องล่างเพิ่มขึ้น ส่วนระบบ เรนินแองจิโอเทนซินนั้น เรนินเป็นเอนไซม์ที่สร้างมาจากไตจะเปลี่ยนแองจีโอเทนซินซึ่งสร้างมาจากตับให้เป็นเองจิโอเทนซิน 1 และจะถูกเปลี่ยนเป็นแองจิโอเทนซิน 2 โดยเอนไซม์ทำให้หลอดเลือดหดตัวและควบคุมการหลั่งอัลโดสเตอโรน หากมีการกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก แองจิโอเทนซิน 2 จะยับยั้งการขับโซเดียมออก ซึ่งความดันเลือดสูง ส่วนการหลังเรนิน ออกมามากจะทำให้ความต้านทานปลายทางรวมของหลอดเลือดสูงขึ้นจากปอด ซีงแองจิโอเทนซิน 2 นี้มีฤทธิ์

2. ความดันเลือดสูงทุติยภูมิ หรือความดันเลือดสูงชนิดที่ทราบสาเหตุ (secondary hypertension) เกิดจากความผิดปกติหรือโรคที่ทำให้มีการหลั่งแคทีโคลามีนและเรนินเพิ่มขึ้น รวมถึงโรคที่ทำให้น้ำาและโซเดียมคั่งในร่างกายมากขึ้น ความผิดปกติที่สำคัญซึ่งมีผลทำให้ความดันเลือดสูง มีดังนี้

2.1 ความผิดปกติที่ไต เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความดันเลือดสูงทุติยภูมิมิมากที่สุดพบมากในเด็ก พยาธิสภาพของโรคจะไปกระตุ้นการทำงานของระบบเรนินแองจิโอเทนซินและอัลโดสเตอโรน มีผลทำให้เกิดการคั่งของน้ำและโซเดียมเพิ่มขึ้น เช่น การตีบของหลอดเลือดแดงที่ไต เนื้องอกที่ไต (Wilms' tumor) การอักเสบที่ไต(Glomerulonephritis) เป็นต้น

2.2 ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ มีดังนี้

  • ความผิดปกติของต่อมหมวกไต ทำให้เกิดความดันเลือดสูงทุติยภูมิได้ จากมีการผลิตอัลโดสเตอโรนคอร์ติซอล และแคทีโคลามีน มากเกินไป โรคเนื้องอกของต่อมหมวกไต (Primary aldosterone) ทำให้ความดันเลือดสูงเนื่องจากส่วนคอร์เท็กซ์ของต่อมหมวกไตจะมีการหลั่งอันโดสเตอโรนออกมามากทำให้โซเดียมคั่ง พลาสมามีปริมาตรเพิ่มขึ้น นอกจากนี้โรค Cushing’s syndrome ก็ทำให้ความดันเลือดสูง เนื่องจากคอร์ติซอลที่หลั่งออกมาจากต่อมหมวกไตส่วนคอเท็กซ์ทำให้โซเดียมคั่ง แองจิโอเทนซิน 2 เพิ่มขึ้น และเกิดการตอบสนองของหลอดเลือดต่ออิพิเนฟริน สวนโรคเนื้องอกของต่อมหมวกไตส่วนเมดัลลา (Pheochromocytoma) ทำให้ความดันเลือดสูงชนิดร้ายแรง เพราะมีการหลั่งอิพิเนฟรินและนอร์อิพิเนฟรินออกมามากเกินไป ทำให้หลอดเลือดหดตัว
  • ความผิดปกติของต่อมพาราไทรอยด์ เช่น โรคร่างกายสูงใหญ่ไม่สมส่วน (Acromegaly) ทำให้มีอัลโดสเตอโรนมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้มีการคั่งของน้ำและโซเดียม
  • ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ เช่น โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยหรือมากเกินไป (Hypothyroidism หรือ Hyperthyroidism)
  • ความผิดปกติของระบบประสาท เช่น ภาวะที่มีเลือดออกในสมอง (Intracranial hemorrhage) ทำให้มีความดันในสมองเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุให้มีความดันเลือดสูงขึ้น

2.4 การใช้ยาหรือสารเคมีบางชนิด เช่น Sympathomimetics amines, Glucocorticoids, Cyclosporin, Amphetamine, Non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) เอสโตรเจน เป็นต้น

2.5 การตั้งครรภ์ผิดปกติ เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ (Toxemia of pregnancy)

อาการ ความดันเลือดสูงปฐมภูมิอาจไม่มีอาการ จึงเรียกว่า “Silent killer” หรือมีอาการที่พบบ่อยที่สุด คือ ปวดศีรษะโดยเฉพาะบริเวณท้ายทอย อากาศอื่นๆ เช่น เลือดกำเดาออก ปวดศีรษะข้างเดียว เวียนศีรษะ มึนงง เหนื่อยง่าย เป็นลม ส่วนความดันเลือดสูงทุติยภูมิอาจมีอาการปัสสาวะมาก กระหายน้ำบ่อย กล้ามเนื้ออ่อนแรงจากภาวะโปแตสเซียมในเลือดต่ำ จากโรค เนื้องอกของต่อมหมวกไตหรือน้ำหนักเพิ่มขึ้น มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงในโรค Cushing’s syndrome ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคเนื้องอกต่อมหมวกไต (Pheochromocytoma) จะมีความดันเลือดสูงเพราะมีเนื้องอกที่ Adrenal medulla ทำให้มีการหลั่ง Adrenaline และ Nordrenaline ออกมาในกระแสเลือดมากกว่าปกติ จะมีอาการปวดศีรษะ ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออกมาก เวียนศีรษะหรือความดันตกในท่ายืนหรือเมื่อเปลี่ยนท่าและอาจเป็นลมหมดสติ

การวินิจฉัยโรค มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นความดันเลือดสูง เบาหวาน โรคหัวใจ และหลอดเลือดวัดความดันเลือดได้เท่ากับหรือมากกว่า 140/90 มม. ปรอทตรวจพบมีความผิดปกติของจอภาพตา หลอดเลือดดำที่คอโป่งตึง ต่อมไทรอยด์โต อาจพบเสียงฟู่ที่หัวใจ ตรวจดูหน้าที่ของไตอาจพบว่าผิดปกติ ตรวจเลือดพบคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์สูง ถ่ายภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray) ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ตรวจอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed tomography scan; CT scan) ในผู้ป่วย Cushing’s syndrome จะพบลักษณะเฉพาะ คือ ใบหน้ากลม ขนดก หน้าท้องลาย (Abdominal striae) ในผู้ป่วย Pheochromecytoma เมื่อตรวจ VMA (Vanilyl mandelic acid) จะเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ

การรักษา ความดันเลือดชนิดทราบสาเหตุต้องรักษาโดยแก้ที่สาเหตุ เช่น การทำผ่าตัด หรือหยุดใช้ยาที่เป็นสาเหตุทำให้ความดันเลือดสูง แต่ถ้าเป็นโรคไตวายเรื้อรังไม่สามารถรักษาให้หายได้ จะต้องควบคุมความดันเลือดด้วยยาลดความดันเลือดไปตลอดส่วนความดันเลือดสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุจะต้องรักษาโดยลดความดันเลือดให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอท ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยและการตายที่จะเกิดจากภาวะความดันเลือดสูง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary heart disease) ภาวะหัวใจวาย เลือดคั่ง (Congestive heart failure) หัวใจห้องล่างซ้ายโต (Left ventricular hypertrophy) ไตเสียหน้าที่ (Renal dysfunction) หรือหากผู้ป่วยที่มีเบาหวานหรือไตเสื่อมสภาพร่วมด้วย ควรลดความดันเลือดให้ต่ำกว่า 130/85 มม.ปรอท และควบคุมระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ การรักษาความดันเลือดสูง มี 2 ชนิดคือ รักษาโดยไม่ใช้ยาหรือโดยการปรับวิถีการดำเนินชีวิต (Lifestyle modification) เช่น ควบคุมน้ำหนักหากมีน้ำหนักเกิน หรือลดดัชนีมวลกาย (Body mass index; BMI) ให้ได้ 18.5-24.9 กิโลกรัม/เมตร2 รับประทานผักผลไม้ ลดอาหารไขมัน ลดอาหารที่มีโซเดียม (น้อยกว่า 2.4 กรัม/วัน) ออกกำลังกายอย่างน้อย 30-45 นาที/วัน  หลายๆ วันในแต่ละสัปดาห์ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และรักษาโดยใช้ยาลดความดันเลือด ยาขับปัสสาวะ และรักษาโรคประจำตัวที่เป็นสาเหตุของความดันเลือดสูง งดสูบบุหรี่ และลดภาวะเครียด

การพยาบาล ดูแลให้ผู้ป่วยมีความสุขสบาย และหายจากอาการปวดศีรษะ โดยให้พักผ่อนให้เพียงพอ ให้ยาลดความดันเลือดและติดตามผลข้างเคียงของยา ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากยาลดความดันเลือด โดยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนท่าการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้าๆ และหลีกเลี่ยงอากาศร้อน สอนให้ผู้ป่วยวัดความดันเลือดด้วยตนเอง ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยหมั่นวัดความดันเลือดอยู่เสมอ เปลี่ยนสุขนิสัยในการรับประทานอาหาร หมั่นออกกำลังกาย กระตุ้นให้ผู้ป่วยลดน้ำหนักเพื่อป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลว งดสูบบุหรี่ รวมทั้งดูแลให้ผู้ป่วยคลายความวิตกกังวลและคลายเครียด เน้นให้ผู้ป่วยทราบว่า ความดันเลือดสูงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมได้ ติดตามผลการตรวจเลือดหา Electrolytes, BUN, Creatinine, Lipid profile และการตรวจโปรตีนในปัสสาวะ ให้ความรู้ผู้ป่วยและครอบครัวเกี่ยวกับยา การมาตรวจตามนัด การลดกิจกรรม การงดสูบบุหรี่ การลดการดื่มสุรา และการลดอาหารที่มีโซเดียม

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "คู่มือร้านยาเล่ม 1 ความรู้เรื่องยาเบื้องต้น และแนวทางการซักถามเพื่อให้การรักษาขั้นต้น" เรียบเรียงโดยเภสัชกรหญิงจิรัชฌา อุดมชัยสกุล วิทยากรอบรมหลักสูตรผู้ช่วยเภสัชกรร้านยา จากสำนักพิมพ์ศิษฏิกร

 

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

เบาหวานขึ้นตามีวิธีรักษาอย่างไรบ้างค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ทำไมหนูปวดเมื่อยตรงสะบักมักจะปวดหัวทุกที
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ความดันสูงมีสิทธิ์หายขาดมั้ยคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ปวดหัวไมเกรนปวดมากๆเส้นเลือดในสมองจะแตกมั๊ยคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่