ภาวะหัวใจล้มเหลว (Congestive heart failure; CHF)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 23, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที

ความหมาย เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ได้เพียงพอกับความต้องการในการเผาผลาญ

สาเหตุ เกิดจากหลอดเลือดแดงโคโรนารีตีบ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจตาย มีน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ มีความผิดปกติของกล้ามเนี้อหัวใจ (Cardiomyopathy) มีการติดเชื้อที่กล้ามเนื้อหัวใจ มีความดันเลือดสูง ลิ้นหัวใจเอออร์ติกหรือพัลโมนิกตีบ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ผนังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างหนาตัวขึ้น ลิ้นหัวใจไมตรัลหรือไตรคัสปิดหรือเอออร์ติกรั่ว หัวใจเต้นผิดจังหวะได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดมากเกินไป ภาวะไตวาย ภาวะเลือดจาง มีการติดเชื้อต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ (Hyperthyroidism) มีเนื้องอกของต่อมหมวกไตส่วนเมดัลลา (Pheochromocytoma) การตั้งครรภ์ ภาวะขาดวิตามินบี 1

พยาธิสรีรภาพ หัวใจล้มเหลว แบ่งเป็น หัวใจข้างช้ายล้มเหลว (Left-sided heart failure) และหัวใจข้างขวาล้มเหลว (Right-sided heart failure) หัวใจข้างซ้ายบีบเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย (Systemic circulation) ในขณะที่หัวใจขางขวาบีบตัวส่งเลือดไปฟอกที่ปอด (Pulmonary circulation) ถึงแม้ว่าหัวใจล้มเหลวทั้ง 2 ข้าง มีสาเหตุและกลไกการเกิดต่างกัน แต่เมื่อหัวใจข้างใดข้างหนึ่งล้มเหลวก็จะทำให้หัวใจอีกข้างหนึ่งวายตามไปด้วย เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างติดต่อกัน และทั้งสองข้างมีผนังร่วมกัน คือ Interventricular septum พยาธิสรีรภาพของหัวใจล้มเหลว มีดังนี้

หัวใจข้างช้ายล้มเหลว เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างชายบีบตัวลดลงส่วนใหญ่เกิดจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย ทำให้เนี้อเยื่อของร่างกายได้รับเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ ในระยะแรกทำใจจะปรับตัวโดยระบบประสาทซิมพาเทติกจะทำงานเพิ่มขึ้น โดยช่วยกระตุ้นให้ระบบเรนิน-แองลิโอเทนซินทำหน้าที่เพิ่มขึ้น และหัวใจมีขนาดเพิ่มขึ้น หากยังคงมีพยาธิสภาพของโรคดำเนินต่อไปจะทำให้กลไกการปรับตัวชดเชยล้มเหลวทำให้เนื้อเยื่อของอวัยวะต่าง ๆ ได้รับเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ ผู้ป่วยจะมีอาการผิดปกติทั้งในระบบหัวใจและหลอดเลือด สมอง กล้ามเนื้อ และระบบปัสสาวะ เมื่อหัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัวลดลง จะทำให้ปริมาตรเลือดที่ออกจากหัวใจลดลง จะส่งผลให้เลือดเหลือค้างในหัวใจห้องล่างช้ายมากขึ้น ความดันเลือดในหัวใจห้องล่างซ้ายจึงสูงขึ้น ดังนั้นหัวใจห้องบนซ้ายจึงบีบเลือดส่งมายังหัวใจห้องล่างช้ายน้อยลง ปริมาตรเลือดและความดันเลือดในหัวใจห้องบนซ้ายจึงสูงขึ้นเรื่อย ๆ เลือดจากปอดที่ฟอกแล้วก็จะไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนชายได้น้อยลง เป็นผลให้ความดันเลือดในหลอดเลือดฝอยที่ปอดสูงขึ้น เมื่อแรงดันของของเหลวในหลอดเลือดฝอยที่ปอดสูงขึ้น ทำให้ของเหลวออกจากหลอดเลือดฝอยที่ปอดเข้าสู่ถุงลม ทำให้ผู้ป่วยมีภาวะน้ำท่วมปอด หอบเหนื่อย ไอ และเขียว

หัวใจข้างขวาล้มเหลว เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างขวาไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปฟอกที่ปอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมักเกิดจากแรงดันในหลอดเลือดฝอยที่ปอดสูงขึ้นและกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างขวาตาย ภาวะหัวใจข้างขวาล้มเหลวมักเกิดภายหลังจากหัวใจห้องล่างซ้ายล้มเหลว เมื่อหัวใจห้องล่างขวาบีบตัวลดลงจะทำให้เลือดที่ส่งไปฟอกที่ปอดลดลง และเลือดจากปอดจะส่งไปยังหัวใจห้องล่างช้ายลดน้อยลง ส่งผลให้ปริมาตรเลือดที่หัวใจบีบออกไปเลี้ยงร่างกายลดลงด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการผิดปกติทั้งในระบบหัวใจและหลอดเลือด สมอง กล้ามเนื้อ และระบบปัสสาวะ เช่นเดียวกับหัวใจห้องล่างซ้ายล้มเหลว เมื่อหัวใจห้องล่างขวาบีบตัวลดลง ทำให้ปริมาตรเลือดค้างในหัวใจห้องล่างขวามากขึ้น ส่งผลให้ความดันในหัวใจห้องล่างขวาเพิ่มขึ้น และในที่สุดจะมีผลกระทบต่อการไหลเวียนของเลือดดำทั่วร่างกาย เนื่องจากมีภาวะน้ำคั่ง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการบวม ตับและม้ามโต ลำไส้บวมจนมีอาการจุกแน่นได้ชายโครง มีอาการเบื่ออาหาร ท้องมาน หลอดเลือดดำ ที่คอโป่งพอง และปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน (Noctuna)

อาการ

หัวใจข้างซ้ายล้มเหลว มีอาการหัวใจเต้นเร็ว การเต้นของชีพจรเบาบ้างแรงบ้างสลับกัน (Pulsus altemans) ผิวหน้าเย็นและชื้นเนื่องจากหลอดเลือดหดตัว ความดันซิสโตลิกลดลง แต่ความดันไดแอสโตลิกสูงขึ้น ฟังหัวใจได้ยินเสียงสาม (S) หรือเสียงคล้ายม้าควบ (Gallop rhythm) จะได้ยินชัดเจนบริเวณลิ้นไมตรัล เสียงนี้เกิดจาก เช่น กระสับกระส่าย สับสน ความจำเสื่อม ฝันร้าย วิตกกังวล นอนไม่หลับ งุนงง เป็นลม หมดสติ เป็นต้น มีอาการเหนื่อยล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ อาการที่แสดงออกแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ

  • ระดับที่ 1 ไม่มีอาการผิดปกติ ทนต่อการทำกิจกรรมของร่างกายในแต่ละวันได้ดี
  • ระดับที่ 2 สุขสบายเมื่อพัก แต่ถ้ามีกิจกรรมตามปกติจะเกิดอาการของภาวะหัวใจวาย
  • ระดับที่ 3 สุขสบายเมื่อพัก แต่ถ้ามีกิจกรรมตามปกติเพียงเล็กน้อยจะเกิดอาการของภาวะหัวใจวาย
  • ระดับที่ 4 แม้ขณะพักก็มีอาการของภาวะล้มเหลว มีปัสสาวะออกน้อย (oliguria) มีอาการเหนื่อยง่ายเมื่อออกแรง (Dyspnea on exertion) หอบในท่านอนราบ (Orthopnea) หอบเป็นพักๆ ช่วงกลางคืน (Paroxysmal nocturnal dyspnea; PND) อาจมีอาการหายใจแบบเชนสโต๊ก (Cheyne-Stokes respiration) ซึ่งเป็นลักษณะการหายใจช้าแล้วหายใจเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นจึงค่อยๆช้าลงจนหยุดหายใจชั่วครู่แล้วเริ่มหายใจใหม่ มีภาวะปอดบวมน้ำ (Pulmonary edema) ทำให้มีอาการหอบเหนื่อยร่วมกับมีเสมหะเป็นฟองสีชมพู ฟังเสียงหายใจ (Creptation) ชัดเจน มีอาการได้ยินเสียงหวีด (wheeze) และเสียงกรอบแกรบ ไออาจมีเลือดปน อาจมีอาการเขียวคล้ำ

หัวใจข้างขวาล้มเหลว มีอาการหัวใจเต้นเร็ว การเต้นของชีพจรเบาบ้างแรงบ้างสลับกัน (Pulsus alternans) ผิวหนังเย็นและชื้นเนื่องจากหลอดเลือดหดตัว ความดันซิสโตลิกลดลังแต่ความดันไดแอสโตลิกสูงขึ้น ฟังหัวใจได้ยินเสียงสาม (s) หรือเสียงคล้ายม้าควบ (Gallop rhythm) จะได้ยินชัดเจนบริเวณลิ้นไมตรัล เสียงนี้เกิดจากมีแรงต้านขณะเลือดถูกส่งเข้าสู่ใจห้องล่าง ผู้ปว่ยจะมีอาการทางสมอง เช่น กระสับกระส่าย สับสน ความจำเสื่อม ฝันร้าย วิตกกังวล นอนไม่หลับ งุนงง เป็นลม หมดสติ เป็นต้น มีอาการเหนื่อยล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ มีปัสสาวะออกน้อย (Olguna) มีอาการบวมตับโต ม้ามโต ลำไส้บวม มีอาการแน่นจุกเสียดบริเวณใต้ชายโครงหรือลิ้นปี เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องมาน หลอดเลือดดำที่คอโป่งพอง (Neck vein engorged) ปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน

การวินิจฉัยโรค มีประวัติหอบเหนื่อย มีการเจ็บป่วยที่ชักนำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ความดันเลือดสูง โรคลิ้นหัวใจ ไข้รูมาติก ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ การตั้งครรภ์ ภาวะโลหิตจาง การติดเชื้อในปอดเป็นต้น ตรวจร่างกาย พบทำใจเต้นเร็ว แรงดันชีพจร (Pulse pressure) แคบ ความดันเลือดต่ำ ชีพจรเบา ความดันในหลอดเลือดฝอยปอด (PCWP) สูงกว่าปกติ (PCWP) ค่าปกติ 8-12 มม.ปรอท) ความดันเลือดส่วนกลาง (CVP) สูงกว่าปกติ (CVP ค่าปกติ 8-12 เซนติเมตรน้ำ) หลอดเลือดดำที่คอโป่งพอง ฟังเสียงหัวใจได้เสียงม้าควบ และมีภาวะเขียว มีอาการงุนงง เฉื่อยชาสับสน ระดับการรู้สึกตัวลดลง หมดสติ มีอาการหายใจลำบาก เหนื่อยหอบนอนราบไม่ได้ หายใจลำบากในตอนกลางคืน (Paroxysmal nocturnal dyspnea and orthopnea) ไอแห้ง ๆ มีเสียงหวีด ไอเป็นเลือด อ่อนเพลีย ฟังปอดได้ยินเสียงกรอบแกรบ ปัสสาวะออกน้อยลง มีภาวะบวม เหนื่อยไม่สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ การตรวจทางภาพรังสีจะพบเงาที่บในปอด หัวใจโต อาจพบตับโด ตรวจเลือดพบฮมาโตคโดต่ำ ยูเรีย ไนโตรเจนและครีอะตินินสูงขึ้น คลอไรด์ลดลง โปแตสเซียมสูงขึ้น ตรวจพบหน้าที่ของไทรอยด์และตับวัด CVP, PCWP จะพบว่ามีระดับสูงกว่าปกติ

การรักษา ให้O2 ให้ยากลุ่มดิจิทาลิส เช่น Digoxin, Quinidine Verapamil Arnodarone เป็นต้น อาจให้ Dopamine, Dobutamine ให้ยาขับปัสสาวะให้ยาขยายหลอดเลือดดำ เช่น Nitroglycerin. Isosorbide dinitrate ให้ยาขยายหลอดเลือดแดงฝอยเช่น Hydralazine ให้ยาที่ขยายได้ทั้งหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ เช่น Sodium nitroprusside ให้ยาเพื่อยั้บยั้งการทำงานของ Angiotensin-converting enzymes เช่น Captopril. Enalapril ใช้อุปกรณ์เพิ่มปริมาตรเลือดที่ออกจากหัวใจ เช่น Intra-aortic balloon pump (IABP), Ventricular assist devices (VAD)เป็นต้น การรักษาอื่น ๆ เช่น จำกัดเกลือในอาหารให้เหลือเพียง 2 กรัมต่อวัน รับประทานอาหารที่มีโปแตสเซียมสูง อาจจำกัดน้ำให้ไม่เกิน 1,000 มิลลิลิตรต่อวัน จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าศีรษะสูง (High Fowler's position) หรือนั่งบนเก้าอี้และห้อยขาลง ห้ามยกเท้าสูงแม้จะมีขาบวมเนื่องจากจะทำให้เลือดไหลกลับสู่หัวใจมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ให้ผู้ป่วยพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจอาจให้ยานอนหลับขนาดต่ำ ๆ บางรายอาจรักษาโดยการผ่าตัด เช่น การเปลี่ยนหรือซ่อมแซมลิ้นหัวใจ การผ่าตัดช่อมแซมผนังหัวใจห้องล่างที่โป่งพอง

การพยาบาล ให้ยาเพิ่มประสิทธิภาพในการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ เช่น ดิจิทาลิส โดปามีน ให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนเพียงพอโดยจัดให้ผู้ป่วยนอนท่าศีรษะสูงหรือ หนังฟุบบนโต๊ะคร่อมเตียงหรือนั่งห้อยขา ให้ผู้ป่วยพักผ่อนให่เพียงพอ โดยจัดสิ่งแวดล้อมให้เงียบสงบและสบาย ให้ออกซิเจนแคนูลาทางจมูก 2-6 ลิตร กระตุ้นให้ผู้ป่วยไอและหายใจลึกๆ ให้เปลี่ยนท่าและพลิกตะแคงตัวบ่อย ๆ งอเข่าและข้อเท้าทุกชั่วโมงเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น จัดให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารมื้อละน้อย ให้พักหลังอาหาร และงดกาแฟให้ยาขยายหลอดเลือด และแนะนำให้เปลี่ยนท่าการเคลื่อนไหวร่างกายให้ช้า ๆ ให้ยาขับปัสสาวะตามแผนการรักษา เช่น Furosemide, Hydrochlorothiazide ควรให้เวลาเช้าและกลางวัน จำกัดน้ำ จำกัดเกลือโซเดียม (น้ำปลา ซีอิ๊ว ปลาร้า ปลาจ่อม เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ ปลาเค็ม ผงชูรส ของหมักดอง ของสำเร็จรูป อาหารที่ใส่ผงฟู จำกัดการเยี่ยมจากบุคคลอื่น ให้ผู้ป่วยนอนหลับอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน โดยสร้างบรรยากาศให้เงียบสงบ หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่ายอุจจาระเมื่อมีท้องผูกแพทย์มักจะให้ยาระบายหรือยาหล่อลื่น หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม งดดื่มแอลกอฮอล์

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "คู่มือร้านยาเล่ม 1 ความรู้เรื่องยาเบื้องต้น และแนวทางการซักถามเพื่อให้การรักษาขั้นต้น" เรียบเรียงโดยเภสัชกรหญิงจิรัชฌา อุดมชัยสกุล วิทยากรอบรมหลักสูตรผู้ช่วยเภสัชกรร้านยา จากสำนักพิมพ์ศิษฏิกร

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

เบาหวานขึ้นตามีวิธีรักษาอย่างไรบ้างค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ทำไมหนูปวดเมื่อยตรงสะบักมักจะปวดหัวทุกที
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ความดันสูงมีสิทธิ์หายขาดมั้ยคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ปวดหัวไมเกรนปวดมากๆเส้นเลือดในสมองจะแตกมั๊ยคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่