โรคลำไส้อักเสบจากเชื้อพาร์โวไวรัสในลูกสุนัข

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 27, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที

หากเจ้าของคนใด ไปซื้อลูกสุนัข (หรือแมว) จากแหล่งที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างดี หรือไม่มีการรับรองมาตรฐาน มักจะพบว่าพอนำมาเลี้ยงได้ไม่กี่วัน ก็มักจะพบอาการ ซึม อาเจียน ท้องเสียเป็นเลือด ใช่แล้วล่ะ ตอนนี้สัตว์เลี้ยงของคุณเข้าสู่อาการน่าของโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่มที่ทำให้เกิดลำไส้อักเสบ (canine viral enteritis; CVE) โดยขึ้นชื่อว่าไวรัสก็ต้องมีการติดต่อจากสัตว์สู่สัตว์แน่นอน (แต่ไวรัสนี้ไม่ติดสู่คนนะ) โดยเชื้อที่มีความสำคัญอย่างมากก็คือเชื้อพาร์โวไวรัส (parvovirus) ซึ่งก่อโรครุนแรงและทนต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้แพร่ระบาดได้นาน ส่วนเชื้ออื่นๆได้แก่ coronavirus หรือ rotavirus เป็นต้น การติดต่อส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสโดยตรง กับเชื้อในอุจจจาระ แต่อย่างที่ได้กล่าวแล้วว่า parvovirus มีความทนในสิ่งแวดล้อมมาก สามารถติดต่อทางอ้อมโดยมากับเสื้อผ้าหรือรองเท้าของเจ้าของก็เป็นได้

อาการที่สำคัญ

เชื้อ parvovirus สามารถก่อให้เกิดอาการ หลักๆ 2 ระบบ อย่างแรกคือทางเดินอาหาร  ได้แก่ การอาเจียน ท้องเสียเป็นเลือด เนื่องจากไวรัสจะไปทำลายเซลล์ของผนังลำไส้ให้หลุดลอก การดูดซึมสารอาหารไม่ดี ทำให้ซูบผอม มีอาการแห้งน้ำ ซึมและอ่อนเพลีย และจะปวดเกร็งท้องเมื่อคลำ ส่วนใหญ่มักเกิดในลูกสุนัขอายุ 6 สัปดาห์ – 6 เดือน ส่วนอีกรูปแบบนึงคือ อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจในลูกสุนัขแรกคลอดได้ ซึ่งอย่างหลังส่วนใหญ่แล้วจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

การตรวจวินิจฉัย

ส่วนใหญ่สัตวแพทย์จะเริ่มต้นจากการตรวจอุจจาระ เพื่อแยะแยะถึงการติดเชื้ออื่นๆ เช่น แบคทีเรีย หรือพยาธิ แต่ก็จะแบ่งอุจจาระบางส่วนมาตรวจในชุดตรวจ ซึ่งมักจะใช้ตรวจหาทั้ง coronavirus และ parvovirus  หากชุดตรวจเป็นผลบวก ก็แสดงถึงการ “ติดเชื้อ” แน่นอน สัตวแพทย์อาจทำการตรวจเลือดเพื่อวิเคราะห์ค่าความเป็น กรด-ด่าง รวมมถึงดูการติดเชื้อแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เป็นต้น

การรักษา

โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในสัตว์เป็นโรคที่ “ไม่มียารักษาโดยตรง” ส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาตามอาการเป็นหลัก เช่น การให้ยาลดอาเจียน ยาลดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน การเสริมสารน้ำและแร่ธาตุ รวมถึงการใช้ยาช่วย “กระตุ้นภูมิคุ้มกัน” เนื่องจากการรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส จำเป็นจะต้องให้ภูมิคุ้มกันของน้องหมาแข็งแรงและจัดการกับเชื้อเอง ดังนั้นหากสุนัขยิ่งเด็กมาก ภูมิคุ้มกันยังไม่ดี ก็มักจะพบว่าโอกาสรอดชีวิตน้อย แต่หากได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี โอกาสรอดชีวิตอาจสูงถึง 70%

การดูแลและจัดการ

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการ “ป้องกัน” ไม่ให้สุนัขมีการติดเชื้อไวรัส นั้นสำคัญกว่า โดยเราสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ตั้งแต่อายุ 8-9 สัปดาห์ และกระตุ้นไปเรื่อยๆจนอายุ 16 สัปดาห์ จากนั้นควรฉีดวัคซีนซ้ำในปีถัดมาและกระตุ้นซ้ำทุกสามปี ส่วนในรายที่พบว่าเกิดการติดเชื้อไปแล้ว เนื่องจากเชื้อมีความคงทนในสิ่งแวดล้อมมาก แนะนำให้ใช้ยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของ sodium hypochlorite ทำความสะอาดทั้งหมดรวมถึงพ่นตามเสื้อผ้าและมือของเจ้าของเอง เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่ไปยังตัวอื่นในบ้าน รวมถึงแพร่ออกไปยังสิ่งแวดล้อมด้วย

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ