โรคหัดสุนัขคืออะไร

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 16, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 798,033 คน

โรคหัดสุนัขเป็นโรคติดต่อที่ความรุนแรงอย่างมาก เพราะไม่ได้ติดต่อเพียงเฉพาะในสุนัข แต่ยังสามารถติดต่อไปยังสัตว์ในกลุ่ม canine อื่นๆอีก เช่น แรคคูน สกั๊งค์ สุนัขจิ้งจอก แต่โชคดีที่เราไม่ได้เจอสัตว์เหล่านี้ในธรรมชาติบ้านเราเท่าใดนัก แต่สัตว์เลี้ยงพิเศษอย่างเฟอร์เรต (ferret) ก็เป็นตัวนำโรคได้เช่นกัน ไวรัสชนิดนี้เป็นไวรัสในกลุ่ม paramyxovirus ซึ่งมีความทนทานในสิ่งแวดล้อมมากเป็นพิเศษ จึงเป็นอันตรายต่อบ้าน ฟาร์ม หรือศูนย์ที่มีการเลี้ยงสุนัขปริมาณมาก ซึ่งสามารถติดต่อได้อย่างง่าย โดยเฉพาะในลูกสุนัข เพียงแค่จามหรือสัมผัสสิ่งคัดหลั่งโดยตรง หรือทางอ้อมเช่นเสื้อผ้าของผู้เลี้ยงหรือที่นอนของใช้ที่ใช้ร่วมกัน เป็นต้น

อาการของโรค

อาการของโรคสามารถแบ่งออกได้หลัก 4 ระบบด้วยกัน คือ ระบบประสาท ซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก โดยหากเชื้อเข้าไปถึงระบบประสาทซึ่งหมายถึงระยะท้ายของการติดเชื้อ ไวรัสจะเข้าไปทำลายเนื้อสมอง ทำให้เกิดความผิดปกติต่างๆ เช่น การชัก การก้าวขาเดินไม่สัมพันธ์กัน หากรักษาหายช่วงนี้ เซลล์ประสาทที่ถูกทำลายไปแล้วก็จะไม่สามารถกลับมาอยู่ดี และจะคงค้างแบบนี้จนไปแสดงอาการอีกทีเมื่ออายุมาก จะเกิดอาการชักกระตุกเป็นจังหวะ (myoclonus) หรือที่เรียกว่า old dog encephalitis ระบบต่อมาคือระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นระบบที่เป็นทางรับเข้าของเชื้อโรค เชื้อไวรัสจะทำให้เกิดปัญหาของทางเดินหายใจ ได้แก่ น้ำมูก น้ำตา เกรอะกรัง หากรุนแรงอาจพบภาวะปอดอักเสบ ร่วมด้วย ระบบที่สามคือระบบทางเดินอาหาร ซึ่งสุนัขจะแสดงอาการท้องเสีย อาเจียน เบื่ออาหาร ผอมซูบ อาจมีไข้ร่วมด้วย และสุดท้ายระบบผิวหนังที่มักจะพบว่าบริเวณฝ่าเท้าหรือจมูกจะหนาตัวและแข็ง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อโรคว่า hard pad disease

การวินิจฉัย

โรคติดเชื้อหัดนี้สามารถวินิจฉัยได้ดูจากอาการ ซึ่งหากพบอาการครบทั้งสี่ก็สามารถสงสัยโรคนี้ได้ทันที แต่หากพบอาการเพียงแค่ 1 ระบบ ก็สามารถสงสัยได้แล้ว สัตวแพทย์จะตรวจหาเชื้อโดยการใช้ชุดตรวจ ซึ่งจะเก็บตัวอย่างจากน้ำมูกและบริเวณเยื่อบุตาด้านใน ซึ่งเป็นบริเวณทางเข้าของเชื้อโรค นำมาหยดในชุดตรวจ ผลบวกแสดงถึงการมีอยู่ของเชื้อ และต้องทำการรักษาทันที นอกจากนี้อาจจำเป็นต้องทำการตรวจวินิจฉัยแยกแยะอื่นๆ เช่น ตรวจค่าทางโลหิตวิทยา ตรวจปัสสาวะ รวมไปถึงการตรวจหาเชื้ออื่นๆที่สามารถทำให้เกิดอาการคล้ายๆกันได้ เช่น พิษสุนัขบ้า ลำไส้อักเสบ หรือหวัดสุนัข เป็นต้น การใช้ภาพถ่ายรังสีวิทยาจะช่วยให้เห็นถึงความผิดปกติของปอดในกรณีที่เกิดการติดเชื้อจากทางเดินหายใจอย่างรุนแรงก็เป็นได้

การรักษา

โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสทางสัตวแพทย์ ไม่มียาที่ใช้ในการฆ่าเชื้อไวรัสโดยตรง จำเป็นต้องอาศัยภูมิคุ้มกันของสุนัขในการต่อสู้กับเชื้อเอง สัตวแพทย์ทำได้เพียงแค่ประคองอาการต่างๆ เช่น การดมยากรณีมีปัญหาทางเดินหายใจ เพื่อช่วยให้ สุนัขหายใจได้สะดวกขึ้น การใช้ยาลดอาเจียน การใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อแก้ปัญหาน้ำมูกและอาการท้องเสีย รวมไปถึงยาระงับชัก ในกรณีที่สุนัขเกิดอาการชัก การได้รับสารน้ำทดแทนเนื่องจากสัตว์ไม่ทานข้าว นอกจากนี้ในบางกรณีอาจใช้ยาเสริมในการกระตุ้มภูมิคุ้มกัน ซึ่งสามารถช่วยให้มีโอกาสรอดมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม โรคหัดสุนัขไม่ใช่โรคที่สัตว์ทุกตัวจะรอดได้

การดูแลและจัดการ

สุนัขที่ป่วยเป็นโรคควรพาไปรักษาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งหายดี นอกจากนี้ควรแยกออกจากสุนัขตัวอื่นในบ้าน เนื่องจากมีโอกาสติดต่อกันได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงหากนำสุนัขใหม่เข้ามาที่ไม่ทราบประวัติก็ควรกักโรคเอาไว้อย่างน้อย 5-7 วัน เพราะสามารถนำโรคเข้าสู่ฝูงสุนัขที่เลี้ยงเอาไว้ได้ สุนัขทุกตัวในบ้านควรได้รับการฉีดวัคซีนตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มตั้งแต่อายุ 8 สัปดาห์ กระตุ้นเมื่อ 12 และ 16 สัปดาห์ จากนั้น จึงกระตุ้นซ้ำทุกปี สุนัขที่ไม่ได้รับวัคซีนจะมีโอกาสเกิดความรุนแรงของโรคมากขึ้น นอกจากนี้สุนัขที่รักษาโรคให้หายได้ในช่วงอายุเด็ก อาจแสดงอาการเมื่อแก่แล้ว (old dog encephalitis) ซึ่งจะมีอาการชักกระตุกตลอดเวลา ส่วนใหญ่มักเกิดกับบริเวณขาหรือกล้ามเนื้อใบหน้า อาจดูน่าสงสาร แต่มักจะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของสัตว์มากเท่าใดนัก

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม