กินเฉพาะพืชผักผลไม้อย่างเดียว ช่วยป้องกัน รักษามะเร็งได้หรือไม่

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 31, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที

เมื่อก่อนคนเราจะมีความเคยชินกับการกินเนื้อสัตว์ กินปลากันเป็นหลัก แต่ปัจจุบันความรับรู้ได้มีการเปลี่ยนแปลง ผู้คนหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ใส่ใจการกินพืชผักผลไม้มากขึ้น เป้าหมายอาจเพื่อลดไขมัน ลดน้ำหนัก ลดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

พืชผักผลไม้มีข้อดีที่มีกากใยมาก จึงช่วยในการขับถ่ายได้ดี มีวิตามิน มีแร่ธาตุ ทั้งสามารถลดไขมันในเลือด ลดน้ำหนักได้จริง อีกทั้งยังมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยต้านมะเร็งได้ดีด้วย แต่การกินผักควรถือหลักไม่ใส่น้ำมัน เกลือ น้ำตาลมากเกินไป ไม่ปรุงแต่งดัดแปลงมาก ที่สำคัญต้องเสริมโปรตีนให้มากขึ้น เพราะในพืชผักผลไม้มีโปรตีนน้อย จะทำให้อาหารที่เข้าไปขาดความสมดุล ดังนั้นต้องกินธัญพืช อาหารประเภทหัว เมล็ดเปลือกแข็งประเภทถั่ว จึงเพิ่มโปรตีนขึ้นมาได้

โดยทั่วไปการกินผักมักจะกินสด เพราะทำให้ไม่เสียคุณค่า มีเอนไซม์ที่ร่างกายรับได้ง่าย เช่นกินสลัด หรือนำมาปั่น แต่การกินเช่นนี้ต้องเลือกให้ดี เพราะมักปนเปื้อนสารเคมี ยาฆ่าแมลงสารกันเน่าเสีย กลับจะยิ่งเป็นการนำพิษเข้าสู่ร่างกาย

มีคำเตือนสำหรับผู้ป่วยมะเร็งว่าไม่ควรกินสด หรือกินดิบต่อเนื่องกันนาน เพราะความหนาวเย็นของพืชผักผลไม้จะทำให้กระเพาะม้ามเย็น กินนานจะเกิดอาการท้องอืดย่อยไม่ดี กินข้าวไม่ได้ ภูมิต้านทานต่ำลง กลับทำให้ภูมิต้านมะเร็งลดน้อยลง ยังมีบางคนเห็นว่า ผู้ป่วยที่ให้คีโมหรือฉายแสง ทำร้ายร่างกายโดยรวมค่อนข้างมาก จึงต้องการโปรตีนเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานในช่วงนี้มาก แต่ในผักสดผลไม้มีโปรตีนน้อย ดังนั้นลำพังกินแต่พืชผักผลไม้จึงไม่น่าจะพอ กินอย่างไรให้เหมาะสม เพื่อให้ได้โปรตีนมาช่วยบ้าง

แล้วอะไรที่เรียกว่าใช่ ผู้เขียนเคยพบมาทั้งสองอย่าง มีเพื่อนที่เป็พยาบาลท่านหนึ่งเป็นมะเร็งเต้านม หลังผ่าตัดเธอให้คีโมฉายแสงหลายสิบครั้ง ระหว่างให้คีโม 3 สัปดาห์ต่อครั้ง  หลังการให้คีโมแต่ละครั้งเม็ดเลือดขาวจะต่ำจนเหลือแค่ 3,000 สัปดาห์ที่ 2 หลังให้คีโมพอจะกินข้าวได้ เธอต้องกินเนื้อสัตว์ ไข่ เพื่อบำรุงร่างกายให้เม็ดเลือดขาวขึ้นมา เพื่อเตรียมการให้คีโมครั้งต่อไป พยายามออกกำลังกายประจำ ร่างกายเธอจึงยังแข็งแรง พอตรวจเลือดก่อนให้คีโมครั้งต่อไปปริมาณเม็ดเลือดขาวผ่าน หลังให้คีโม 2-3 วัน  ร่างกายฟื้น  สามารถกลับไปทำงานพยาบาลตามเดิมได้อีกด้วย อีกท่านหนึ่งอายุ 70 ปีเศษ เป็นมะเร็งตับ กินน้ำผักปั่น กินพืชผักที่มีฤทธิ์เย็น เพื่อลดก้อน ไม่กินเนื้อสัตว์ ผ่านไป 2-3 เดือน ก้อนในตับเล็กลงเหลือไม่ใหญ่นัก แต่กลับมีอาการท้องอืดลมในท้องมาก กินอาหารไม่ได้ ร่างกายทรุดลง เห็นได้ว่าแนวทางการรักษามะเร็งมีหลากหลาย ความซับซ้อนของโรคมะเร็งมีมาก

ร่างกายของแต่ละคนแตกต่างกัน อะไรดีกับใครต้องอาศัยการสังเกต แล้วปรับให้เข้ากับร่างกายของแต่ละคน สูตรต่างๆ ที่ว่าเด็ด ใช่ว่าจะเหมาะกับทุกคนเสมอไป หรือแม้แต่ละระยะร่างกายเราเองยังไม่เหมือนเดิม

สำหรับแผนจีนแล้ว การเกิดก้อนมะเร็งมาจากมีความชื้น มีเลือดคั่งเกาะกลุ่ม นานไปทำให้ร้อนกลายเป็นพิษ ดังนั้น อาหารการกินที่ก่อให้เกิดความร้อนชื้น เลือดคั่ง เป็นพิษต้องหลีกเลี่ยง เช่น อาหารทอด มัน ไม่ควรกินเนื้อสัตว์มากเกินไป เมื่อมีชื้นต้องกินอาหารที่ลดชื้น เช่น ลูกเดือย มีร้อนต้องกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็น แต่การกินอาหารฤทธิ์เย็นอย่างเดียวเป็นเวลานาน ทำให้ม้ามและกระเพาะเย็นจนท้องอืด กินอาหารไม่ได้ ควรเติมขิงหรือลำไยแห้งลงไปบ้าง เป็นต้น

ผู้ป่วยหญิงท่านหนึ่งอายุ 50 ปีเศษ เมื่อ 2 ปีก่อนเธอตรวจพบมะเร็งมดลูกระยะที่ 1 คุณหมอตัดมดลูกออกหมด ไม่ได้ให้คีโม หลังผ่าตัดร่างกายดี ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก แต่ตอนนี้รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง ท้องอืด เรอ อาหารไม่ย่อย ถ่ายเหลว ถ่ายบ่อย น้ำหนักลด เวียนศรีษะบ่อย หลังสอบถามเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตหลังผ่าตัด จึงทราบว่าด้วยความกังวลว่ามะเร็งจะกลับมาอีก จึงศึกษาค้นคว้าหาวิธีการดูแลตัวเอง รวมทั้งมีคำแนะนำจากคนรอบข้างมากมาย และใส่ใจเน้นเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ เนื้อสัตว์จึงเป็นสิ่งต้องห้าม คนเป็นมะเร็งต้องไม่กินเนื้อสัตว์ ให้เพิ่มโปรตีนจากเนื้อปลาแทน เพิ่มการกินผักสดผลไม้มากขึ้น และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ช่วงแรกที่กินเช่นนี้ เธอรู้สึกร่างกายดี เบาตัว  พอกินนานเข้ารู้สึกว่า กินผักสดผลไม้ทีไรจะท้องอืด อาหารไม่ย่อย ลมในท้องมาก เรอ บางครั้งถ่ายเหลว

เมื่อไม่ได้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ก็กังวลว่า ร่างกายจะขาดโปรตีน จึงหันมาดื่มน้ำเต้าหู้ โดยเอาความสะดวกเข้าว่า ซื้อน้ำเต้าหู้ชนิดกล่องในนามนมถั่วเหลืองมาทีละหลายกล่อง แช่ตู้เย็นไว้ถึงเวลาเช้าหยิบมาดื่ม 1 กล่อง ก่อนนอนอีก 1 กล่อง เป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่หลังผ่าตัดจนถึงปัจจุบัน ต่อมารู้สึกเพลียลงเรื่อยๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีมีอาการตามที่กล่าวมา เมื่อรู้สึกไม่ไหว จึงพาร่างกายที่อ่อนเพลียใบหน้าซีดเซียว มาพบที่คลินิกเพื่อหาคำตอบและวิธีแก้ไข

นี่เป็นความขัดแย้งที่เลือกยากเหลือเกินสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ไม่เฉพาะเธอเพียงคนเดียวที่กลัวมะเร็งร้ายจะย้อนกลับมาจากการกินเนื้อสัตว์ ผู้ป่วยมะเร็งทุกคนใส่ใจข้อนี้มาตลอด  จากคำรายงาน ประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งจำนวนมากก็ว่าไว้เช่นนั้น จึงเป็นเสมือนหลักปฏิบัติของผู้ป่วยโรคมะเร็งเลยทีเดียว

เมื่องดกินเนื้อสัตว์แล้วจะเอาโปรตีนมาจากไหนมีรายงาน ประสบการณ์ของผู้ป่วยผู้เชี่ยวชาญอีกนั่นแหละว่า พอไม่กินเนื้อสัตว์ต้องหาโปรตีนจากถั่วมาเสริม แต่ถั่วเหลืองมีฤทธิ์หนาว  เมื่อกินมากกินนาน กระเพาะลำไส้จึงหนาวเย็น กระเพาะลำไส้หนาวเย็นส่งผลให้การย่อยและส่งลำเลียงอาหารไม่ดี ร่างกายขาดแคลนวัตถุดิบในการสร้างเลือด ทำให้ชี่ที่มาจากกระเพาะลำไส้น้อยลง เลือดน้อยลง ร่างกายจึงอ่อนเดลียไม่มีแรง ใบหน้าซีดเหลืองและถ่ายเหลว ประกอบกับพืชผักสดผลไม้ส่วนมากมีฤทธิ์เย็น มีความสดจึงมีความชื้น เมื่อกินมากและกินทั้งสองอย่างร่วมกัน ทำให้กระเพาะลำไส้เย็นเกินไป อาการท้องอืด เรอ ลมในท้องมาก อาหารไม่ย่อย ถ่ายเหลวจึงตามมา

เมื่อเกิดความขัดแย้งเช่นนี้ควรทำอย่างไร จะให้กลับไปกินเนื้อสัตว์อีกคงไม่ใช่ จะให้เลิกกินน้ำเต้าหู้กับพืชผักสดผลไม้ก็ไม่ใช่อีก แพทย์แผนจีนสอนอยู่เสมอว่าในหยินต้องมีหยาง ในหยางต้องมีหยิน ดูสัญลักษณ์ลูกปลาขาวดำของแพทย์แผนจีนสิ ในแผ่นสีขาวมีจุดดำ ในแผ่นสีดำมีจุดขาวบ่งบอกถึงเรื่องนี้ แล้วเราจะเข้าใจอย่างไร

โรคมะเร็งเป็นโรคที่เกิดจากพิษร้อนชื้น คนที่เป็นมะเร็งทุกคนจะขี้ร้อน บางคนอาจมีไข้ต่ำๆ จึงไม่เหมาะกับการกินเนื้อสัตว์ และอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน เนื้อสัตว์ยังเป็นสิ่งต้องห้ามของคนเป็นมะเร็ง ต้องกินโปรตีนจากเนื้อปลาและจากพืชตระกูลถั่ว ยาและอาหารที่มีฤทธิ์เย็นจะช่วยดับร้อน ถอนพิษมะเร็งได้ เช่น หญ้าปักกิ่ง ยานาง พืชผักสดผลไม้ส่วนมากมีฤทธิ์หนาวเย็น น้ำเต้าหู้ทำด้วยถั่วเหลืองมีฤทธิ์หนาว น้ำเต้าหู้ พืชผักผลไม้ที่เป็นหยินต้องกินต่อไป แต่ต้องเพิ่มพืชผักผลไม้ที่เป็นหยางเข้าไปบ้าง เพื่อให้กระเพาะลำไส้อบอุ่น เช่น เวลากินพืชผักสด ดื่มน้ำเต้าหู้ ควรมีขิง หอมใหญ่ พริกไทย ที่เป็นหยางร้อนมาช่วยบรรเทาความเย็นลงบ้าง ถ้ากินผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น ให้กินลำไยแห้งที่มีฤทธิ์หยางร้อนสักเม็ดสองเม็ด เท่ากับเอาหยางแจมเข้าไปในหยินของอาหารที่เรากินเข้าไป  เป็นการดูแลหยินหยางของกระเพาะและม้ามได้เป็นอย่างดี

เมื่อกินอาหารหรือให้ยาฤทธิ์เย็น ต้องใส่ใจถนอมหยางกระเพาะและม้ามให้ดี อาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยท่านนี้ เป็นอาการของหยางกระเพาะและม้ามพร่อง จากการกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็นต่อเนื่องกันนานเกินไป ในการรักษา ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค เริ่มแก้จากการปรับเรื่องอาหารการกินก่อน พร้อมกับให้ยาจีนเพิ่มหยางม้ามให้อบอุ่นกระเพาะม้าม และไม่ให้ร้อนจนเกินไป

คุณสามารถอ่านข้อมูลดีๆมีประโยชน์แบบนี้ได้เพิ่มเติมที่หนังสือ "ต้านมะเร็งลดพิษคีโมด้วยแพทย์แผนจีน" โดยหมอไพร จากสำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์ เพื่อสนับสนุนผู้แต่ง 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่