โรคไวรัสคาลิไซในแมว

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 14, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที

โรคของทางเดินหายใจในแมวเป็นโรคที่มีความสำคัญมาก เพราะมีเชื้อไวรัสและแบคทีเรียหลากหลายที่ร่วมกันก่อให้เกิดโรค จึงเรียกรวมกันว่าเป็น Feline respiratory disease complex (FRDC) หรือมักเป็นที่รู้จักว่า โรคหวัดแมว เป็นโรคที่คนเลี้ยงแมวโดยเฉพาะการเลี้ยงจำนวนมาก มักจะพบการติดต่ออย่างรวดเร็ว และมักเป็นในลูกแมวเป็นส่วนมาก โรคหวัดแมวมักเกิดจากไวรัสหลักๆ สองชนิดคือ ไวรัสเฮอร์ปีส์ (Herpes virus) และไวรัสคาลิไซ (Calicivirus) โดยเชื้อตัวแรกเป็นเชื้อที่พบได้มากที่สุดกว่า 95% ในแมวที่เป็นโรคหวัด ในขณะที่การติดเชื้อ calicivirus ถึงแม้ว่าจะพบได้ไม่มาก แต่เป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดความเสียหายมากที่สุด

อาการของโรค

เชื้อไวรัสชนิดนี้เป็นเชื้อที่ มักจะติดเข้าสู่ทางเดินหายใจ เช่นโพรงจมูก หลอดลม หรือปอด ทำให้เกิดอาการน้ำมูกไหล อาจแสดงอาการไอและเจ็บคอได้ รวมไปถึงภาวะหายใจลำบากหากเป็นหนักและมีการติดเชื้อแทรกซ้อนทั้งที่จมูกและปอด นอกจากนี้ยังสามารถติดเข้าทางช่องปากที่มักจะก่อให้เกิดแผลที่ลิ้น ซึ่งเป็นอาการที่สำคัญที่ทำให้แมวไม่กินอาหาร และมักจะเสียชีวิตจากภาวะขาดอาหารเป็นหลัก

การวินิจฉัย

การติดเชื้อหวัดแมวไม่สามารถแยกเชื้อโรคจากกันได้อย่างชัดเจน แนวโน้มมักจะเป็นร่วมกันระหว่างไวรัส 2 ชนิดหรือติดเชื้อร่วมกับแบคทีเรีย Chlamydophila felis ซึ่งทำให้อาการของโรคแย่ลง การตรรวจร่างกายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถึงแม้ว่าอาการเด่นๆของการติดเชื้อ calicivirus จะทำให้เกิดแผลที่ลิ้น แต่โรคอื่นๆก็สามารถก่อให้เกิดอาการดังกล่าวได้เช่นกัน เช่น โรคไตวายเรื้อรัง หรือการติดเชื้อเอดส์แมว (feline immunodeficiency virus; FIV) หรือไวรัสลิวคีเมีย (feline leukemia virus; FeLV) ซึ่งการจะสรุปว่าเป็นเชื้อนี้ได้นั้นอาจจำเป็นที่จะต้องตรวจระบบอื่นหรือการติดเชื้ออื่นๆ ร่วมด้วย อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีชุดตรวจใหม่ที่ใช้ตรวจหาเชื้อโดยตรงได้ แต่ก็ยังอยู่กระบวนการขั้นตอนทางการวิจัยอยู่ดี นอกจากนี้อาจจำเป็นต้องตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพรังสีวินิจฉัย (X-ray) เพื่อประเมินการติดเชื้อร่วมที่ปอด เป็นต้น

การรักษา

โรคหวัดแมวเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อรัสเป็นหลัก จึงไม่สามารถใช้ยารักษาได้ ถึงแม้ว่าการติดเชื้อ herpes virus จะสามารถใช้ยาบางชนิดในการรักษาได้ แต่ก็พบว่าเชื้อมักจะไปหลบซ่อนอยู่ในระบบประสาท และจะกำเริบมากขึ้นเมื่อมีอาการภูมิคุ้มกันตก หรือเกิดความเครียด เฉกเช่นเดียวกันกับการเกิดเริมในคน ในส่วนของการติดเชื้อcalicivirus อาจต้องใช้การรักษาแบบประคองอาการเป็นหลัก ทั้งการให้น้ำเกลือและสารอาหารเข้าเส้นเลือด เนื่องจากแมวจะไม่ทานอาหารหรือน้ำจากอาการเจ็บปาก การให้ยาลดอักเสบ หรือการให้ยาปฏิชีวินะ เพื่อจัดการเชื้อแบคทีเรียที่พร้อมจะติดเชื้อแทรกซ้อนในทางเดินหายใจ ในบางกรณีหากไวรัสก่อให้เกิดอาการตาอักเสบ อาจต้องได้รับยาป้ายหรือยาหยอดตาร่วมด้วย

การดูแลและจัดการ

เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อได้ทางสิ่งคัดหลั่ง ทั้งจากน้ำมูกและจากน้ำลาย ซึ่งเนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถก่อให้เกิดอาการที่รุนแรง จึงควรแยกแมวที่ติดเชื้อออกไปหากพบอาการทันที และควรดูแลอย่างใกล้ชิด ให้แมวได้รับสารอาหารอย่างเหมาะสม ที่สำคัญคือการทำวัคซีน เพราะแมวที่ได้รับวัคซีนจะมีภูมิคุ้มกันต่อต้านต่อเชื้อ และสามารถทำให้อาการของโรคไม่รุนแรงเหมือนแมวที่ไม่ได้รับวัคซีน วัคซีนของหวัดแมวสามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 8 สัปดาห์ และกระตุ้นซ้ำอีกครั้งที่ 12 และ 16 สัปดาห์ จากนั้นจึงกระตุ้นในปีถัดมา วัคซีนของหวัดแมวสามารถป้องกันโรคได้ยาวนานถึง 3 ปี แต่ในความเป็นจริง วัคซีนหวัดแมวมักจะมาคู่กับโรคหัด (feline distemper) ซึ่งต้องฉีดทุกปี จึงจำเป็นต้องพาแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคทุกปีไปโดยปริยาย

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ