มะเร็งและโรคร้าย

แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก รักษาอย่างไรให้ถูกต้องไม่ติดเชื้อ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 15, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก รักษาอย่างไรให้ถูกต้องไม่ติดเชื้อ

วิธีการรักษาแผลไฟไหม้, น้ำร้อนลวก หรือโดนน้ำมันกระเด็นใส่นั้น ต้องดูจากอาการที่โดนมาว่ามีความอันตรายอยู่ที่ระดับใด และโดนตามส่วนบริเวณต่าง ๆ ในร่างกายมาเยอะแค่ไหน แล้วจึงจะสามารถรักษาได้ตามอาการ แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ที่โดนของร้อนลวก หรือไหม้ตามร่างกายมานั้นมีเหมือนกัน คือ อาการปวดแสบปวดร้อนแบบเฉียบพลัน และกินระยะเวลานาน จนบางคนอาจใช้ยาสีฟัน หรือน้ำปลามาทากันการปวดแสบร้อน ตามความเชื่อในสมัยโบราณ ที่ถือว่าผิดมหันต์ และยังส่งผลให้แผลอาจติดเชื้อได้โดยง่ายอีกด้วย

แผลไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก แบ่งได้ 3 ระดับ

1. แผลในระดับแรก เป็นการโดนไหม้ หรือลวกในระดับแค่เล็กน้อย โดนทำลายแค่ผิวหนังกำพร้าชั้นนอกเท่านั้น โดยแผลนั้นจะไม่มีตุ่มพองใส แต่จะแค่ผิวหนังบริเวณนั้นมีสีแดงกว่าปกติ มีความรู้สึกว่าปวดแสบและร้อนไม่มากนัก จะไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้เมื่อหายปวด โดยทั่วไปแผลระดับแรกนี้จะหายไปในระยะเวลา 7 วัน

วิธีการรักษา แค่ใช้น้ำอุณหภูมิปกติไหลผ่านแผล แล้วจึงใช้น้ำเย็น หรือน้ำแข็งประคบไว้สักครู่หนึ่ง อาการปวดก็จะดีขึ้นเรื่อย ๆ หรือถ้าใครมีคูลฟีเวอร์ ( แปะหน้าผากลดไข้เด็ก ) ก็สามารถนำมาแปะที่แผลไว้ พออาการปวดดีขึ้นก็ให้ทายารักษาอาการ ยาทานั้นมีขายทั่วไปตามร้านขายยา ถ้าไม่รู้ยี่ห้อก็สามารถสอบถามได้จากเภสัชกรในร้าน

---

2. แผลในระดับที่สอง คือแผลที่โดนลึกขึ้น และกินบริเวณกว้างกว่าแผลในระดับแรก เข้าไปถึงชั้นหนังกำพร้า แล้วลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังหลงเหลือเซลล์ที่สามารถเจริญเติบโตมาทดแทนชั้นหนังที่ตายแล้วได้อยู่ แผลนั้นจะมี 2 แบบ คือทั้งแบบเป็นตุ่มพองมีน้ำใส ๆ ข้างใน พอแกะน้ำออกมาผิวบริเวณนั้นจะมีสีชมพู และมีน้ำเหลืองไหลออกมาเล็กน้อย แผลระดับนี้จะเริ่มมีอาการปวดแสบมากขึ้น เพราะเส้นประสาทถูกทำลายไปด้วย แต่ไม่เยอะมากนักและแผลจะหายภายใน 2-3 สัปดาห์ และจะไม่เกิดแผลเป็น ส่วนอีกแบบนึงจะเป็นแผลที่ไม่มีตุ่มพองแผลจะแห้ง มีสีเหลืองขาวและไม่ค่อยปวด แต่จะทำให้เกิดแผลเป็นได้

วิธีการรักษา แผลระดับนี้ ยังคงใช้วิธีการรักษาเบื้องต้น แบบแผลระดับแรก เพียงอาจจะต้องมีการสะกิดตุ่มหนองในแผลแบบที่ 1 ออก แล้วจึงทายาเพื่อรักษาอาการต่อไป และต้องมีการใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกับแผลแบบที่ 2 เพื่อลดการติดเชื้อ

---

3. แผลในระดับที่สาม เป็นแผลที่ลึกลงไปทำลายหนังกำพร้า, หนังแท้, รูขุมขน, ต่อมเหงื่อ และเซลล์ประสาทจนหมด ซึ่งแผลระดับนี้ถือว่ารุนแรงมาก เพราะอาจกินลึกไปถึงชั้นกล้ามเนื้อและกระดูก แต่จะไม่มีอาการปวดจากแผล เพราะเซลล์ประสาทโดนทำลายไปทั้งหมด ทำให้ไม่รับรู้ถึงอาการปวด ลักษณะของแผลจะมีสีซีดออกเหลือง หรืออาจจะมีสีไหม้ออกดำ จะแข็งด้าน ในบางรายอาจมองเห็นได้ถึงเส้นเลือด แผลชนิดนี้จะมีอาการผิวหนังตึง และขยับร่างกายลำบาก เมื่อหายแล้วก็จะเป็นแผลเป็น หรือในบางรายอาจกลายเป็นแผลนูนขึ้นมาแทนก็ได้

วิธีการรักษา แผลชนิดนี้เมื่อเป็นแล้ว ไม่สามารถรักษาอาการเองได้ ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์เท่านั้น และมีเพียงแค่การปลูกถ่ายผิวหนังใหม่เท่านั้น ที่เป็นวิธีการรักษา แผลระดับสามนี้ต้องดูแลเป็นอย่างดีจากแพทย์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่รุนแรงกว่าแผลระดับอื่น


ศูนย์ผู้ป่วยบาดเจ็บแผลไหม้และน้ำร้อนลวก

รักษาแผลไฟไหม้

เริ่มต้นรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

  1. ล้างแผลด้วยน้ำเกลือ หรือน้ำสบู่อ่อน ๆ เพื่อฆ่าเชื้อในแผล แต่ห้ามถูแรงเด็ดขาดเพราะจะยิ่งทำให้เกิดอาการบาดเจ็บเพิ่มขึ้น พอล้างเสร็จแล้วก็ให้ใช้ผ้าซับให้แห้ง แล้วจึงทายาและทานยาปฎิชีวนะ เพื่อป้องกันแผลติดเชื้อบาดทะยักต่อไป
  2. แผลที่มีขนาดไม่กว้างนัก แต่มีการเปิดของผิวหนัง หลังจากล้างแผลแล้ว ให้ทายาลงบนแผล และปิดทับด้วยผ้าพันแผลหลาย ๆ รอบ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  3. แผลที่มีขนาดกว้างกว่า 3% เมื่อล้างแผลแล้วให้ทายาทันที แล้วจึงใช้สำลีแผ่นบางเรียบ ชนิดดูดหนอง วางบนแผลแล้วพันทับด้วยผ้าพันแผลหลาย ๆ รอบ จากนั้นทิ้งไว้ 24 ชม. แล้วค่อยเปิดดูแผล ถ้าแผลมีอาการดีขึ้นก็ให้ล้างและทายา แล้วจึงปิดทับอีกครั้งแล้วทิ้งไว้ 2-3 วันค่อยล้างแผลใหม่ แต่ถ้าแผลยังคงมีหนอง และไม่ดีขึ้นภายใน 3 อาทิตย์ให้รีบไปพบแพทย์
  4. ถ้าโดนที่ใบหน้า ให้ทายาที่มีส่วนผสมของ คลอแรมฟินีคอล ( chloramphenicol ointment ) 1% วันละ 3-4 ครั้ง หรือเมื่อแผลเริ่มแห้งก็ทาได้เรื่อย ๆ และควรเปิดแผลทิ้งไว้ 
  5. เมื่อมีแผลตรงบริเวณมือ และขาในระดับที่มีแผลเปิด ให้ล้างแผล, ทายา และพันแผลหลาย ๆ รอบแล้วหาไม้มาดาม ตรงบริเวณแผลแล้วยกสูงขึ้น เป็นเวลา 72 ชม. แล้วจึงค่อยมีการบริหารกล้ามเนื้อ ตรงบริเวณที่เป็นแผลต่อไป
  6. บริเวณข้อต่อต่าง ๆ ตามร่างกาย เช่น ข้อพับ, ข้อมือ, ข้อเท้า และข้อเข่า เป็นต้น อาจเกิดแผลดึงรั้งยึดติด ถ้าปล่อยไว้อาจจะเกิดการผิดรูป ของข้อต่อบริเวณนั้น ๆ จนอาจทำให้พิการ เพราะฉะนั้นเมื่ออาการดีขึ้นแล้ว ให้บริหารร่างกายและข้อต่ออย่างจริงจัง
  7. เมื่อแผลหายดีแล้ว ก็อย่าเพิ่งออกไปโดนแสงแดดทันที ควรหลีกเลี่ยงการออกแดด 3-6 เดือน และพกโลชั่นหรือครีมบำรุงผิวที่มีมอยซ์เจอไรเซอร์สูง ติดตัวไว้ทาบริเวณแผล เมื่อมีอาการคันและแสบ โดยเฉพาะแผลที่ใช้เวลารักษานานเกิน 3 สัปดาห์ หรือแผลที่ต้องได้รับการผ่าตัด ผู้ป่วยควรสวมใส่เสื้อยืดตัวใหญ่ เพื่อป้องกันการเสียดสีจนแผลอาจนูนขึ้น และกลายเป็นแผลเป็นได้

ว่านหางจระเข้ รักษาสิวอักเสบได้จริง | vtd-communication สูตรหน้าใส ...

สมุนไพร ที่ช่วยในการรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

1. ว่านหางจระเข้ วุ้นของว่านหางจระเข้นั้นมีสาร ไกลโคโปรตีน มีสรรพคุณในการลดการอักเสบของผิวหนัง, ฆ่าเชื้อในแผล และห้ามเลือด เหมาะกับการรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังสามารถรักษาพิษจากแมงกะพรุน และไม่ทำให้เกิดแผลเป็นอีกด้วย

วิธีการใช้เพื่อการรักษา ในปัจจุบัน มีการใช้ว่านหางจระเข้กันอย่างแพร่หลาย จึงได้มีการนำไปผลิตเป็นรูปแบบของผลิตภัณฑ์ ทั้งแบบครีมและเจลเพื่อให้ใช้ได้สะดวกยิ่งขึ้น หรือถ้าไม่อยากซื้อใช้ ก็แค่เพียงนำว่านหางจระเข้สด ๆ ล้างน้ำเอายางออก, ปอกเปลือกให้หมด แล้วจึงขูดเอาเนื้อวุ้นมาปิดที่บริเวณแผล วันละ 2 ครั้ง เช้า - เย็น จนกว่าแผลจะหาย

2. เกลือ มีสรรพคุณในการสมานแผล และลดอาการปวดแสบปวดร้อนได้ดี อย่างไม่น่าเชื่อ

วิธีการใช้เพื่อการรักษา เมื่อเกิดแผลให้รีบนำเกลือป่น ( เกลือปรุงรสอาหาร ) มาพอกไว้ที่บริเวณแผล  แล้วรดน้ำลงไปเล็กน้อย ก็จะทำให้แผลที่ปวดแสบปวดร้อนดีขึ้น

3. ผักแว่น โดยเฉพาะในส่วนของใบ มีสรรพคุณด้านการลดการอักเสบ ของแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก และยังช่วยในการสมานแผลให้หายเร็วขึ้น 

วิธีการใช้เพื่อการรักษา ให้นำใบผักแว่นสด ประมาณ 1 กำมือ มาล้างน้ำให้สะอาดแล้วตำให้ละเอียด จากนั้นให้คั้นเอาแต่น้ำ แล้วนำมาทาที่บริเวณแผล

4. ใบบัวบก มีสรรพคุณในรักษาแผลอักเสบ และสมานแผลทำให้แผลหายเร็ว ลดอาการปวดแสบร้อนได้ดีเช่นกัน

วิธีการใช้เพื่อการรักษา ให้นำใบบัวบกสดล้างให้สะอาด แล้วนำไปตำจนละเอียด กรองเอาน้ำแต่ติดกากใบมาด้วยเล็กน้อย แล้วเอามาชโลมที่แผลเรื่อย ๆ จนกว่าอาการปวดจะดีขึ้น

5. น้ำส้มสายชู ด้วยกรดอะซีตริกที่อยู่ในน้ำส้ม เป็นหนึ่งในส่วนประกอบของ ยาแอสไพลิน ที่ช่วยบรรเทาอาการ อักเสบ, ปวด และการคันจากการโดนของร้อน และการเผาไหม้ นอกจากนี้ยังช่วยฆ่าเชื้อ และป้องกันไม่ให้แผลติดเชื้ออีกด้วย

วิธีการใช้เพื่อการรักษา ล้างแผลให้สะอาด แล้วใช้สำลีจุ่มลงไปในน้ำส้มสายชู บีบน้ำออกเล็กน้อยแล้วนำมาวางโปะไว้บนแผลสักครู่ รอจนแผลหายปวดแล้วจึงเอาออก สามารถทำได้ทุกวันจนกว่าแผลจะหาย

6. น้ำมันมะพร้าว สามารถป้องกันแผลจากเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ที่มาของการอักเสบ และเกิดรอยแผลเป็นได้ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินอีและกรดไขมัน เหมาะสำหรับแผลที่หายแล้ว

วิธีการใช้เพื่อการรักษา นำน้ำมันมะพร้าวมาชโลม แล้วนวดตรงบริเวณที่เป็นแผลเป็น จนผิวและแผลบริเวณนนั้นนุ่มและอ่อนลง สามารถทาได้ทุกวัน

7. น้ำผึ้งจากธรรมชาติ จะมีค่า ph อยู่ในระดับที่เชื้อแบคทีเรีย ไม่สามารถต้านทานได้ จึงมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค และลดอาการเจ็บปวดของแผลได้เป็นอย่างดี

วิธีการใช้เพื่อการรักษา ล้างแผลให้สะอาดแล้วนำน้ำผึ้งมาหยด จากนั้นนวดตรงบริเวณแผล สามารถทำได้เรื่อย ๆ จนกว่าแผลจะหายปวด

8. นมสด หรือโยเกิร์ตแช่เย็น ทั้ง 2 อย่างนี้ มีปริมาณไขมันและโปรตีน ที่ช่วยในการสมานแผล และลดอาการปวดแสบร้อนได้ดี

วิธีการใช้เพื่อการรักษา แช่แผลลงในนมสดหรือโยเกิร์ต ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก วิธีนี้นอกจากจะลดอาการปวดได้แล้ว ยังทำให้ไม่เป็นแผลเป็นอีกด้วย

9. ข้าวโอ๊ต มีสรรพคุณในการลดการอักเสบ และการคันแผลให้ลดลงได้ โดยเข้าไปเคลือบแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการใช้เพื่อการรักษา เมื่อเกิดอาการคันให้เอาข้าวโอ๊ตผสมน้ำ แล้วนำมาแปะที่แผล ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วจึงล้างออกหรือถ้าจะให้ลดอาการแสบด้วย ก็ให้นำข้าวโอ๊ตไปผสมกับเบคกิ้งโซดา แล้วนำมาแปะไว้ที่แผล ก็จะช่วยลดอาการแสบลงได้

10. บัวหิมะ สมุนไพรจากจีนที่ค่อนข้างหาซื้อยาก แต่มีสรรพคุณแก้พิษจากไฟไหม้, น้ำร้อนลวก, ลดอาการอักเสบ, ปวดแสบร้อนอย่างรุนแรงได้ดี เพราะเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น แล้วยังทำให้ผิวบริเวณที่โดนลวกหรือไหม้นั้น ไม่เป็นแผลเป็นอีกด้วย

วิธีการใช้เพื่อการรักษา เนื่องจากเป็นสมุนไพรหายาก ในปัจจุบันจึงได้มีการนำมาทำในรูปแบบของ ผลิตภัณฑ์ที่หาซื้อใช้ได้ง่ายขึ้น แต่อาจมีราคาที่ค่อนข้างสูง

15 วิธีแก้เท้าเหม็น ระงับกลิ่นเท้าด้วยวิธีง่ายๆ คุณเองก็ทำได้ -

นอกจากนี้ ยังมีการนำเอาของใช้ใกล้ตัว มาเพื่อระงับอาการปวดในเบื้องต้น อย่างเช่น ถุงชาร้อนใช้แล้วนำไปแช่เย็น หรือสารสกัดจากวนิลลา และการใช้วิตามินซี วิตามินอีเข้ามาร่วมในการรักษา โดยเฉพาะในวิตามินซีและวิตามินอีนั้น มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยซ่อมแซมและปกป้องผิว จากการโดนทำลายได้ดี พร้อมทั้งมีคลอลลาเจน ที่เป็นโปรตีนสำคัญในการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาทดแทนเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายไป ทำให้แผลหายเร็วขึ้น โดยต้องได้รับวิตามินซีในปริมาณ 2,000 มิลลิกรัม และวิตามินอี 1,000 ยูนิตต่อวัน ทั้งนี้สามารถเริ่มทานวิตามินทั้ง 2 ตัวนี้ได้หลังจากเกิดแผลประมาณ 1 สัปดาห์ จะทำให้แผลหายเร็วขึ้น และไม่มีรอยแผลเป็น

วิธีที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนี้ เป็นเพียงสมุนไพรและวิธีการดูแล ที่ใช้รักษาอาการเบื้องต้น ของคนที่เป็นแผลระดับน้อยเท่านั้น ไม่สามารถรักษาอาการของผู้ที่โดนในระดับสาม หรือระดับที่เป็นหนักได้ เพราะผู้ที่โดนแผลในระดับสาม ต้องได้รับการรักษา และการดูแลอย่างเป็นพิเศษจากแพทย์เท่านั้น เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่รุนแรง ส่วนคนที่เป็นน้อยก็ต้องให้ความสำคัญ กับการดูแลรักษาความสะอาดของแผลให้มาก ๆ เพื่อที่จะได้ลดการติดเชื้อ และอักเสบของแผลที่อาจจะลุกลามเป็นแผลใหญ่ได้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่