ความรู้สุขภาพ

น้อยโหน่ง (Bullocks heart)

น้อยโหน่ง ผลไม้ที่หน้าตาคล้ายคลึงกับน้อยหน่ามาก และมีสรรพคุณทางยาน่าสนใจ ใช้ได้ทั้งส่วนใบ เปลือกราก เปลือกต้น และผล
เผยแพร่ครั้งแรก 2 ก.ค. 2019 อัปเดตล่าสุด 5 ส.ค. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 20 พ.ค. 2019 เวลาอ่านประมาณ 2 นาที
น้อยโหน่ง (Bullocks heart)

น้อยโหน่ง เป็นไม้ผลรับประทานได้ชนิดหนึ่งที่คนรู้จักกันน้อยมาก เพราะไม่นิยมปลูกเหมือนกับน้อยหน่า ทั้งที่มีรสชาติคล้ายกัน และมีสรรพคุณทางยาไม่แตกต่างกันมากนัก เพียงแต่น้อยโหน่งมีกลิ่นหอมน้อยกว่า จึงไม่นิยมนำมารับประทาน

ชื่อวิทยาศาสตร์   Annona reticulata L.

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ปรับผิวหน้าใสด้วยเลเซอร์หน้า Nd:YAG, IPL 1 ครั้ง ใกล้ BTS วุฒากาศ จ่าย 569 เท่านั้น

ราคานี้วันเดียวเท่านั้น / จองผ่าน HD คุ้มกว่า / ผ่อน 0% ได้ / มีแอดมินใจดีดูแล

Ads b 10

ชื่อวงศ์                 ANNONACEAE

ชื่ออังกฤษ           Bullock’s heart, Corazon, Custard apple, Sugar apple

ชื่อท้องถิ่น           น้อยหนัง มะดาก มะเนียงแฮ้ง มะโหน่ง เร็งนา หนอนลาว หมากอ้อ

หมายเหตุ : น้อยโหน่งที่กล่าวถึงในบทความนี้เป็นพรรณไม้คนละชนิดกันกับน้อยหน่า ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Annona squamosa  L. แต่จัดอยู่ในวงศ์ ANNONACEAE เช่นกัน

ถิ่นกำเนิดของน้อยโหน่ง

ถิ่นกำเนิดของน้อยโหน่งมาจากอเมริกากลาง เชื่อกันว่าในสมัยอยุธยาได้มีการนำเข้ามาในประเทศไทย ปัจจุบันสามารถพบได้ทั่วไปทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไต้หวัน อินเดีย ออสเตรเลีย และแอฟริกาตะวันตก ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของน้อยโหน่ง

น้อยโหน่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 6-7 เมตร เปลือกแก่สีเทา เปลือกอ่อนสีน้ำตาลกระขาว ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมรูปหอก ขอบใบเรียบ ดอกเดี่ยวหรือดอกเป็นกระจุก 2-3 ดอก กลีบดอกสีเหลืองอมเขียว มีกลีบรองกลีบดอกเล็กๆ 3 กลีบ กลีบดอก 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น มีเกสรตัวผู้และรังไข่จำนวนมาก ผลเป็นผลกลุ่มเชื่อมรวมเป็นผลเดี่ยว รูปผลกลมหรือรูปหัวใจ ผิวเปลือกเหนียว บางเรียบ ไม่โปนออกมาตามเปลือกเหมือนน้อยหน่า เมื่อผลยังดิบอยู่เปลือกจะสีเขียวอ่อนปนแดงเรื่อๆ แต่เมื่อสุกจะเป็นสีแดงอมน้ำตาลเข้ม เนื้อข้างในผลมีสีขาวและหนารูปร่างค่อนข้างกลมหรือคล้ายรูปหัวใจ ภายในผลมีเมล็ดอยู่เป็นจำนวนมาก มีสีน้ำตาลแก่ เปลือกแข็ง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ปรับผิวหน้าใสด้วยเลเซอร์หน้า Nd:YAG, IPL 1 ครั้ง ใกล้ BTS วุฒากาศ จ่าย 569 เท่านั้น

ราคานี้วันเดียวเท่านั้น / จองผ่าน HD คุ้มกว่า / ผ่อน 0% ได้ / มีแอดมินใจดีดูแล

Ads b 10

น้อยโหน่งต่างจากน้อยหน่าอย่างไร?

ผลน้อยโหน่งจะมีรูปร่างคล้ายผลน้อยหน่ามาก แต่มีขนาดใหญ่กว่า ลักษณะผิวจะบางและเรียบกว่า ส่วนเนื้อในมีรสหวานคล้ายๆ น้อยหน่า แต่มีกลิ่นเหม็นกว่า และมีสรรพคุณทางยาน้อยกว่าน้อยหน่า

สรรพคุณของน้อยโหน่ง

น้อยโหน่งมีสรรพคุณทางยาดังนี้

  • แพทย์ชนบทใช้ใบน้อยโหน่งตำพอกแก้แผลฟกบวม ฆ่าพยาธิที่ผิวหนัง แก้กลาก เกลื้อน 
  • กรณีที่เป็นเหา ให้นำใบน้อยโหน่งมาขยี้ที่หนังศีรษะแทนแชมพู ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
  • กรณีมีพยาธิภายในลำไส้ ให้นำส่วนใบสดๆ รับประทานเป็นยาขับพยาธิ 
  • เปลือกรากและเปลือกต้น มีรสฝาด ช่วยสมานแผล หากมีแผลในปาก ให้นำส่วนเปลือกต้นล้างให้สะอาดแล้วเคี้ยวสดๆ หรือนำส่วนเปลือกมาต้มในน้ำเดือด แล้วอมน้ำต้มนี้แทนน้ำยาบ้วนปาก จะช่วยให้แผลภายในช่องปากสมานเร็วขึ้น และบรรเทาอาการเหงือกบวม
  • เปลือกผลอ่อนของน้อยโหน่งนำมาตากแห้ง แล้วเอามาฝนกับสุรา พอกแก้พิษงู รักษาแผลเปื่อย แผลผุพอง
  • ส่วนรากเป็นยาระบายอ่อนๆ ให้นำส่วนรากมาต้มในน้ำเดือด ต้มเคี่ยวจนน้ำงวดลดลงเหลือ 1 ใน 3 จากปริมาณน้ำทั้งหมด ดื่มน้ำรากน้อยโหน่งก่อนนอน หรือก่อนอาหารเช้า 1 แก้ว
  • ผลดิบมีรสฝาด รับประทานแบบสดๆ แก้ท้องเสีย แก้ท้องร่วง แก้บิด ขับพยาธิ แต่ไม่ได้ช่วยลดอาการจุกเสียด แน่นท้อง
  • ส่วนเมล็ด นำมาตำให้แหลกผสมกับน้ำมันมะพร้าว ทาบริเวณผิวหนังแก้หิด แก้เหา

ข้อห้ามและข้อควรระวังของการรับประทานน้อยโหน่ง

การรับประทานน้อยโหน่งเป็นผลไม้หรือหวังผลด้านสรรพคุณทางยา มีข้อควรระวังดังนี้

  • สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทาน เพราะในน้อยโหน่งมีสารชนิดหนึ่งที่กระตุ้นการบีบตัวของมดลูก อาจทำให้แท้งหรือคลอดก่อนกำหนด 
  • สตรีที่เพิ่งคลอดบุตร ก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานน้อยโหน่ง เพราะอาจเสี่ยงต่อการตกเลือดหลังคลอดบุตร
  • เมล็ดน้อยโหน่งสามารถใช้ประโยชน์ได้เฉพาะภายนอกร่างกายเท่านั้น ห้ามนำมารับประทาน เพราะมีสารพิษที่ออกฤทธิ์เป็นยาเบื่อสัตว์ได้

4 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ, ประมวลสรรพคุณยาไทย ภาคสอง, 2521.
วิทยา บุญวรพัฒน์. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. 2554
นันทวัน บุณยะประภัศร และคณะ. ก้าวไปกับสมุนไพร เล่ม 1. กรุงเทพฯ: ธรรกมลการพิมพ์, 2529

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม