Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
เทคโนโลยีด้านความงาม

ปรับผิวให้หน้าใส ด้วยเลเซอร์และการผลักวิตามิน

ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของคอร์สบำรุงผิวหน้าที่เหมาะกับคุณที่สุด ทั้งเลเซอร์และผลักวิตามินผิวหน้า เพิ่มความกระจ่างใสให้ใบหน้า
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 2 พ.ย. 2019 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
ปรับผิวให้หน้าใส ด้วยเลเซอร์และการผลักวิตามิน

ปัจจุบันนี้ สภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง มีทั้งแดดแรงและฝุ่นควัน ย่อมส่งผลต่อผิวหน้า บางคนใบหน้าหมองคล้ำจนสังเกตเห็นได้ชัด และไม่สามารถรักษาบำรุงหรือฟื้นฟูให้กลับมาดีได้ด้วยตัวเอง คอร์สทำหน้าใสจึงเข้ามาเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเทคโนโลยีทำหน้าใสในปัจจุบัน ได้แก่ การทำเลเซอร์หน้า การทำ IPL การผลักวิตามินสู่ผิวหน้าด้วยโฟโนโฟเรซิส

เทคโนโลยีทำหน้าใสแต่ละแบบ มีรายละเอียดดังนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
โปรแกรมตรวจสุขภาพ สำหรับผู้มีอายุมากกว่า 50 ปี ลดสูงสุด 30%

ตรวจคัดกรองโรคพบบ่อยในวัยก่อนเกษียณ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รู้ก่อน รักษาก่อน โอกาสหายขาดสูง

Istock 643564758

1. ทำหน้าใสด้วยเลเซอร์

เลเซอร์ (Laser) เป็นคำย่อมาจาก Light Amplification by Stimulated Emission of Radiation ซึ่งเลเซอร์เป็นแสงที่แตกต่างจากแหล่งกำเนิดแสงทั่วไปที่มีการกระจายแสงไปยังบริเวณรอบๆ แต่เลเซอร์มัความเข้มข้นมาก ในทางการแพทย์มีการใช้เลเซอร์รักษาโรคมานานแล้ว เช่น การทำลายติ่งเนื้อ รักษาโรคมะเร็ง หรือแม้แต่พัฒนาการมองเห็น

ปัจจุบันเลเซอร์ถูกนำมาใช้ในการเสริมความงามได้อีกด้วย ซึ่งเลเซอร์มักใช้กับการรักษาที่ต้องการความแม่นยำสูง เพื่อไม่ให้กระทบกับบริเวณรอบๆ เช่น กำจัดไฝบนใบหน้า ลบเลือนแผลเป็น ลบรอยสัก ช่วยให้ผิวหน้าดูกระจ่างใสขึ้น

คอร์สเลเซอร์หน้าเหมาะกับใคร?

การใช้เลเซอร์เป็นทางเลือกที่ปลอดภัย มีความเสี่ยงต่ำ เจ็บตัวน้อย และใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการลบรอยต่างๆ บนใบหน้า แต่ไม่ต้องการผ่าตัดซึ่งจะมีความเสี่ยงมากกว่า อย่างไรก็ตามการใช้เลเซอร์อาจมีข้อจำกัดกับโรคและยาบางชนิด รวมถึงยังขึ้นอยู่กับข้อมูลส่วนบุคคล เช่น อายุ เพศ การดูแลผิว จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการทำเลเซอร์ก่อนทุกครั้ง เพราะในบางกรณีแพทย์อาจแนะนำวิธีอื่นที่เหมาะสมมากว่า

เลเซอร์ใบหน้าช่วยอะไรได้บ้าง?

นอกจากประโยชน์ด้านการผ่าตัดด้วยเลเซอร์สำหรับการรักษาเนื้องอกและมะเร็งแล้ว เลเซอร์ยังมีประโยชน์มากในการบำบัดรักษาใบหน้าให้ดูใสได้ ดังนี้

  • ลดริ้วรอยก่อนวัยอันควร รอยเหี่ยวย่น
  • ลบรอยแผลเป็นบนใบหน้า เช่น แผลจากการเกิดอุบติเหตุ
  • ลบรอยดำ ปานดำ กระ ฝ้าแดด
  • ลดเม็ดสีบนใบหน้า ไฝ ขี้แมลงวัน
  • ลบเลือนรอยสัก

ข้อดีของการทำเลเซอร์หน้า

การทำเลเซอร์มีความเสี่ยงต่ำมาก เพราะสามารถรักษาจุดที่ต้องการได้อย่างแม่นยำโดยไม่กระทบกับพื้นที่รอบข้าง แผลหายไวและมีโอกาสเกิดแผลเป็นน้อย

การเตรียมตัวก่อนทำเลเซอร์หน้า

แม้การทำเลเซอร์จะมีความเสี่ยงต่ำอยู่แล้ว ผู้ทำเลเซอร์ก็สามารถเตรียมความพร้อมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นได้ด้วย ฉะนั้นเมื่อมีความคิดจะไปทำคอร์สเลเซอร์ ควรมีการเตรียมตัวเบื้องต้นดังต่อไปนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจระดับวิตามินที่ร่างกายต้องการ เริ่มต้นที่ 3,925 บาท

เราขาดวิตามินตัวไหน หรือมีวิตามินตัวไหนมากไป รู้ได้จากการตรวจวิตามิน

Istock 989108042
  • วางแผนล่วงหน้าก่อน โดยการเตรียมใบรับรองแพทย์หากมีโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา และปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มทำเลเซอร์ นอกจากนี้ควรพาคนใกล้ตัวไปในวันที่ทำเลเซอร์ด้วย เพื่อสะดวกในการเดินทางกลับบ้าน เพราะหลังจากทำเลเซอร์อาจมีมีฤทธิ์ของยาชาอยู่
  • งดยาแก้ปวด เนื่องจากยาแก้ปวดบางชนิดมีผลกระทบต่อเลือด
  • กรณีที่ผู้ทำเลเซอร์มีอายุน้อยกว่า 18 ปี ต้องพาผู้ปกครองมาด้วยเพื่อเซ็นอนุญาติในการทำเลเซอร์

คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังทำเลเซอร์หน้า

หลังจากทำเลเซอร์เสร็จควรทำตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด เช่น ในบางรายหมออาจให้งดยาบางประเภทที่มีผลต่อเลือด นอกจากนี้พื้นที่ที่ทำเลเซอร์จะมีความอ่อนโยนเป็นพิเศษ จึงต้องมีวิธีดูแลรักษาด้วยตัวเองด้วย ดังต่อไปนี้

  • หลีกเลี่ยงแสงแดด หลังจากทำเลเซอร์เสร็จแล้ว พื้นที่ที่ทำเลเซอร์ไม่ควรถูกแสงแดดโดยตรง เนื่องจากในช่วงนี้ผิวจะไวต่อแสงมากและอาจเกิดรอยดำได้ง่าย ควรหาวิธีป้องกันระหว่างเดินทางกลับและระหว่างพักฟื้น เช่น การเตรียมร่ม หมวก
  • ทำความสะอาดบริเวณทำเลเซอร์ให้ถูกวิธี หากเป็นแผลเล็กๆ เช่น ไฝ ให้ใช้น้ำเกลือล้างได้โดยตรงวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน จากนั้นซับแผลให้แห้งก่อนทาครีมปฏิชีวนะ

    แต่หากเป็นแผลใหญ่ เช่น การลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ควรระมัดระวังไม่ให้ผิวโดนน้ำในช่วง 2-3 วันแรกหลังทำเลเซอร์ โดยให้ใช้วิธีประคบด้วยน้ำเกลือแทน วันละ 3-4 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน จากนั้นทาครีมปฏิชีวนะที่แพทย์ให้มา ทำต่อเนื่อง 3-4 วัน
  • ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผล เพราะอาจเกิดการระคายเคืองกับแผลจนนำไปสู่อาการอักเสบ

ประเภทของเลเซอร์ที่นิยมนำมาใช้กับผิวหนัง

ระบบเลเซอร์ที่นำมาใช้ในทางการแพทย์มีมากมายกว่า 10 ระบบ ซึ่งมีทั้งการผ่าตัดรักษาโรคและเสริมความงาม แต่ที่นิยมนำมาใช้กับการเสริมความงาม มีดังต่อไปนี้

  • คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ (CO2 laser) นิยมใช้ในการกำจัดไฝ กระเนื้อ หูด ติ่งเนื้อ ก้อนเนื้อบางชนิด โดยเลเซอร์จะทำการเผาและตัดออก หากเป็นพื้นที่เล็กอาจใช้ยาชาแบบทาก็ได้ แผลมักหายได้ไวใน 2-3 วัน แต่กรณีที่แผลลึกหรือขนาดแผลใหญ่ เช่น จี้ไฝ อาจใช้เวลา 5-10 วัน
  • เลเซอร์กลุ่มคิวสวิทช์ (Q-Switched) มักใช้กับผิวที่มีสีเข้ม เช่น ปานดำ กระแดด รอยดำบางชนิด และรอยสัก ซึ่งตัวเลเซอร์จะช่วยลดการสร้างเม็ดสี ผิวที่สร้างขึ้นใหม่จึงดูกระจ่างใส เลเซอร์ประเภทนี้มักเห็นผลได้ชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรก แต่ก็ยังจำเป็นต้องทำต่อเนื่อง 3-6 ครั้ง ขึ้นอยู่กับแผลแต่ละคน ซึ่งเลเซอร์ในกลุ่มคิวสวิทช์นี้ก็มีย่อยอีกหลายชนิด ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

อ่านเพิ่มเติม: Q-switched คืออะไร วิธีการทำงาน ข้อดี ข้อเสีย ข้อควรระวัง วิธีการดูแลตัวเองก่อนและหลังทำ Q-switched

2. ทำหน้าใสด้วย IPL

ไอพีแอล (Intense Pulse Light: IPL) เป็นเทคโนโลยีที่แตกต่างกับเลเซอร์เล็กน้อย แต่วิธีการรักษานั้นใกล้เคียงกันมาก โดยไอพีแอลจะเป็นแสงฟลูออเรสเซนต์ที่ผ่านชั้นกรองเพื่อตัดรังสี UV ที่เป็นอันตรายต่อผิว ลำแสงจะตรงเข้าสู่ชั้นผิวหนังแท้

การฟื้นบำรุงด้วย IPL เหมาะกับใคร?

การทำ IPL มีความปลอดภัยเหมือนกับการทำเลเซอร์ แต่ใช้เวลาน้อยกว่าและมีความปลอดภัยมากกว่า จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการมีผิวหน้าใส แต่ไม่ต้องการผ่าตัด เพียงแต่กลไกการทำงานของ IPL จะทำลายเซลล์เม็ดสีเพื่อให้จุดดำหายไป หรือดูจางลง ฉะนั้น IPL อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีสีผิวเข้มโดยธรรมชาติ หรือผู้ที่ผิวไวต่อแสงเป็นพิเศษ เพราะอาจทำให้ประสิทธิภาพของมันลดลง

คอร์ส IPL ช่วยอะไรได้บ้าง?

การทำ IPL ช่วยบำรุงรักษาอาการทางผิวหนังได้มากมาย ได้แก่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
โปรแกรมตรวจสุขภาพ สำหรับผู้มีอายุมากกว่า 50 ปี ลดสูงสุด 30%

ตรวจคัดกรองโรคพบบ่อยในวัยก่อนเกษียณ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รู้ก่อน รักษาก่อน โอกาสหายขาดสูง

Istock 643564758
  • จุดด่างดำที่ขึ้นตามอายุ
  • ผิวเสียจากแดด
  • กระ ฝ้า ตามใบหน้า
  • ไฝ
  • เส้นเลือดขอด
  • กำจัดขนใต้วงแขน ขนหน้าอก ขนหน้าแข้ง

ข้อดีของการทำ IPL

การทำ IPL เป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่มีข้อดีมากมายไม่แพ้การบำบัดประเภทอื่นๆ ดังนี้

  • ลำแสงมีความอ่อนโยนต่อผิวมากกว่าเลเซอร์ เนื่องจากลำแสงของ IPL จะกระจายมากกว่าและซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) โดยไม่ทำความเสียหายกับผิวหนังด้านบน (Epidemis) หรืออาจเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  • ผลข้างเคียงของการทำ IPL น้อย จึงสามารถฟื้นตัวได้ไวกว่าเลเซอร์
  • จำนวนครั้งต่อคอร์สน้อยกว่า เห็นผลไวกว่าเลเซอร์ บางกรณีอาจทำเพียง 3-6 ครั้ง โดยแต่ละครั้งจะเว้นระยะเวลาประมาณ 1 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งที่ทำการรักษาด้วย

การเตรียมตัวก่อนทำ IPL

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการทำ IPL มีผลต่อประสิทธิภาพหลังจากทำ ฉะนั้นเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดควรทำตามข้อดังต่อไปนี้

  • นัดหมายเพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ในการวางแผนการบำบัดรักษา หากมีอาการใดๆ ที่อาจส่งผลกับการรักษา เช่น สิวอักเสบ (Inflammatory acne) หรือ ผิวหนังอักเสบ (Ezcema) ให้แจ้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • หลีกเลี่ยงยาบางประเภท ที่ส่งผลต่อกระแสเลือด เช่น แอสไพริน (Aspirin) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ซึ่งหมอมักจะแนะนำอยู่แล้ว
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องสัมผัสแดดโดยตรงระยะเวลานาน
  • งดการลอดหน้าผลัดเซลล์ผิว และการฉีดคอลลาเจน

คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังทำ IPL

แม้ IPL จะอ่อนโยนต่อผิว แต่ก็ถือว่าได้รับผลกระทบเช่นกัน หลังจากทำ IPL ผิวจะบอบบางและไวต่อแดดมากกว่าปกติ จึงควรดูแลรักษาตามข้อต่อไปนี้

  • หลีกเลี่ยงการโดนแดดโดยตรง อาจเกิดเป็นรอยดำหรือรอยคล้ำจากแดดได้ ควรทาครีมกันแดดสม่ำเสมอเพื่อปกป้องผิวในช่วงแรก
  • หลีกเลี่ยงการขัด ถู ด้วยความแรงในบริเวณที่ทำ IPL อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์เพื่อให้ผิวฟื้นตัว

3. ทำหน้าใสด้วยการผลักวิตามินสู่ผิวหน้า

อีกหนึ่งวิธีการทรีตเมนต์ใบหน้าดูเปล่งปลั่งกระจ่างใสโดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่าโฟโนโฟเรซิส (Phonophoresis) ลักษณะเป็นเครื่องนวดขนาดเล็กพอดีมือ ด้านในจะมีคริสตัลซึ่งเป็นตัวผลิตคลื่นความถี่สูง 1MHz (Ultrasonic) ซึ่งจะช่วยผลักยาและวิตามินให้ซึมเข้าสู่เซลล์ผิวได้มากขึ้นและเร็วขึ้น

โฟโนโฟเรซิส มีความคล้ายคลึงกับการบำบัดด้วยอัลตราซาวนด์ที่ใช้ไฟฟ้า แต่วิธีการและประโยชน์นั้นใกล้เคียงกัน โดยอาจใช้เพื่อผลักวิตามินและยาเพียงอย่างเดียว หรือใช้ร่วมกับการบำบัดแบบอื่นด้วยก็ได้

การผลักวิตามินสู่ผิวหน้าช่วยอะไรได้บ้าง?

การใช้เทคโนโลยีโฟโนโฟเรซิสสามารถใช้ได้กับยาหลากหลายประเภท ทำให้ยาซึมเข้าสู่เซลล์ผิวได้อย่างดียิ่งขึ้น และเห็นผลมากขึ้น โดยกลุ่มยาหรือวิตามินที่นิยมใช้ เช่น วิตามินซี วิตามินเอ คอลลาเจน สารช่วยให้ผิวหน้าขาว และสารบำรุงอื่นๆ ซึ่งให้ประโยชน์แก่ผิวหน้าได้หลายประการ

  • ช่วยให้ใบหน้ากระจ่างใส
  • ลดรอยเหี่ยวย่น
  • ลดรอยคล้ำใต้ดวงตา
  • ลดสิวอุดตัน
  • รักษาริ้วรอยบนใบหน้า
  • รักษาจุดด่างดำ ฝ้า กระ และรอยสิว

ข้อดีของการผลักวิตามินสู่ผิวหน้า

เทคโนโลยีโฟโนโฟเรซิสมีความเสี่ยงต่ำมาก กรณีที่พบอาจเป็นเพียงแค่ผื่นแดงที่หายได้เอง ซึ่งป้องกันได้โดยเลือกใช้ครีมที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังไม่มีความเจ็บปวดใดๆทั้งสิ้น อาจรู้สึกเพียงแค่อุ่นๆบริเวณที่สัมผัสใบหน้าเท่านั้น หากไปทำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ต่อเนื่องกัน 3 สัปดาห์ ก็อาจเริ่มเห็นผลที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน

ผลักวิตามินสู่ผิวหน้าเหมาะกับใคร?

เนื่องจากความเสี่ยงต่ำ จึงทำให้โฟโนโฟเรซิสเป็นที่นิยมและเหมาะกับผู้ที่ต้องการทำทรีตเมนต์บำรุงสุขภาพผิวบริเวณใบหน้า และผู้ที่เป็นสิวก็สามารถทำได้อย่างปลอดภัย เพราะผลักวิตามินไม่มีส่วนกระตุ้นให้เกิดสิวแต่อย่างใด อีกทั้งยังช่วยให้ตัวยาซึมเข้าสู่เซลล์ผิวได้ดีกว่ายาทาเพียงอย่างเดียว

การผลักวิตามินสู่ผิวหน้ามีขั้นตอนอย่างไร?

การผลักวิตามินเข้าสู่เซลล์ผิวใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 30 นาทีเท่านั้น ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิว และเลือกวิตามินหรือตัวยาให้เหมาะสม ในขั้นตอนนี้หากผู้รับการผลักวิตามินมีประวิติแพ้ยาหรือผิวไวต่อสารบางชนิด ให้แจ้งแพทย์ผู้ดูแล
  2. แพทย์จะทำความสะอาดใบหน้า เพื่อให้ง่ายต่อการทำผลักวิตามิน
  3. แพทย์หรือพยาบาลจะทายา วิตามินที่ใบหน้าและใช้เครื่องโฟโนโฟเรซิสนวดคลึงไปรอบๆ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที เพื่อให้ตัวยาซึมลงสู่เซลล์ผิว

คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังจากผลักวิตามินสู่ผิวหน้า

เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของการทำการผลักวิตามินสู่ผิวหน้า ด้วยเทคโนโลยีโฟโนโฟเรซิส มีข้อควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงที่มีรังสี UV ปริมาณมาก อาจทำร้ายผิวจนอาจเกิดเป็นรอยดำคล้ำแดดได้
  • รักษาความสะอาดของผิวหน้าโดยใช้ผลิตภัณฑืที่อ่อนโยนต่อผิว เพราะผลิตภัณฑ์บางชนิดที่มีค่าพีเอชสูงกว่าระดับผิว ทำให้เกิดการระคายเคือง ผิวแห้ง หากผิวอยู่ในสภาพนี้เป็นเวลานานอาจเป็นเหตุของอาการอักเสบได้
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง ส้ม มะละกอ ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อช่วยให้สุขภาพผิวดูดีจากภายใน

ทำหน้าใสในโรงพยาบาลและคลินิก ราคาประมาณเท่าไร?

การทำผิวหน้ากระจ่างใสมักต้องทำหลายครั้งเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับอาการและตำแหน่งที่ทำว่ามีขนาดใหญ่หรือไม่ เพื่อประเมินว่าต้องคิดราคาเป็นรายครั้งหรือเป็นคอร์ส แบบเป็นรายครั้งมีตั้งแต่ 1,000-4,000 บาท หากต้องทำหลายครั้งจึงนิยมทำเป็นคอร์สมากกว่า ซึ่งมีราคาตั้งแต่ 5,000-14,000 บาท

สามารถเลือกดูแพ็กเกจจากหลายโรงพยาบาลและคลินิก เพื่อดูข้อมูลเบื้องต้นและเปรียบเทียบราคาได้ ที่นี่


7 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, วิธีดูแลผิวหลังทำ “เลเซอร์” ป้องกันการติดเชื้อ, (https://www.thaihealth.or.th/Content/35608-วิธีดูแลผิวหลังทำ%20“เลเซอร์”%20%20ป้องกันการติดเชื้อ%20.html), 28 กุมภาพันธ์ 2560.
โรงพยาบาลวิภาวดี, Phonophoresis, (https://www.vibhavadi.com/med26).

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป