เมื่อสุนัขหายใจลำบาก

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 7, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 938,969 คน

อาการหายใจลำบากถือเป็นกลุ่มอาการที่มีความอันตรายถึงแก่ชีวิตของสุนัขของเจ้าของทุกคน การปล่อยให้สุนัขมีอาการหายใจลำบากเป็นเวลานานอาจทำให้อาการทั้งหลายแย่ลงก็เป็นได้ เนื่องจากการหายใจนั้นก็อย่างที่ทราบกันว่าจะช่วยนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย และเจ้าก๊าซนี้แหละที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้เซลล์ทั้งหลายมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ดังนั้นการสังเกตอาการหายใจลำบากได้ก่อนรีบนำพามาส่งสัตวแพทย์ได้ทันเวลาจะช่วยให้สุนัขตัวน้อยของท่านมีอายุยืนนานกับเราต่อไปได้

ทางเดินหายใจของสุนัขนั้นมีโครงสร้างเหมือนกับของมนุษย์ กล่าวคือ เริ่มต้นจากรูจมูก เข้าสู่โพรงจมูก คอหอย (pharynx) กล่องเสียง (larynx) หลอดลม และปอดในที่สุด ที่ปอดนี้ก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนกับคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซตัวหลังก็จะถูกขับออกจากร่างกายส่วนออกซิเจนก็จะถูกจับโดยสารที่เรียกว่า ฮีโมโกลบินบนเม็ดเลือดแดง แล้วก็จะถูกลำเลียงส่งไปเลี้ยงทั่วร่างกายต่อไปนั่นเอง การเกิดความผิดปกติขึ้นที่โครงสร้างใดโครงสร้างหนึ่งซึ่งเป็นเหตุให้ออกซิเจนที่ไปเลี้ยงบริเวณสมองไม่เพียงพอ ก็จะเกิดการกระตุ้นให้มีการหายใจถี่ (tachypnea) หรือหอบ (panting) หรืออาจแสดงอาการหายใจลำบาก (dyspnea) ให้เห็นได้ทันที

จะรู้ได้ยังไงว่าสุนัขมีความผิดปกติของการหายใจ

สุนัขที่หายใจเร็วหรือหอบ อาจไม่ได้เกิดจากการหายใจลำบาก ให้สังเกตบริบทโดยรอบ เช่น อากาศร้อนหรือเพิ่งออกกำลังกาย ก็สามารถทำให้สุนัขหอบได้เช่นกัน แต่หากอยู่ๆสุนัขก็เกิดหอบขึ้นมานั่นอาจแสดงว่าเริ่มมีความผิดปกติแล้ว ยิ่งถ้าสุนัขไม่อ้าปากแต่มีการหายใจเร็วและถี่ อาจบ่งบอกถึงภาวะหายใจลำบากได้ทันทีเลย

แต่ในกรณีที่สุนัขมีอาการหายใจลำบาก จะเห็นอาการดังนี้

  • ช่องท้องถูกใช้ช่วยในการหายใจมาก อาจเห็นช่องอกยุบเข้าไปด้วย
  • รูจมูก ขยาย เพื่อเพิ่มการรับลมและอากาศ
  • อ้าปากหายใจ
  • ยืดคอ ศอกตั้ง เงยหน้า
  • อาจมีเสียงผิดปกติขณะหายใจเข้า เช่น เสียงกรน (stertor) หรือเสียงเฮือก (stridor)

ทำไมถึงหายใจลำบาก

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าหากเกิดความผิดปกติใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นบริเวณโครงสร้างที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจทั้งหมด ได้แก่

  • ความผิดปกติของจมูก
    • การติดเชื้อ
    • รูจมูกเล็ก
    • มะเร็ง
    • เลือดไหล
  • ความผิดปกติของคอหอยและหลอดลม
    • เพดานอ่อนยาว (elongated soft palate)
    • กล้ามเนื้อกล่องเสียงหย่อน (laryngeal paralysis)
    • มะเร็งหรือก้อนเนื้อ
  • ความผิดปกติของหลอดลมฝอย
    • ติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส
    • หอบหืดและภูมิแพ้
    • หลอดลมตีบ
    • มะเร็ง
  • ความผิดปกติของปอด
    • การอักเสบเนื่องมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส (pneumonia)
    • ภาวะหัวใจล้มเหลว ทำให้เกิดน้ำคั่งที่ปอด (pulmonary edema)
    • มะเร็งปอด
    • ติดเชื้อพยาธิหนอนหัวใจ
  • ความผิดปกติของช่องอก
    • มีอากาศในช่องอก (pneumothorax)
    • มีน้ำในช่องอก (pleural effusion)
    • มีก้อนเนื้อในช่องอก เช่น มะเร็ง หรืออวัยวะในช่องท้องเคลื่อนเข้ามาไส้เลื่อนกะบังลม (diaphragmatic hernia)
  • ความผิดปกติของผนังช่องอก
    • ผนังช่องอกฉีกขาด
    • ได้รับสารพิษในกลุ่ม botulinum toxin หรือจากการถูกเห็บกัด
  • ความผิดปกติของช่องท้อง
    • มีแก๊สในกะเพราะ (bloated)
    • ตับโต (hepatomegaly)
    • มีน้ำในช่องท้อง (peritoneal effusion / ascites)
  • โลหิตจาง ทำให้ไม่มีตัวขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะทั่วร่างกาย

การวินิจฉัย

ภาวะหายใจลำบากถือเป็นภาวะที่มีความอันตรายต่อชีวิตสูงมาก การสังเกตอาการและสิ่งแวดล้อมจะช่วยเป็นข้อมูลให้สัตวแพทย์ใช้ในการประเมินหาตำแหน่งของความผิดปกติของรอยโรค และสามารถแก้ปัญหาหรือเลือกวิธีการวินิจฉัยและการช่วยเหลือเบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามสัตวแพทย์ก็จำเป็นต้องตรวจร่างกายเพื่อหาตำแหน่งของความผิดปกติให้ได้ก่อน โดนใช้การฟังช่องอก รวมถึงการใช้เครื่องมืออื่นๆเช่นกัน

การตรวจเลือดและปัสสาวะจะช่วยให้ข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้นที่สำคัญ โดยค่าของเม็ดเลือดแดงก็มีความเกี่ยวข้อง เพราะหากสุนัขมีภาวะโลหิตจางจะมีความต้องการออกซิเจนสูงขึ้น และจะหายใจถี่ขึ้น หรือการติดเชื้อก็จะสามารถเห็นได้จากการที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดสูง (leukocytosis) เลือดที่เจาะไปตรวจยังสามารถนำไปตรวจหาพยาธิหนอนหัวใจ ทั้งที่เป็นตัวอ่อนและชุดตรวจที่ใช้ตรวจหาตัวเต็มวัยได้ ส่วนค่าของระดับอกซิเจนในเลือดก็สามารถตรวจได้โดยการตรวจหาปริมาณแก๊สในเลือด (blood gas analysis) นั่นเอง

การตรวจที่สำคัญมากที่สุดคือการทำรังสีวินิจฉัย เพราะสามารถเห็นภาพรวมของทั้งช่องอกและช่องท้องได้ โดยสามารถพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นที่ท่อทางเดินหายใจ ปอด และหัวใจ รวมถึงบริเวณอื่นๆในช่องอกที่อาจส่งผลให้เกิดอาการหายใจลำบากก็ได้ ส่วนในรายที่สงสัยว่ามีปัญหาของหัวใจก็สามารถทำการตรวจคลื่นเสียงวินิฉัยความถี่สูง (echocardiography) ก็ได้

ในกรณีของการผมน้ำในช่องอกหรือช่องท้อง สามารถเจาะน้ำเพื่อไปตรวจหาลักษณะขององค์ประกอบ เพื่อบอกแนวทางเบื้องต้นถึงสาเหตุของการเกิด หรือหากเป็นก้อนเนื้อก็ให้ทำการตรวจชิ้นเนื้อเบื้องต้นเพื่อประเมินว่าจะทำการรักษาต่อด้วยวิธีการผ่าตัดหรือใช้เคมีบำบัด (chemotherapy) หรือไม่อย่างไร

แต่หากความผิดปกติของสุนัขอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น โดยเฉพาะในจมูกหรือคอหอย สามารถใช้กล้องส่องชนิดโค้งพับได้ (J-flexed endoscope) เพื่อตรวจวินิจฉัยหารอยโรคที่เกิดขึ้นที่แท้จริง

การรักษา

การรักษาอาการหายใจลำบาก จำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วน เพราะถือเป็นภาวะฉุกเฉินระดับหนึ่ง สัตวแพทย์จะพยายามให้ออกซิเจนกับสัตว์ในเบื้องต้นก่อน โดยอาจจะให้อยู่ในกรงที่มีออกซิเจน ใส่ลำโพง หรืออาจทำการสอดท่อเพื่อให้ได้รับออกซิเจนปริมาณเยอะที่สุดนั่นเอง ส่วนในแง่ของการรักษาโรคนั้นก็จะเป็นไปตามชนิดของโรคที่ได้วินิจฉัยยืนยันในตอนสุดท้าย ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการรักษาทางยา ดมยาเพื่อบรรเทาอาการ จนไปถึงผ่าตัดแก้ไข เป็นต้น

การดูแลและจัดการ

สุนัขเหล่านี้มักมีโอกาสกลับมาเป็นโรคของทางเดินหายใจได้ใหม่อย่างง่าย เพราะพบว่าส่วนใหญ่มักเกิดจากพันธุกรรม และควรหมั่นสังเกตอาการ หากพบความผิดปกติให้พามาพบสัตวแพทย์ทันที

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม