การกินเพื่อสุขภาพ

ผลิตภัณฑ์เสริมสมอง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
ผลิตภัณฑ์เสริมสมอง

โคลีนสำคัญต่อสมองอย่างไร

โคลีนเป็นสารอาหารสำคัญที่จำเป็นสำหรับร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสมอง และต่อการพัฒนาสมองของทารกในครรภ์ ความรู้ในปัจจุบันทำให้เรารู้ว่า โคลีนช่วยให้สเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดในสมองของทารกส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้มีจำนวนเซลล์สมองเพิ่มมากขึ้น

การศึกษาในสัตว์พบว่า แม่ที่ได้รับอาหารที่มีโคลีนสูง เมื่อคลอดลูกออกมาแล้วจะมีความจำดีขึ้นตลอดชีวิต แม้ว่ายังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าในคนจะมีผลเช่นเดียวกัน แต่นักวิจัยเชื่อว่าการได้รับสารโคลีนระหว่างตั้งครรภ์น่าจะให้ผลดีกับแม่เช่นเดียวกับลูกที่คลอดออกมา

โคลีนยังเป็นส่วนประกอบของเลซิทิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสารอะเซทิลโคลีนที่ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทในสมอง คนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์จะมีปริมาณสารอะเซทิลโคลีนในสมองลดน้อยลง จึงเชื่อว่าการเสริมสารอาหารชนิดนี้อาจช่วยให้คนที่เป็นโรคความจำเสื่อมชั้นต้นมีอาการดีขึ้นบ้าง แต่ในคนที่เป็นมาก การเสริมด้วยโคลีนหรือเลซิทินไม่มีผลแต่อย่างใด

จุดขายของผลิตภัณฑ์เสริมโคลีนคือช่วยสร้างสารอะเซทิลโคลีนซึ่งเป็นสารสื่อประสาทเกี่ยวกับความจำ ข้อเท็จจริงก็คือ เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยกลางคน ความสามารถในการขนส่งโคลีนจากเลือดสู่สมองจะลดลงผลิตภัณฑ์เสริมแม้จะมีโคลีนสูงก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าโคลีนจะวิ่งเข้าสู่สมองในส่วนที่ต้องการมากพอ งานวิจัยในคนที่เสริมโคลีนพบว่า ไม่สามารถช่วยเพิ่มความจำได้อย่างสม่ำเสมอ

แหล่งอาหารโคลีน

โคลีนจะพบมากในอาหารที่มาจากสัตว์ เช่น ไข่ เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม และปลา รวมทั้งในพืช เช่น มันฝรั่ง นอกจากนี้ยังพบมากในอาหารเมดิเตอร์เรเนียน

นายแพทย์สตีเวน ไซเซิล (Dr. Steven Zeisel) ผู้เชี่ยวชาญการวิจัยโคลีน แนะนำว่า การเสริมโคลีนวันละ 500-1,000 มิลลิกรัม ก็เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ในกลุ่มประชากรที่ได้รับโคลีนจากอาหารไม่เพียงพออาจเสริมจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ แต่มีข้อควรระวังว่า หากเสริมโคลีนมากเกินไปอาจจะเกิดผลข้างเคียงได้ เช่น อาเจียน เหงื่ออก ความดันโลหิตต่ำ และกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์

ปริมาณโคลีนในอาหารต่างๆ

*เนื้อหรือปลา 90 กรัมขนาดเท่ากับไพ่ 1 กล่อง

ที่มา: http://lpi.oregonstate.edu/inf...

เบทาอีน

เป็นสารที่ได้มาในระหว่างกระบวนการสร้างและสลาย (metabolite) เบทาอีนช่วยในการเปลี่ยนโฮโมซิสเตอีนไปเป็นเมไทโอนีน หากระดับโฮโมซิสเตอีนในเลือดสูงจะนำไปสู่การอักเสบภายใน เบทาอีนในธรรมชาติพบในอาหารทะเลและพืช เช่น บีต สปินิช ข้าวสาลีไม่ขัดสี จมูกข้าวสาลี รวมทั้งในอาหารเมดิเตอร์เรเนียนและไวน์

ผลิตภัณฑ์เสริมเบทาอีนมีจุดขายคือ ช่วยบำรุงสุขภาพ ตับ สมอง และอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย ใช้ในกรณีที่มีระดับโฮโมซิสเตอีนสูง และใช้ในรูปเบทาอีนไฮโดรคลอไรด์ กินพร้อมอาหาร ช่วยเพิ่มกรดในกระเพราะอาหาร (อาจไม่เหมาะสำหรับผู้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบบางคน) อย่างไรก็ตาม ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เสริมควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อความปลอดภัยในการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

สารสกัดจากใบแปะก๊วยหรือกิงโกะบิโลบา (Ginkgo biloba)

เป็นสารสกัดจากพืชที่มีสารประกอบหลายชนิด ซึ่งบรรดานักวิจัยเชื่อว่ามีผลดีต่อสมองและร่างกาย มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านปฏิกิริยาที่ทำลายเซลล์ และต้านการอักเสบ ปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์สมองและควบคุมการทำงานของสารสื่อประสาท ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้สมองได้รับออกซิเจน และสารอาหารที่ต้องการเพิ่มขึ้น เสริมสร้างการทำงาน จึงช่วยเพิ่มความจำ สมาธิ และปฏิกิริยาตอบสนอง ด้วยประโยชน์มากมายนี้เองจึงมีการใช้วสารสกัดใบแปะก๊วยในการเพิ่มความจำ  ซึ่งพบว่ามีการใช้ในตำรายาจีนมานยานหลายศตวรรษ  ส่วนในประเทศเยอรมนีใช้ในการรักษาโรคความจำเสื่อม

ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่ากิงโกะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์  แต่อาจช่วยผู้ที่มีปัญหาความจำเสื่อมขนานอ่อนถึงขนานกลาง  การวิจัยพบว่า  คนที่ได้รับกิงโกะที่เป็นสูตรมาตรฐาน  มีจำนวนถึง 27 เปอร์เซ็นต์ที่อาการดีขึ้น  ในขณะที่คนที่ได้รับกิงโกะหลอกมีอาหารดีขึ้น 14 เปอร์เซ็นต์  นักวิจัยยังไม่มีข้อสรุปและยังคงต้องการข้อมูลการวิจัยเพิ่มเติม  นอกจากนี้ในงานวิจัยคนที่สุขภาพดีพบว่า  กิงโกะช่วยส่งเสริมสุขภาพสมองเล็กน้อยหรือไม่ช่วยเลย  ทั้งนี้ขนานของกิงโกะที่ใช้ในการวิจัยคือวันละ 120-240  มิลลิกรัม

อย่างไรก็ตาม  ผลการวิจัยขนานใหญ่ในผู้ป่วยขั้นที่ 3 และทำการวิจัยในหลายประเทศ  โดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติในหลายสาขา  พบว่า  สารสกัดจากใบแปะก๊วยไม่ดีกว่ายาหลอกในการป้องกันหรือชะลอสมองเสื่อม

ในการประเมินความจำ  มีการศึกษาในคนอายุ 75 ปีหรือมากกว่า  จำนวน 30,000 คน  ที่ไม่มีสัญญานของโรคสมองเสื่อมหรือมีปัญหาความจำถดถอยขนาดอ่อน  ให้ได้รับการเสริมสารสกัดจากใบแปะก๊วยหรือยาหลอกโดยการสุ่ม  ในปริมาณ 120 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง  และติดตามผลทุกๆ 6 เดือน เป็นเวลา 6 ปี  พบว่า ไม่มีความแตกต่างในอัตราการเกิดโรคสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์

ฮิวเปอร์ซีนเอ

ฮิวเปอร์ซีนเอ (huperzine A หรือ Hup A)  เป็นสารสกัดบริสุทธิ์จากพืชตระกูลมอสส์ของจีนชนิดหนึ่ง  (Huperzine  serrata)  ที่ใช้ในยาจีนมาหลายศตวรรษ  แพทยน์จีนใช้ฮิวเปอร์ซีนเอในการรักษาโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ  นักวิจัยพบว่า  สารนี้มีคุณสมบัติช่วยยับยังแอนไซต์อะเซทิลโคลีเนสเทอเรส (acetylcholinesterase)  ซึ่งทำลายสารสื่อประสาทในสมองชื่อ อะเซทิลโคลีน  ทำให้สารอะเซทิลโคลีนในสมองลดลง  ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคอัลไซเมอร์

ฮิวเปอร์ซีนเอเป็นสารกลุ่มเดี่ยวกับบารักษาอัลไซเมอร์สองชนิดที่ได้รับอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) คือ Tacrine และ  Coneprzil แต่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า ฮิวเปอร์เซอีนจึงให้ความหวังว่าอาจช่วยให้ความจำดีขึ้นและปกป้องเซลล์สมอง  มีงานวิจัยขนานเล็กรายงานไว้ว่า  ผู้ป่วยอัลไซ-เมอร์ที่ได้รับฮิวเปอร์เซอีนวันละ 100-200 ไมโครกรัมมีอาหารดีขึ้นเล็กน้อย  ฮิวเปอร์เซอีนจึงได้รับการส่งเสริมให้เป็นยารักษาสมองเสื่อม  แต่ยังไม่มีการศึกษาที่จะประเมินผลการใช้ในระยะยาวหรือความปลอดภัย

การวิจัยครั้งแรกขนานใหญ่ของทางคลินิกฮิวเปอร์เซอีนในสหรัฐอเมริกาในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ขนานอ่อนถึงปานกลาง  ผลปรากฏว่าไม่พบว่าให้ผลดีไปกว่ายาหลอก

ปัจจุบันฮิวเปอร์เซอีนจัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซึ่งไม่ได้รับการควยคุม  และยังไม่มีมาตรฐานในการผลิต  สมาคมโรคอัลไซเมอร์จึงไม่แนะนำให้ใช้ร่วมกับยาอัลไซเทอร์ขององค์กาอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา  การใช้ฮิวเปอร์เซอีนจึงอาจเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย วิงเวียน ปวดกล้ามเนื้อได้

กรดไขมันโอเมก้า-3

กรดไขมันโอเมก้า-3  เป็นกรดไขมันอิ่มตัวชนิดหนึ่ง (PUFA)  ที่มีการวิจัยสนับสนุนว่าเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบ  รวมทั้งอาจมีผลต่อการลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์  ต้านการอักเสบ  และช่วยป้องกันเยื้อหุ้มเซลล์ประสาท 

องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแสดงสรรพคุณต่อสุขภาพในฉลากอาหารได้ คือ กรดโอเมก้า-3 (ซึ่งประกอบด้วยกรดดีเอชเอและอีพีเอ)  ฉลากอาหาร  อาจระบุว่า

“ผลการวิจัยสนับสนุน(แต่ไม่ถือว่าเป็นข้อสรุป)ว่าการบริโภคกรดไขมันโอเมก้า-3  อีพีเอและดีเอชเออาจลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ”  และจะต้องแสดงปริมาณดีเอชและเออีพีเอรวมกันเกินวันละ 3 กรัม  และไม่เกินวันละ 2 กรัมจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

การวิจัยที่ผ่านมาได้แสดงถึงการบริโภคโอเมก้า-3  สูงกว่าจะช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม  ในสมองจะมีกรดดีเอชเอเป็นหลัก  ซึ่งเป็นไขมันที่พบในเยื้อหุ้มเซลล์ประสาทที่ล้อมรอบเซลล์ประสาทโดยเฉพาะในส่วนที่เซลล์เชื่อมโยงต่อกัน  แต่การศึกษาสองรายงานในการประชุมวิชาการของโรคอัลไซเมอร์ (Alzhemer’s  Association International  Conference on  Alzhemer’s  Disease หรือ  AAICAD) ในปีค.ศ 2009 และ 2010 พบว่า ดีเอชเอมีทั้งในผลและไม่ให้ผลในการป้องกันโรคสมองเสื่อม

  • การศึกษาแรกรายงานว่า  ผู้ที่มีโรคอัลไซเมอร์ขนานอ่อนถึงปานกลางที่ได้รับดีเอชเอวันละ 2 กรัม  โดยรวมไม่ได้ให้ผลดีมากกว่าคนที่ได้รับดีเอชเอหลอก  นักวิจัยเชื่อว่า  ในเบื้องต้นจะเกี่ยวข้องกับยีนส์อะโป-อี4  ซึ่งเป็นยีนส์เพิ่มความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์  ผู้ที่ไม่มียีนส์นี้อาจได้รับประโยชน์เพียงเล็กน้อยจากการเสริมดีเอชเอ  ซึ่งเราต้องติดตามการวิจัยกันต่อไป
  • การศึกษาที่สองเกี่ยวกับดีเอชเอในการเพิ่มความจำ (ชื่องานวิจัย Memory  Improvement  with Docosahexaenoic  Acid  Stu หรือ MIDAS)  โดยให้ผู้สูงอายุที่เริ่มมีความจำลดลงปกติตามอายุเสริมดีเอชเอวันละ 900 มิลลิกรัม  พบว่าผู้สูงอายุเหล่านั้นมีความจำดีกว่าผู้สูงอายุที่ได้รับดีเอชเอหลอกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ฉะนั้นผู้อ่านอย่าเพิ่งหวังหากผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า  ณ  ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะแนะนำได้ว่าดีเอชเอหรือกรดไขมันโอเมก้าอื่นๆจะรักษาหรือป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้  ขอให้ผู้อ่านร้องเพลงรอติดตามการวิจัยในอนาคตต่อไป

ฟอสฟาทิดิลซีรีน  (phosphatidylserine)

ไขมันชนิดหนึ่งที่เป็นองค์ประกอบหลักของเยื้อหุ้มเชลล์ประสาทในผู้ที่มีสมองเสื่อมและมีความผิดปกติคล้ายกัน  เซลล์ประสาทจะเสื่อมโดยไม่ทราบสาเหตุ นักวิจัยเชื่อว่า ฟอสฟาทิดิลซีรีนอาจป้องกันเชลล์สมองเสื่อมได้

การวิจัยทางคลินิกครั้งแรกใช้ฟอสฟาทิดิลซีรีนที่สกัดจากเซลล์สมองของวัว  แม้จะมีอาสาสมัครเข้าร่วมการวิจัยน้อย  แต่ก็ให้ผลที่น่าติดจามต่อ  เนื่องจากในปี ค.ศ.1990   มีข้อมูลเกี่ยวโรควัวบ้า (bovine  spongiform  encephalopathy)  ที่เชื่อกันว่าเกิดจากการบริโภคอาหารหรือเกิดจากผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากวัวที่ได้รับเชื้อนี้  ปัจจุบันจึงเปลี่ยนมาใช้สารสกัดจากถั่วเหลืองและกะหล่ำปลีแทน

องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริการอนุญาติให้แสดงสรรพคุณทางสุขภาพและฉลากอาหารได้หากเป็นฟอสฟาทิดิลซีรีนที่ผลิตจากถั่วเหลือง  โดยระบุว่า  การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เบื้องต้นมีข้อมูลจำกัดและจะต้องทำการวิจัยเพิ่มมากขึ้น และยังไม่แนะนำการใช้ฟอสฟาทิดิลซีรีนอย่างเป็นทางการ

กรดแอลฟาไลโปอิก  (alpha  lipoic  acid)

กรดแอลฟาไลโปอิกรู้จักกันในชื่อหนึ่งคือ  กรดไทออกติก (thioctic)  ซึ่งเป็นกรดไขมันที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ  สามารถละลายได้ทั้งในน้ำและไขมัน  ต่างกับสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆบางตัวที่ละลายได้ในน้ำหรือไขมันเพียงอย่างเดียว  จึงทำให้กรดแอลฟาไลโปอิกกวาดจับอนุมูลอิสระได้ทั้งในเซลล์และระหว่างเซลล์

กรดแอลฟาไลโปอิก

กรดแอลฟาไลโปอิกสามารถข้ามเขตแดนเลือดและสมองได้  นักวิจัยพบว่ากรดชนิดนี้ช่วยเพิ่มความจำในสัตว์ทดลอง  มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า กรดเสริมกรดชนิดนี้ขนาดสูง (600  มิลลิกรัมขึ้นไป)  สามารถช่วยสร้างเซลล์ประสาทและรักษาโรอัลไซเมอร์ได้

ปกติร่างกายคนเราสามารถสร้างกรดชนิดนี้ขึ้นได้  แต่ปริมาณการสร้างจะลดลงตามอายุ  ในขณะที่ความต้องการของร่างกายสูงขึ้น  โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลินหรือผู้ที่เป็นเบาหวาน นายแพทย์แลร์รี่  แมคเคลียรี (Dr.Larry  McCleary) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมประสาท แนะนำว่า  ไม่แปลกใจเลยที่การวิจัยพบว่ากรดกรดแอลฟาไลโปอิกช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและป้องกันโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน  โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท

แต่จะต้องกินกรดกรดแอลฟาไลโปอิกมากน้อยแค่ไหนถึงจะพอ

กรดแอลฟาไลโปอิกมีมากในผักโขม  บรอกโคลี เมล็ดถั่วลันเตา  บริวเวอร์ยีนส์  แขนงผัก  รำข้าว  และเครื่องในสัตว์  แต่การกินจากอาหารให้เพียงพอจะต้องกินในปริมาณมากทีเดียว  เช่น  ต้องกินผักโขมประมาณ 3 กิโลกรัมถึงจะได้กรดแอลฟาไลโปอิก 1 มิลลิกรัม  นพ.แลร์รี่แนะนำให้เสริมกรดกรดแอลฟาไลโปอิกวันละ 50-300  มิลลิกรัม  แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

วิตามินบี 12

ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมีระดับวิตามินบี 12 ในเลือดต่ำ  ข้อมูลเผยว่า 70 เปอร์เซ็นต์คนที่สูงอายุขาดวิตามินบี 12 มักมีอาการของโรคความจำเสื่อมร่วมด้วย  แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการขาดวิตามินบี 12 เป็นสาเหตุสำคัญหรือผลของโรคนี้

สารอาหารชนิดอื่น

คนที่เป็นโรคนี้มักมีระดับวิตามินอี  วิตามินซี  ไนอะซิน  และกรดโฟลิกในเลือดต่ำ   การเสริมอาหารเหล่านี้จะช่วยสภาวะโภชนาการของร่างกายดีขึ้น  แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้หายจากโรค

วิตามินอี

อาจป้องกันเซลล์สมองจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน  มีราบงานว่าคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ที่ได้รับวิตามินอีวันละ 2,000  ไอยูไม่ทำให้อาการดีขึ้น  แต่ชะลอไม่ให้อาการเลวลง  สมาคมอัลไซเมอร์ของสหรัฐอเมริกาจึงไม่แนะนำให้ใช้วิตามินอีในระดับสูงเช่นนั้น

คาร์นิทีน

เป็นกรดอะมิโนที่เป็นโครงสร้างของโปรตีน  ร่างกายสามารถผลิตได้ตามธรรมชาติ  มีประโยชน์ในการช่วยผลิตพลังงานในร่างกาย  คาร์นิทีนเป็นสารอาหารชนิดหนึ่งที่นักวิจัยให้ความสนใจ  เพราะอาจช่วย้พิ่มสารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า“อะเซทิลโคลีน” ได้  คาร์นิทีนมีมากในเนื้อเยื้อกล้ามเนื้อและหัวใจ  ซึ่งใช้กรดไขมันเป็นเชื้อเพลิง  สำหรับในอาหารสามารถสกัดคาร์นิทีนได้จากเนื้อสัตว์  คาร์นิทีนเป็นชื่อทั่วไป  สำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งรู้จักกันดีอยู่ในชื่อ แอลคาร์นิทีน (L-carnitine) หรืออะเซทิล-แอล-คาร์นิทีน (acetyl-L-carnitine)  และโพรพิโอนิล-แอล-คาร์นิทีน (propionyl-L-carnitine)

อะเซทิล-แอล-คาร์นิทีน (acetyl-L-carnitine หรือ ALC)

มีการใช้อะเซทิล-แอล-คาร์นิทีนในการรักษาโรคผิดปกติทางสมองหลายชนิด  รวมทั้งความจำเสื่อมที่เกี่ยวข้องกับอายุ  ภาวะซึ้มเศร้าเมื่อสูงวัย  ปัยหาเกี่ยวกับความคิดเนื่องจากพิษสุราเรื้อรัง  นอกจากนี้ยังใช้ในผู้ที่มีอาการดาวน์ซินโดรม  เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองไม่ดี  ต้อกระจก  ปวดเส้นประสาทเนื่องจากโรคเบาหวานและการใช้ยารักษาโรคเอดส์  รวมทั้งอาการอัมพาตใบหน้า

อะเซทิล-แอล-คาร์นิทีนมีโครงสร้างสัมพพันธ์กับอะเซทิลโคลีนซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ  และระดับอะเซทิลโคลีนในสมองของผู้ที่เป็นอัลไซเมอร์จะลดลง  ส่วนแอล-คาร์นิลีนจะไม่ข้าวเขตแดนเลือดและสมองจนกว่าจะปลี่ยนเป็นอะเซทิล-แอล-คาร์นิทีนเมื่อเข้าสู้ระบบส่วนกลางได้  อะเซทิล-แอล-คาร์นิทีนจะช่วยให้อะเซทิลโคลีนถูกปล่อยออกมา  และเพิ่มการทำงานของเอนไซม์โคลีนอะเซทิลทรานสเฟอเรส (choline acetyltransferase)  ในการสร้างอะเซทิลโคลีน

การเสริมอะเซทิล-แอล-คาร์นิทีน  พบว่า

  • อะเซทิล-แอล-คาร์นิทีนเป็นหนึ่งสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพมากสำหรับสมอง  นักวิจัยทดสอบโดยให้คนที่มีความจำเสื่อมขนานอ่อนเสริมอะเซทิล-แอล-คาร์นิทีนเพียงวันละ 1.5-3  กรัม  พบว่าการทำงานของสมองดีขึ้น
  • ช่วยเพิ่มความจำในผู้สูงอายุ  และในผู้ที่อายุ 30-60  ปีที่ติดแอลกอฮอล์มากเกินไป   ลดอาการปวดเส้นประสาทในผู้ที่เบาหวานมานาน  หรือในผู้ที่ควบคุมเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ไม่ดี
  • ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น  โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองไม่ดี
  • การวิจัยไม่นานนี้พบว่า   คนที่อายุต่ำกว่า 50 ปีที่เริ่มมีอาการโรคอัลไซเมอร์  เมื่อให้อะเซทิล-แอล-คาร์นิทีนวันละ 3 กรัม  สามารถชะลออาการไม่ให้เลวลงได้ดีกว่าคนที่ได้ยาหลอก แต่มบางรายงานไม่ให้ผล  มีแนวโน้มว่าอะเซทิล-แอล-คาร์นิทีนจะให้ผลในผู้ป่วยบาวรายที่มีอายุน้อยกว่า 66 ปี  ซึ่งมีอาการเริ่มต้นของอัลไซเมอร์และมีอัตราการดำเนินของโรคที่รวดเร็ว

อะเซทิล-แอล-คาร์นิทีนทำงานอย่างไร

อะเซทิล-แอล-คาร์นิทีนช่วยให้ร่างกายผลิตพลังงาน  เป็นสาระสำคัญสำหรับหัวใจและสมอง  การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ  และกระบวนการทำงานอื่นๆอีกมามาย  การเสริมอะเซทิล-แอล-คาร์นิทีนค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่

ผลข้างเคียงบางอย่างที่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าใช้วันละ 3 กรัม ขึ้นไปเช่น  อาการไม่สบายท้อง  คลื่นไส้  และกระสับกระส่ายอาจทำให้เกิดกลิ่น “คาว”1ของปัสสาวะ  ลมหายใจ  และเหงื่อ

ผู้ที่มีปัญหาติอมไทรอยด์ทำงานน้อยลงไม่ควรใช้อะเซทิล-แอล-คาร์นิทีนเพราะอาจรบกวนการทำงานของฮอร์โมนไทรอยด์  ผู้ที่มีโรคลมชักไม่ควรใช้อะเซทิล-แอล-คาร์นิทีน

ตารางแสดงแหล่งอาหารคาร์นิทีนในธรรมชาติ

 

ที่มา: http;//ods.od.nih.gov/Carnitine-HealthProfessional/

ข้อสรุปในปัจจุบันคือ  ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะช่วยป้องกันหรือรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้  แต่อาหารหลัก 5 หมู่ที่รับประทานในชีวิตประจำวันจะช่วยดูแลสุขภาพร่างกายและสมองได้  ถ้ารู้จักเลือกรับประทานให้ถูกต้อง  ออกกำลังกายและออกกำลังสมองอย่างสม่ำเสมอ  การเสริมจะจำเป็นเมื่อมีแนวโน้มว่าร่างกายขาดสารอาหารชนิดนั้นๆ

คุณสามารถอ่านข้อมูลดี ๆ มีประโยชน์แบบนี้ได้เพิ่มเติมที่หนังสือ "อาหารต้านอัลไซเมอร์" โดยศัลยา คงสมบูรณ์เวช จากสำนักพิมพ์ Amarin Health เพื่อสนับสนุนผู้แต่ง

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่