โรคลมชัก (Epilepsy)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ธ.ค. 19, 2017 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 222,686 คน

ความหมาย โรคลมชักหรือลมบ้าหมู เป็นโรคที่มีอาการชักซ้ำๆ การรับความรู้สึกเปลี่ยนไป มีพฤติกรรมผิดปกติ สูญเสียความรู้สึก อาจมีสาเหตุจากอุบัติเหตุที่สมอง มีการติดเชื้อในสมอง มีเนื้องอกในสมอง หลอดเลือดสมองผิดปกติ หรือได้รับสารพิษ หรือมีความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง

สาเหตุ เกิดจากการได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะชนิดรุนแรง มีการทิ่มแทงเข้าไปในเนื้อสมอง ภาวะชักที่พบในเด็กเกิดใหม่และทารกมักมีสาเหตุจากความพิการของสมองแต่กำเนิด มีการบาดเจ็บต่อสมองในระหว่างการคลอด มีภาวะขาดออกซิเจน น้ำตาลในเลือดต่ำ แคลเซียมในเลือดต่ำ อาจทำให้มีอาการชักในวัยรุ่นทั้งๆ ที่มีความผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด อย่างไรก็ตามอาจพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี จากโรคหลอดเลือดสมอง เนื้องอกในสมอง โรคอัลไซเมอร์ มีการติดเชื้อ ติดสุราเรื้อรัง หรือเกิดจากโรคชรา

พยาธิสรีรภาพ เซลล์สมองที่ผิดปกติปล่อยกระแสไฟฟ้าที่มีกำลังความถี่และช่วงกว้างของความถี่สูงไปยังเซลล์ข้างเคียง ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวเกิดภาวะชักขึ้น หากเกิดขึ้นที่แกนสมองจะทำให้ผู้ป่วยหมดสติ ในสมองจะมีเซลล์ประสาทที่อยู่บริเวณเปลือกสมอง (Cortex) ที่ทาลามัสส่วนหน้า และเบซัลแกงเกลีย ซึ่งทำหน้าที่ยับยั้งกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติให้ช้าลง ทำให้การชักสิ้นสุดลง ผู้ป่วยจะรู้สึกสับสน และมีอาการอ่อนล้าในระหว่างชัก ร่างกายต้องการพลังงาน (Adenosine triphosphate; ATP) และออกซิเจนมากขึ้น ทำให้หลังการชักสมองต้องการเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น จึงต้องรีบให้ออกซิเจนและกลูโคสแก่ผู้ป่วย โดยเฉพาะในรายที่มีการชักต่อเนื่องจะเกิดภาวะพร่องออกซิเจนและมีกรดแลคติกเพิ่มขึ้น ทำให้เนื้อสมองถูกทำลายมากขึ้นด้วย

อาการ การชัก แบ่งเป็น การชักเฉพาะที่ (Partial seizure) และการชักทั้งตัว (Generalized seizure)

การชักเฉพาะที่ เริ่มด้วยมีการเกร็งหรือกระตุกที่นิ้วมือ แล้วค่อยๆ ลามไปที่แขนหรือขา หรือหน้า หรือทั้งแขนและขา ทั้งหน้าซีกเดียวกัน อาจมีความรู้สึกชาและเจ็บยิบยับเหมือนแตะบนปลายเข็ม (Tingling) อาจมีความผิดปกติของการมองเห็น เช่น มองเห็นแสงสว่างวูบวาบ อาจมีปัญหาเกี่ยวกับการพูด และการ

ลิ้มรส นอกจากนี้อาจมีอาการแน่นท้อง ซีด เหงื่อออก หน้าแดง รูม่านตาขยาย หัวใจเต้นเร็ว และหายใจเร็ว อาจได้กลิ่นหรือได้ยินเสียงแปลกๆ อาจเกิดความรู้สึกว่าคุ้นเคยหรือเคยพบสถานการณ์หรือสิ่งแวดล้อมในขณะนั้นๆ มาก่อน ทั้งๆ ที่ความจริงไม่เคยประสบมาก่อนเลย อาจมีการเม้มริมฝีปาดโดยไม่รู้สึกตัว บางรายเริ่มด้วยมีกระตุกที่หน้าครึ่งซีกและลามต่อไปทั่วตัวและหมดสติ

การชักทั้งตัว จะมีอาการหมดสติชั่วครู่ จ้องเหม่อนิ่งชั่วครู่ มีการกระตุกของกล้ามเนื้อโดยไม่สามารถควบคุมได้ อาจทำให้ล้มลง และหมดสติไปชั่วครู มักเป็นในตอนเช้า เช่น ทำกาแฟหกขณะล้มลง อาจมีแขนขาทั้งสองข้างชักกระตุก บางรายมีการชักเกร็งทั้งตัวและมีอาการหมดสติร่วมด้วย บางรายเริ่มด้วยมีอาการเตือน ตามด้วยอาการหมดสติทันทีทันใด ร่างกายทั้งหมดจะแข็ง หากยืนหรือนั่งอยู่จะล้มลงไปที่พื้นในลักษณะเป็นท่อนแข็ง อาจร้องเสียงดัง หายใจขัด เขียว กระดูกขากรรไกรแข็ง กำมือแน่น ตาเบิกโพรง รูม่านตาขยายและไม่มีปฏิกิริยาต่อแสง บางรายอาจมีการกระตุกของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย มีปัสสาวะราด กัดริมฝีปาด ลิ้นและภายในปาก มีน้ำลายฟูมปาก ต่อมาจะเข้าสู่ระยะผ่อนคลาย โดยไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ชั่วครู่ หลังจากที่ผู้ป่วยตื่นจะรู้สึกอ่อนล้า ซึมเศร้า สับสน ปวดศีรษะ ผู้ป่วยจะจำเหตุการณ์ชักไม่ได้เลย

การวินิจฉัยโรค การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง สามารถบอกตำแหน่งจุดเริ่มต้นของคลื่นไฟฟ้าผิดปกติ วินิจฉัยโรคลมชัก ช่วยแยกชนิดของการชักได้ นอกจากนี้อาจใช้การฉายภาพรังสีที่ศีรษะ ทำ CT และ MRT เพื่อแยะพยาธิ สรีรภาพในสมอง ทำ Position emission tomography (PET), Single-photon emission computed tomography (SPECT) อาจช่วยวัดปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองได้

การรักษา มีเป้าหมายเพื่อป้องกันอันตรายในระหว่างชัก เช่น ทำทางเดินหายใจให้โล่ง สังเกตลักษณะการชัก ให้ยากันชักตามความเหมาะสม ป้องกันภาวะชักโดยจัดท่าให้ผู้ป่วยนอนตะแคงเพื่อป้องกันลิ้นตกไปอุดทางเดินหายใจ ปลดเสื้อผ้าที่สวมใส่ให้หลวมเตรียม Oral airway และเครื่องดูดเสมหะให้พร้อมใช้ จัดสิ่งของให้ไกลจากตัวผู้ป่วย สังเกตรายละเอียดของการชัก เช่น ชักนานเท่าไร เริ่มชักที่ส่วนไหน และลามไปที่ใด ตาและศีรษะเอียงไปด้วยหรือไม่ หายใจลำบากหรือไม่ มีปัสสาวะราดหรือไม่ หมดสติหรือไม่ มีการเคลื่อนไหวอย่างไร มีส่วนใดกระตุกหรือไม่ ขจัดสาเหตุของการชัก โดยใช้ยาต้านการชัก เช่น Phenytoin (Dilantin), Phenobarbital,

Carbamazepine (Tegretol), Valproic acid (Depakine), Lamotrigine (Lamictal) วินิจฉัยสาเหตุการชักและรักษาสาเหตุ ควบคุมภาวะชัก

การพยาบาล ประเมินผู้ป่วย โดยการซักประวัติการเกิด การผ่าตัดสมอง โรคหลอดเลือดสมอง รายละเอียดของการชัก ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการชัก อาการเตือนก่อนการชัก ยาที่ได้รับ ลักษณะอาการภายหลังการชัก ประเมินด้านจิตใจ และตรวจร่างกายโดยเน้นระบบประสาท แนะนำความสำคัญเกี่ยวกับยาต้านการชัก การปฏิบัติตัวระหว่างชัก การหลีกเลี่ยงสาเหตุชักนำให้เกิดภาวะชัก (เช่น ภาวะเครียด นอนไม่พอ มีอารมณ์แปรปรวน ดื่มสุรา เป็นต้น) ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับอาหาร น้ำ และนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ มีสันทนาการและออกกำลังกาย ห้ามดื่มสุราอย่างเด็ดขาด แนะนำให้รับประทานยาต้านการชักอย่างต่อเนื่อง ระวังผลข้างเคียงของยาต้านการชัก เช่น ตรวจดูหน้าที่ของตับ เม็ดเลือดเป็นต้น ควรสวมสายคล้องคอที่มีบัตรแสดงว่าเป็นโรคลมชัก มีชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ของแพทย์ผู้รักษา แนะนำผู้ป่วยและญาติให้ดูแลป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากการชัก เช่น ระวังศีรษะฟาดพื้น อย่านำของมีคมมาไว้ใกล้ตัวผู้ป่วย จัดให้ผู้ป่วยนอนตะแคง หากชักนาน 10 นาที แล้วไม่หยุดชัก ควรเรียกรถพยาบาลเพื่อนำส่งโรงพยาบาล

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่