Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

ปวดกระดูก (Bone Pain)

อาการปวดกระดูกคืออะไร เกิดขึ้นได้จากสาเหตุอะไรบ้าง ปวดกระดูกขนาดไหนถึงควรไปพบแพทย์ มีการรักษาและป้องกันการปวดกระดูกอย่างไร?
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2020 รีวิวเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,028,768 คน

ปวดกระดูก (Bone Pain)

อาการปวดกระดูก คือ ภาวะที่มีอาการปวด อาการกดเจ็บ หรือรู้สึกไม่สบายตัวที่บริเวณกระดูก ซึ่งอาการจะแตกต่างจากอาการปวดกล้ามเนื้อและปวดข้อ เพราะผู้ป่วยจะมีอาการทั้งตอนที่เคลื่อนไหวหรือไม่เคลื่อนไหวร่างกาย อาการปวดที่เกิดขึ้นนี้มักสัมพันธ์กับโรคที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของกระดูกหรือโครงสร้างของกระดูก

อาการของผู้ที่มีอาการปวดกระดูก

อาการที่สังเกตได้ชัดเจนคือ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดกระดูก รู้สึกไม่สบายตัวทั้งในเวลาที่เคลื่อนไหว หรือไม่เคลื่อนไหวก็ตาม สำหรับอาการอื่นๆ จะขึ้นกับสาเหตุของอาการปวดกระดูก รายละเอียดแสดงดังตาราง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
โปรแกรมตรวจสุขภาพ สำหรับผู้มีอายุมากกว่า 50 ปี ลดสูงสุด 30%

ตรวจคัดกรองโรคพบบ่อยในวัยก่อนเกษียณ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รู้ก่อน รักษาก่อน โอกาสหายขาดสูง

Istock 643564758

สาเหตุของอาการการปวดกระดูก

อาการที่พบได้

การได้รับบาดเจ็บ

มีอาการบวม กระดูกแตก กระดูกผิดรูปสังเกตเห็นได้ มีเสียงเกิดขึ้นขณะได้รับบาดเจ็บ

การขาดแร่ธาตุ

ปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ การนอนหลับผิดปกติไป เป็นตะคริว อ่อนเพลีย อ่อนแรง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
✨ HD ร่วมกับ รพ.พญาไท 2 และ รพ.เปาโล พหลโยธิน

👨‍⚕️ ให้คุณได้ถามทุกข้อสงสัย กับคุณหมอกระดูก ฟรี !!

Askdoctor paola phyathaiinternal ad

กระดูกพรุน

ปวดหลัง หลังค่อม หลังโค้งลง ส่วนสูงลดลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

การแพร่กระจายของมะเร็งมาที่กระดูก

ผู้ป่วยจะมีอาการหลากหลายขึ้นกับว่ามะเร็งแพร่กระจายไปที่ใด เช่น

มะเร็งกระดูก

เพิ่มการเกิดกระดูกแตก พบก้อนใต้ผิวหนัง รู้สึกชาหรือเสียวซ่านที่เกิดจากก้อนมะเร็งกดทับที่เส้นประสาท

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจระดับวิตามินที่ร่างกายต้องการ เริ่มต้นที่ 3,925 บาท

เราขาดวิตามินตัวไหน หรือมีวิตามินตัวไหนมากไป รู้ได้จากการตรวจวิตามิน

Istock 989108042

การขัดขวางการไหลเวียนเลือดไปที่กระดูก

ปวดกระดูก สูญเสียการทำงานของข้อต่อ และอ่อนแรง

การติดเชื้อ

แดง มีอาการบวม ร้อน ที่บริเวณของการติดเชื้อ การเคลื่อนไหวของข้อลดลง คลื่นไส้ เบื่ออาหาร

มะเร็งเม็ดเลือดขาว

อ่อนเพลีย ผิวหนังซีด หายใจถี่ เหงื่อออกตอนกลางคืน น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

อาการปวดกระดูกในหญิงตั้งครรภ์

อาการปวดกระดูกเชิงกราน (Pelvic Bone Pain) เป็นอาการที่พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์หลายๆ ราย บางครั้งเรียกว่า อาการปวดรอบๆ อุ้งเชิงกรานเหมือนรัดเข็มขัด (Pregnancy-related Pelvic Girdle Pain (PPGP)) อาการปวดจะเกิดขึ้นที่กระดูกหัวหน่าว มีอาการข้อติดและปวดข้อที่บริเวณข้อต่ออุ้งเชิงกราน

อาการปวดรอบๆ อุ้งเชิงกรานเหมือนรัดเข็มขัดนี้จะไม่หายไปจนกว่าจะคลอดลูก แต่การรักษาตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยบรรเทาอาการได้ โดยทางเลือกในการรักษา ได้แก่

  • การฝึกเคลื่อนไหวข้อต่ออย่างถูกต้อง
  • การทำกายภาพบำบัด
  • การออกกำลังกายในน้ำ
  • การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Exercises to strengthen the pelvic floor)

แม้ว่าอาการปวดนี้จะพบได้บ่อย แต่ถือเป็นความผิดปกติชนิดหนึ่ง ดังนั้นหากตั้งครรภ์อยู่แล้วมีอาการปวดกระดูกเชิงกราน ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา

สาเหตุของอาการปวดกระดูก

อาการปวดกระดูกสามารถเกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่อไปนี้

  • การได้รับบาดเจ็บ : สาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดกระดูก โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดเมื่อเกิดอุบัติเหตุบางชนิด เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งอาจทำให้กระดูกแตกหรือกระดูกหักได้
  • การขาดแร่ธาตุ : กระดูกจำเป็นต้องอาศัยวิตามินและแร่ธาตุในการเพิ่มความแข็งแรง ได้แก่ แคลเซียม และวิตามินดี การขาดแคลเซียมและวิตามินดีมักเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) ซึ่งเป็นโรคกระดูกที่พบได้บ่อยที่สุด ผู้ที่มีอาการกระดูกพรุนในระยะท้ายๆ ของโรค มักมีอาการปวดกระดูกร่วมด้วย
  • มะเร็งที่แพร่กระจายมาที่กระดูก (Metastatic Cancer) : ภาวะที่ผู้ป่วยเป็นมะเร็งที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของร่างกาย แต่มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย มะเร็งที่พบการแพร่กระจายที่กระดูกได้บ่อย คือ
  • มะเร็งกระดูก (Bone Cancer) : มะเร็งที่มีจุดเริ่มต้นของโรคที่กระดูก มะเร็งกระดูกเป็นมะเร็งที่พบได้น้อยเมื่อเทียบกับการแพร่กระจายของมะเร็งจากที่อื่นมาที่กระดูก อาการปวดกระดูกจะเกิดขึ้นเมื่อมะเร็งเริ่มขัดขวางหรือทำลายโครงสร้างของกระดูก
  • โรคที่ขัดขวางไม่ให้เลือดไปเลี้ยงกระดูกอย่างที่ควรจะเป็น : โรคบางชนิด เช่น โลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle Cell Anemia) จะรบกวนไม่ให้เลือดไปหล่อเลี้ยงกระดูกอย่างที่ควรจะเป็น เมื่อกระดูกไม่ได้รับเลือดอย่างเพียงพอจะทำให้เนื้อเยื่อกระดูกตายได้ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดกระดูกอย่างมาก และกระดูกอ่อนแอลง
  • การติดเชื้อ : ถ้ามีการติดเชื้อที่กระดูก หรือมีการติดเชื้อจากที่อื่นแพร่กระจายมาที่กระดูก จะทำให้มีอาการที่รุนแรงคือ ภาวะกระดูกอักเสบ (Osteomyelitis) ซึ่งการติดเชื้อของกระดูกทำให้เซลล์กระดูกตายได้ และเป็นสาเหตุของอาการปวดกระดูก
  • มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือ ลูคีเมีย (Leukemia) : คือมะเร็งของไขกระดูก (Bone marrow) ซึ่งไขกระดูกจะพบได้ในกระดูกเกือบทุกที่ของร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่ในการสร้างเซลล์กระดูก ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมักมีอาการปวดกระดูก โดยเฉพาะที่ขา

เมื่อไรควรไปพบแพทย์

แม้ว่าอาการปวดกระดูกจะเป็นอาการที่ไม่รุนแรง แต่ก็อาจบ่งชี้ถึงภาวะฉุกเฉินบางอย่างได้ ถ้าพบว่าตัวเอง หรือบุคคลรอบข้างมีอาการปวดกระดูกร่วมกับน้ำหนักลด เบื่ออาหาร และอ่อนเพลียและอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1-3 วัน ให้รีบไปพบแพทย์

หากอาการปวดกระดูกเกิดจากการบาดเจ็บ ควรไปพบแพทย์ทันที เพื่อทำการรักษากระดูกตามวิธีที่ถูกต้องต่อไป ในกรณีที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม กระดูกจะซ่อมแซมตัวเองด้วยตำแหน่งที่ผิดรูป และทำให้การเคลื่อนไหวจำกัดลง นอกจากนี้อุบัติเหตุยังเพิ่มโอกาสเกิดการติดเชื้อในกระดูกได้

การวินิจฉัยอาการปวดกระดูก

แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย และซักประวัติทางการแพทย์ โดยคำถามที่แพทย์จะซัก ได้แก่

  • อาการปวดเกิดขึ้นที่ตำแหน่งไหน
  • คุณมีอาการปวดครั้งแรกเมื่อใด
  • อาการปวดแย่ลงหรือไม่
  • มีอาการอื่นๆ ที่เกิดร่วมกับอาการปวดกระดูกหรือไม่

แพทย์อาจพิจารณาให้มีการเจาะเลือดเพื่อดูว่ามีภาวะขาดวิตามินหรือไม่ หรือเพื่อตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็ง (Cancer Markers) นอกจากนี้การตรวจเลือดอาจช่วยให้แพทย์ตรวจเจอการติดเชื้อและโรคของต่อมหมวกไต ซึ่งเป็นโรคที่ส่งผลต่อสุขภาพกระดูกได้

การเอกซเรย์กระดูก การตรวจเอ็มอาร์ไอ (MRIs) และการตรวจซีทีสแกน (CT scans) จะช่วยแพทย์ประเมินบริเวณของกระดูกที่ได้รับความเสียหาย รอยโรคที่กระดูก และเนื้องอกภายในกระดูก ส่วนการตรวจปัสสาวะจะใช้เพื่อตรวจหาความผิดปกติภายในไขกระดูก ได้แก่ โรคมะเร็งชนิด Multiple myeloma

ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจจำเป็นต้องสั่งตรวจหลายชนิดร่วมกันเพื่อช่วยในการแยกโรคและช่วยให้วินิจฉัยสาเหตุของอาการปวดกระดูกได้อย่างแม่นยำ

การรักษาอาการปวดกระดูก

เมื่อแพทย์ทำการประเมินแล้วว่าสาเหตุของอาการปวดกระดูกเกิดจากอะไร แพทย์จะเริ่มรักษาที่สาเหตุนั้น โดยอาจแนะนำให้คุณพักการใช้งานบริเวณที่มีอาการปวดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และจ่ายยาบรรเทาอาการปวดในกรณีที่มีอาการปวดกระดูกระดับปานกลางถึงรุนแรง

ทางเลือกในการรักษาอาการปวดกระดูก ได้แก่

  • ยาบรรเทาปวด : หนึ่งในรายการยาที่จ่ายบ่อยที่สุดเพื่อบรรเทาอาการปวดให้กับผู้ป่วย แต่ไม่ช่วยให้สาเหตุของโรคหายขาด สามารถใช้ยาสามัญประจำบ้าน ได้แก่ Paracetamol หรือยาแก้ปวดที่มีขายทั่วไปตามร้านขายยา เช่น Ibuprofen บรรเทาอาการปวดได้ ในกรณีที่มีอาการปวดระดับปานกลางถึงรุนแรง คุณต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ ซึ่งแพทย์จะสั่งยาที่มีความแรงมากขึ้น เช่น Morphine
  • ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) : ถ้าคุณมีการติดเชื้อที่กระดูก แพทย์อาจสั่งยาปฏิชีวนะให้กับคุณเพื่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่เป็นสาเหตุ ซึ่งอาจได้แก่ ยา Ciprofloxacin, Clindamycin หรือ Vancomycin
  • อาหารเสริม : ผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุนจำเป็นต้องได้รับการเสริมแคลเซียมและวิตามินดีอย่างเพียงพอ แพทย์จะสั่งจ่ายอาหารเสริมเหล่านี้เพื่อรักษาภาวะขาดแร่ธาตุ โดยอาจอยู่ในรูปแบบน้ำ เม็ด หรือแบบเม็ดเคี้ยว
  • การรักษามะเร็ง : กรณีที่มีอาการปวดกระดูกจากโรคมะเร็ง ถือเป็นเรื่องยากในการรักษา แพทย์จำเป็นต้องรักษามะเร็งก่อนเพื่อบรรเทาอาการปวดกระดูก โดยยาในกลุ่ม Bisphosphonates คือยาที่ช่วยในการป้องกันกระดูกหักและอาการปวดกระดูกในผู้ป่วยที่มีการแพร่กระจายของมะเร็งมาที่กระดูก นอกจากนี้แพทย์อาจสั่งยาแก้ปวดในกลุ่ม Opiate ให้กับผู้ป่วย
  • การผ่าตัด มีหลายกรณีที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการปวดกระดูก เช่น
    • ผ่าตัดเพื่อผ่าเอาบางส่วนของกระดูกที่ตายจากการติดเชื้อออก
    • ผ่าตัดเพื่อเชื่อมต่อกระดูกที่หัก
    • ผ่าตัดเพื่อเอาก้อนเนื้องอกที่เกิดจากมะเร็งออก
    • ผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งเสริมสร้าง (Reconstructive surgery) ในผู้ที่มีอาการอย่างรุนแรง เช่นการผ่าตัดเพื่อใส่ข้อเทียมแทน เป็นต้น

ป้องกันอาการปวดกระดูกได้อย่างไร

การดูแลตนเองให้มีสุขภาพกระดูกที่แข็งแรง เพื่อป้องกันอาการปวดกระดูก สามารถปฏิบัติได้ดังนี้

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • รับประทานแคลเซียมและวิตามินดีอย่างเพียงพอ
  • ไม่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป (ดื่มในระดับปานกลาง)
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

นอกเหนือจากการทำกระดูกให้แข็งแรงแล้ว คุณควรหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่นำไปสู่อาการปวดกระดูกได้ เช่น

  • พยายามป้องกันไม่ให้ตนเองหกล้ม เช่น
    • เก็บของบริเวณทางเดินให้เรียบร้อย
    • ไม่มีของกีดขวางทางเดิน
    • ระหว่างเดินให้ระมัดระวังพรมที่อาจจะลื่น
    • ระวังการเดินในพื้นที่แสงน้อย
    • ระมัดระวังขณะขึ้นหรือลงบันได
  • ระวังการเล่นกีฬา โดยเฉพาะกีฬาที่มีการกระทบกระทั่ง เช่น ฟุตบอล มวย

3 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป