เทคโนโลยีด้านสุขภาพ

การตรวจเลือด

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 7, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
การตรวจเลือด

การทดสอบเลือดสามารถใช้เพื่อตรวจสอบภาวะของร่างกายได้มากมาย และเป็นวิธีทั่วไปที่นิยมใช้ในทางการแพทย์ที่สุด

การตรวจเลือดสามารถตรวจสอบประเด็นต่อไปนี้ได้:

  • ประเมินสุขภาพโดยรวมของร่างกาย
  • ตรวจหาการติดเชื้อ
  • ตรวจสอบการทำงานของอวัยวะภายในอย่างเช่นตับ ไต
  • ตรวจสอบสภาวะทางพันธุกรรมต่าง ๆ เป็นต้น

การตรวจเลือดส่วนมากจะใช้เวลาไม่กี่นาที ซึ่งสามารถดำเนินการโดยแพทย์ทุกแผนก หรือตั้งแต่แพทย์ทั่วไป จนถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเจาะเลือด

การเตรียมตัวก่อนรับการตรวจเลือด

แพทย์ผู้ดูแลไข้ของคุณจะเป็นผู้ชี้แจงหลักปฏิบัติก่อนเข้ารับการตรวจไปตามกรณี

ยกตัวอย่างเช่น สำหรับการตรวจกรุ๊ปเลือด คุณจะต้อง:

  • ไม่รับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มใด ๆ นอกจากน้ำเปล่าก่อนหน้า 12 ชั่วโมง
  • หยุดการทานยาบางประเภท

โดยต้องปฏิบัติตามข้อบังคับที่แพทย์ชี้แจงก่อน หากฝ่าฝืนจะทำให้ผลการตรวจเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหมายถึงการดำเนินงานที่ล่าช้าออกไปหรือต้องยกเลิกการเจาะเลือดไป

เกิดอะไรขึ้นระหว่างการเจาะเลือด?

การตรวจเลือดมักจะเกี่ยวข้องกับการนำตัวอย่างเลือดจากหลอดเลือดที่แขนของผู้เข้ารับการตรวจ โดยตัวอย่างเลือดที่ใช้มักจะเจาะจากบริเวณที่หลอดเลือดอยู่ใกล้กับชั้นผิวหนังที่สุดอย่างข้อศอกหรือข้อมือ

สำหรับการเก็บตัวอย่างเลือดจากเด็กมักจะทำกันที่หลังมือ โดยอาจมีการฉีดสเปรย์ยาชาหรือครีมชนิดพิเศษก่อนการเจาะจะมีการมัดต้นแขนผู้เข้ารับการตรวจก่อน ซึ่งทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงส่วนแขนได้ช้าลงจนทำให้หลอดเลือดป่องออก และทำให้ง่ายต่อการเจาะเลือด ก่อนการเจาะเข็มลงผิวหนัง แพทย์หรือพยาบาลจะทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะทำการเจาะด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค

การเจาะตัวอย่างเลือดจะใช้เข็มฉีดยาหรือหลอดชนิดพิเศษในการดูดเลือดออกมา โดยคุณจะรู้สึกว่าถูกตำหรือมีอาการคัน ณ จุดที่ถูกเข็มแทง ซึ่งไม่รู้สึกเจ็บปวดรุนแรง หากคุณเลือดไม่ชอบเลือดหรือกลัวเข็มฉีดยา ต้องแจ้งแพทย์หรือผู้ที่ทำหน้าที่เจาะเลือดเพื่อให้พวกเขาหาแนวทางทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

เมื่อมีการดูดตัวอย่างเลือดเป็นที่เรียบร้อย เข็มฉีดยาจะถูกดึงออกและแพทย์จะทำการกดปากแผลด้วยสำลีสะอาด อาจมีการติดพลาสเตอร์ติดปากแผลไว้เพื่อป้องกันเชื้อโรค

หลังจากการตรวจ

เลือดที่ถูกดูดไปตรวจมีปริมาณน้อยมาก ๆ ดังนั้นผู้ถูกเจาะจะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใด ๆ

สำหรับบางคนอาจมีอาการวิงเวียนหรือสลบได้ในช่วงระหว่างหรือหลังจากการตรวจ ซึ่งหากคุณเคยมีอาการเหล่านี้มาก่อนในอดีต ต้องแจ้งผู้เจาะเลือดก่อนการเจาะเลือดเพื่อให้พวกเขาเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้หาแนวทางทำให้คุณเกิดความรู้สึกสบายใจขึ้น

หลังจากการทดสอบ บริเวณที่โดนเข็มแทงอาจมีการฟกช้ำขึ้นมา ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดซึ่งไม่เป็นอันตรายและมักจะหายไปเองภายในเวลาไม่กี่วัน

ผลการตรวจเลือด

เลือดที่ถูกเจาะออกมาจะถูกเก็บในขวดพร้อมฉลากที่ระบุชื่อและข้อมูลของคุณ (ผู้รับการตรวจ) และจะถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการณ์เพื่อทำการตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือทดสอบทางเคมี ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ต้องการตรวจสอบ

ผลลัพธ์จะถูกส่งกลับไปโรงพยาบาลหรือให้กับแพทย์เจ้าของไข้ ซึ่งบางกรณีอาจเป็นวันเดียวกับที่ทำการเจาะเลือดก็ได้ หากไม่ใช่ ก็อาจต้องใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์จนกว่าแพทย์จะได้ผล เมื่อแพทย์ได้ผลการตรวจแล้ว เขาจะเป็นผู้นัดหมายคุณอีกทีเพื่อรับฟังผล

หากคุณมีความรู้สึกกังวลหรือไม่สบายใจที่จะฟังผล คุณอาจพาญาติหรือเพื่อนรู้ใจมาด้วยก็ได้ ซึ่งหลังประกาศผลการตรวจเลือดบางประเภท อย่างการตรวจหา HIV นั้น ทางโรงพยาบาลจะจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาให้คำปรึกษาแก่คุณอีกด้วย

ประเภทของการตรวจเลือดที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย

การเจาะตรวจเลือดสามารถเกิดขึ้นเพื่อหลาย ๆ สาเหตุ อย่างเพื่อการวินิจฉัยโรค ประเมินสุขภาพของอวัยวะบางตัว หรือเพื่อตรวจสอบสภาวะทางพันธุกรรมบางชนิด เป็นต้น

ซึ่งการตรวจเลือดที่มักเกิดขึ้นทั่วไปมีดังนี้:

  • การตรวจระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
  • การเพาะเชื้อจากโรค
  • การเจาะวิเคราะห์เลือด
  • การตรวจระดับกลูโคสในเลือด
  • การตรวจกรุ๊ปเลือด
  • การตรวจมะเร็งเม็ดเลือด
  • การตรวจโครโมโซม (คาริปโตไทป์)
  • การทดสอบการแข็งตัวของเลือด และสัดส่วนประชากรนานาชาติ (INR)
  • การตรวจโปรตีนที่ตอบสนองต่อภาวะเฉียบพลัน (CRP)
  • การตรวจหาเกลือแร่ของเลือด
  • การตรวจหาอัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง
  • การตรวจหาความสมบูรณ์ของเลือด (FBC)
  • การทดสอบทางพันธุกรรม
  • การทดสอบการทำงานของตับ
  • การตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์
  • การตรวจระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

คอเลสเตอรอลเป็นสารจำพวกไขมันที่ตับสร้างจากอาหารไขมันสูง ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานทั่วไปของร่างกาย การที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูงจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงขึ้นมา อย่างเช่นโรคหัวใจ หรือเส้นเลือดในสมองตีบ เป็นต้น

ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสามารถถูกวัดได้จากการใช้ตัวอย่างเลือด โดยผู้รับการตรวจต้องงดรับประทานอาหารก่อนเข้าเจาะเลือด 12 ชั่วโมง (ทำให้การตรวจส่วนใหญ่แนะนำให้คุณมาเจาะเลือดหลังจากตื่นนอนมาตอนเช้านั่นเอง) เพื่อทำให้อาหารที่ตกค้างในกระเพาะถูกย่อยหมด และเพื่อป้องกันไม่ให้อาหารส่งผลต่อผลการตรวจเลือด ซึ่งการหวงห้ามเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นทุกกรณี

การเพาะเชื้อจากโรค

คือการนำตัวอย่างเลือดปริมาณน้อย ๆ จากหลอดเลือดที่แขน และจากส่วนอื่น ๆ มาผสมกับสารอาหารที่ผลิตขึ้นมาเพื่อช่วยให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี ซึ่งกรรมวิธีนี้ก็เพื่อมองหาร่องรอยของแบคทีเรียในกระแสเลือดของคุณนั่นเอง

การเจาะวิเคราะห์เลือด

จะมีการเก็บตัวอย่างเลือดจากเส้นเลือดแดง ซึ่งมักเจาะจากข้อมือซึ่งมักไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดภายหลัง และมักดำเนินการที่โรงพยาบาล

การเจาะวิเคราะห์เลือดถูกใช้เพื่อตรวจสอบสมดุลของออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด และหาสมดุลของกรดและอัลคาไลในเลือด (สมดุลความเป็นกรดเป็นด่าง)

ซึ่งค่า pH ที่ขาดสมดุลจะทำให้:

  • เกิดปัญหากับระบบหายใจ อย่างเช่นโรคปอดบวม หรือโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง
  • เกิดปัญหาที่ส่งผลต่อระบบดูดซึม (ปฏิกิริยาทางเคมีที่ร่างกายใช้เปลี่ยนสารอาหารเป็นพลังงาน)  อย่างเช่นโรคเบาหวาน ไตล้มเหลว หรือมีอาการอาเจียนบ่อยครั้ง

การตรวจระดับกลูโคสในเลือด

ในการตรวจวินิจฉัยและสอดส่องภาวะเบาหวานด้วยการตรวจระดับน้ำตาลเลือดนั้นมีการทดสอบมากมายเช่น:

  • การเจาะระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร: ซึ่งจะมีการตรวจระดับกลูโคสในเลือดหลังจากอดอาหารเป็นเวลาอย่างน้อยแปดชั่วโมง (ไม่ทานอะไรเลยนอกจากน้ำเปล่า)
  • การทดสอบความทนทานต่อน้ำตาล: ซึ่งจะวัดระดับกลูโคสในเลือดเพื่อหาระดับกลูโคสหลังจากอดอาหาร และเจาะตรวจอีกครั้งหลังจากที่ได้ดื่มเครื่องดื่มกลูโคสแล้ว
  • การตรวจ HbA1C: เป็นการทดสอบที่ทำกันตามโรงพยาบาล โดยมีเพื่อตรวจสอบค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในเลือดในช่วงเวลา 3 เดือนที่ผ่านไป

คุณสามารถจัดหาชุดทดสอบระดับกลูโคสในเลือดมาไว้ในบ้านได้ ซึ่งจะมีเข็มตำสำหรับเจาะเลือดให้ในชุด

การตรวจกรุ๊ปเลือด

มักดำเนินการก่อนการบริจาคหรือส่งถ่ายเลือด เพื่อตรวจสอบกรุ๊ปเลือดของคุณ หากคุณได้รับเลือดที่ไม่เข้ากับกรุ๊ปเลือดของคุณ ระบบภูมิคุ้มกันจะโจมตีเซลล์เม็ดเลือดแดงนั้น ซึ่งทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตขึ้นมา

อีกทั้งการตรวจกรุ๊ปเลือดก็เกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์เช่นกัน เนื่องจากมีโอกาสเล็กน้อยที่ทารกในครรภ์อาจมีกรุ๊ปเลือดที่ต่างจากมารดา ซึ่งจะส่งผลให้ระบบภูมิต้านทานของแม่เข้าจู่โจมเซลล์เม็ดเลือดแดงของลูกได้

หากมารดาไม่ทราบกรุ๊ปเลือดของตัวเอง ต้องทำการตรวจเช็คกรุ๊ปเลือดอย่างน้อยหนึ่งครั้งระหว่างการตั้งครรภ์เพื่อหาความเสี่ยงของภาวะดังกล่าว ซึ่งหาผลออกมาว่ามีความเสี่ยง จะมีการฉีดยาที่ช่วยยับยั้งระบบภูมิคุ้มกันของแม่ไม่ให้โจมตีเซลล์เม็ดเลือดของลูกในครรภ์

การตรวจมะเร็งเม็ดเลือด

มีการตรวจเลือดหลายประเภทที่ใช้วินิจฉัยมะเร็งได้บางชนิด หรือเพื่อตรวจสอบหาความเสี่ยงที่เป็นการเพิ่มโอกาสก่อมะเร็งในร่างกายของคุณ ดังนี้:

  • การตรวจหาแอนติเจนในต่อมลูกหมาก (PSA): จะช่วยในการวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมาก อีกทั้งยังสามารถตรวจหาภาวะอื่น ๆ ได้อีกเช่นกัน อาทิเช่นภาวะต่อมลูกหมากโต หรือภาวะต่อมลูกหมากอักเสบ เป็นต้น
  • การตรวจโปรตีน CA125: โปรตีน CA125 สามารถบ่งชี้ถึงภาวะมะเร็งรังไข่ได้ อีกทั้งยังเป็นสัญญาณของภาวะโรคอื่น ๆ ได้อีก เช่นการตั้งครรภ์ หรือการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (PID)
  • ยีน BRCA1และ BRCA2: การทดสอบนี้ดำเนินการเพื่อหายีนดังกล่าวในสายครอบครัวของคุณ ซึ่งยีนสองตัวนี้จะทำให้ผู้หญิงคนนั้นมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่สูงมาก

การตรวจโครโมโซม (คาริปโตไทป์)

การทดสอบประเภทนี้มีเพื่อตรวจหาสารพันธุกรรม หรือที่เรียกว่าโครโมโซม ด้วยการนับจำนวนโครโมโซม (แต่ละเซลล์ควรจะมีโครโมโซม 23 คู่) และตรวจสอบรูปร่างของโครโมโซม จะทำให้สามารถตรวจหาความผิดปรกติทางพันธุกรรมได้

การทดสอบโครโมโซมสามารถใช้เพื่อ:

  • เพื่อช่วยวินิจฉัยความผิดปรกติของพัฒนาการทางเพศ (DSDs) อย่างเช่นกลุ่มอาการต่อต้านเอนโดรเจน
  • อีกทั้งปัญหาที่โครโมโซมยังส่งผลต่อการแท้งบุตรบ่อยอีกด้วย

การทดสอบการแข็งตัวของเลือด

การทดสอบการแข็งตัวของเลือดดำเนินการเพื่อหาว่าเลือดของคุณเกิดลิ่มขึ้นในรูปแบบที่เป็นปกติหรือไม่ หากเลือดของคุณใช้เวลานานในการเกาะตัวกันนานกว่าปกติ อาจจะเป็นสัญญาณของความผิดปรกติของเลือดอย่างโรคฮีโมฟิเลีย หรือโรควอนวิลลิแบรนด์ ได้

การทดสอบการแข็งตัวของเลือดจะมีการใช้ “อัตราส่วนปกติมาตรฐานนานาชาติ” (INR) กับการสอดส่องโดสของยากันเลือดแข็งตัวอย่างวาฟาริน เพื่อตรวจสอบว่าโดสที่คุณใช้นั้นถูกต้องหรือไม่

การตรวจโปรตีนที่ตอบสนองต่อภาวะเฉียบพลัน (CRP)

เป็นการทดสอบอีกประเภทที่ใช้วินิจฉัยภาวะที่ก่อให้เกิดการอักเสบ โดย CRP นั้นถูกผลิตมาจากตับ ซึ่งค่า CRP ที่เข้มข้นกว่าปกติจะแสดงถึงภาวะอักเสบภายในร่างกายของคุณ

การตรวจหาเกลือแร่ของเลือด

อีเล็กโทรไลท์คือแร่ธาตุที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งรวมไปถึงโซเดียม โปแทสเซียม และคอลไรด์ ซึ่งต่างทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของน้ำที่ดีในร่างกาย การผันแปรของระดับอีเล็กโทรไลท์จะทำให้เกิดภาวะมากมายอย่างเช่นภาวะขาดน้ำ เบาหวาน หรืออื่น ๆ

การตรวจหาอัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง (ESR)

การทดสอบนี้จะวัดจากเวลาที่เซลล์เม็ดเลือดแดงตกลงสู่ก้นหลอดทดลอง ยิ่งเซลล์เม็ดเลือดตกตะกอนลงเร็วเท่าไร จะบ่งบอกถึงความรุนแรงของภาวะอักเสบ ซึ่ง ESR มักใช้เพื่อวินิจฉัยภาวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ อาทิเช่น:

หากทดสอบร่วมกับกระบวนการตรวจอื่น ๆ จะทำให้การใช้ ESR สามารถยืนยันถึงการอักเสบภายในที่มีได้

การตรวจหาความสมบูรณ์ของเลือด (FBC)

เป็นการทดสอบเพื่อตรวจสอบประเภทและจำนวนของเซลล์ในเลือดของคุณ ซึ่งรวมไปถึงเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ซึ่งการทดสอบนี้ยังช่วยบ่งชี้ถึงสุขภาพโดยรวมของคุณได้ ซึ่งหมายถึงการแสดงถึงร่องรอยของปัญหาทางสุขภาพอื่น ๆ ที่อาจมี

ยกตัวอย่างก็ตรวจจับสัญญาณความผิดปกติจาก FBC เช่น:

  • ภาวะเลือดจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็ก หรือเนื่องจากขาดวิตามิน B12
  • การติดเชื้อหรือการอักเสบ
  • การเลือดออกหรือภาวะความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด

การทดสอบทางพันธุกรรม

เป็นการเจาะเลือดเพื่อหาการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นต่าง ๆ (การกลายพันธ์)

ภาวะทางพันธุกรรมที่สามารถใช้วิธีการนี้ตรวจหามีดังนี้:

  • ฮีโมฟิเลีย: หรือภาวะที่ส่งผลต่อการจับตัวกันของเลือด
  • โรคซิสติกไฟโบรซิส: ภาวะที่ก่อให้เกิดการสะสมกันของเมือกเหนียวในปอด
  • โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง: ซึ่งเป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับการอ่อนแรงของกล้ามเน้อ และทำให้ค่อย ๆ สูญเสียการเคลื่อนไหวไป
  • โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว: เป็นภาวะที่ทำให้ขาดแคลนเซลล์เม็ดเลือดแดงแบบปกติ
  • โรคถุงน้ำในไต: ภาวะที่ทำให้เกิดถุงน้ำที่อัดแน่นด้วยของเหลวที่เรียกว่าซีสต์ขึ้นภายในไต

โดยการตรวจทางพันธุกรรมเช่นนี้ยังช่วยตรวจสอบหายีนที่เกี่ยวข้องกับสภาวะทางร่างกายข้างต้นได้ ซึ่งหากมี บุคคลนั้น ๆ จะมีความเสี่ยงเกิดภาวะที่กล่าวไปได้

ยกตัวอย่างเช่น หากพี่ชายหรือพี่สาวของคุณเป็นโรคทางพันธุกรรมขึ้นมาในช่วงวัยชรา อย่างเช่นโรคฮันติงตัน คุณก็สามารถความเสี่ยงที่คุณจะเป็นโรคชนิดเดียวกันนี้ด้วยการตรวจทดสอบกับพันธุกรรมได้

การทดสอบการทำงานของตับ

เมื่อตับเสียหาย ตับจะปล่อยสารที่เรียกว่าเอนไซม์ออกสู่กระแสเลือด และทำให้ระดับโปรตีนที่ผลิตจากตับเริ่มลดลง การทดสอบนี้จะวัดระดับเอนไซม์และโปรตีนดังกล่าว ซึ่งจะช่วยในการสื่อสารถึงการทำงานของตับได้ การทดสอบเช่นนี้จะช่วยวินิจฉัยสภาวะของตับ อย่างเช่นตับอักเสบ ตับแข็ง และโรคตับอื่น ๆ ที่เกิดจากแอลกอฮอล์

การตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์

การทดสอบนี้จะถูกใช้เพื่อวัดระดับฮอร์โมนกระตุ้นไทรอยด์ (TSH) หรือเพื่อหาความจำเป็นในการใช้ยาไทรอกซีน และไตรไอโอโดไทโรนีน (ฮอร์โมนไทรอยด์)

หากร่างกายมีระดับฮอร์โมนเหล่านี้สูงหรือต่ำไป อาจส่งผลให้เกิดภาวะไฮเปอร์ไทรอยด์ หรือไฮโปไทรอยด์ได้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่