ความรู้สุขภาพ

การตรวจน้ำตาลและสารพิเศษ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
การตรวจน้ำตาลและสารพิเศษ

อาหารที่มนุษย์บริโภค เมื่อถูกย่อยลงจนถึงที่สุด ก็จะเป็นสารชีวเคมีในระดับโมเลกุลขนาดเล็กที่สุดซึ่งตับจะส่งเข้าสู่กระแสเลือด โดยอาศัยหลอดเลือดเป็นทางลำเลียงไปส่งเซลล์เป้าหมายใช้ประโยชน์ต่อไป

สารชีวเคมีจากอาหารประเภทน้ำตาลและสารพิเศษเหล่านี้

  • ถ้ามีน้อยไป เซลล์เป้าหมายไม่พอใช้ หรือขาดแคลน ก็จะเกิดสภาวะผิดปกติ
  • ถ้ามีมากเกินไปเซลล์เป้าหมายนอกจากจะมีสภาวะผิดปกติแล้ว ยังอาจมีผลกระทบต่อหลอดเลือด ในฐานะคล้ายกับเป็น “ขยะ” กองสุมกันกีดขวางเส้นทางทำให้หลอดเลือดอุดตัน

การตรวจสารชีวเคมีจากเลือด ก็เปรียบเสมือนตรวจสินค้าในโบกี้ขบวนรถไฟ ซึ่งง่ายต่อการ “ดัก” ตรวจ ดีกว่าไปตรวจที่อื่น

FBS

วัตถุประสงค์

เพื่อตรวจหาค่าระดับน้ำตาลในกระแสเลือด (เมื่องดอาหารมาแล้ว 8 ชั่วโมง) หากเอ่ยอย่างภาษาชาวบ้านที่เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เรียกการตรวจ FBS นั้นเป็น “การตรวจหาเบาหวาน” หรือ ตรวจหาน้ำตาลในเลือด

คำอธิบายอย่างสรุป

  • FBS ย่อมาจากคำว่า “Fasting Blood Sugar”
    • Fasting แปลว่า ขณะกำลังอดอาหาร
    • Fasting Blood Sugar จึงแปลได้ว่า ค่าระดับน้ำตาลในเลือดขณะกำลังอดอาหาร
  • ศัพท์ในทางวิชาการจะเรียกว่า “Fasting Plasma Glucose” เรียกย่อๆว่า FPG ฉะนั้น FPG ก็คือค่าเดียวกันกับ FBS
  • น้ำตาลในเลือดที่กำลังเอ่ยถึงนี้มีชื่อเรียกเป็นการเฉพาะว่า กลูโคสนับเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ที่พร้อมให้ร่างกายน้ำไปใช้เผาผลาญเป็นพลังงานเพื่อให้เซลล์ทุกเซลล์สามารถทำงานไปตามหน้าที่ เช่น เซลล์สมองก็มีความคิดความจำแจ่มใส เซลล์กล้ามเนื้อก็มีกำลังวังชา ฯลฯ

ระดับ “กลูโคส” ที่มีในเส้นเลือดนี้จึงจำเป็นต้องมีแต่เพียงให้พอดีๆ ต้องไม่มากและไม่น้อยเกินไป น้อยไป ก็ไม่พอใช้ อาจหน้ามืด หมดแรง มากไป ก็ทำให้เลือดข้น เป็นต้นเหตุอย่างหนึ่งให้หลอดเลือดอุดตัน

  • กลูโคสในเลือดนั้นได้มาจากอาหารที่คนเรากินเข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืออาหารซึ่งให้พลังงาน 3 ประเภท คือ
    • อาหารคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว ขนม น้ำตาล แอลกอฮอล์ ฯลฯ ทุกอย่างจะเตรียมเป็นกลูโคสได้สูงที่สุด
    • อาหารไขมัน เช่น น้ำมันพืช กะทิ นม เนย (ทั้งแท้และเทียม) ไขมันจากสัตว์ (ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่) ผลสุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นกลูโคสได้จำนวนหนึ่ง
    • อาหารโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ถั่ว นม ไข่ ก็เปลี่ยนเป็นกลูโคสได้แต่ด้วยอัตราที่น้อยกว่าสองประเภทแรก

อย่างไรก็ตาม อาหารคาร์โบไฮเดรต (ข้อก) จะผลิตกลูโคสได้อย่างรวดเร็วในปริมาณที่มากจนน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญก่อให้เกิดโรคเบาหวานฉะนั้นผู้ที่ต้องการลดน้ำตาลในเลือดจึงต้อง ลด หรือ งด อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตอย่างจริงจัง

  • โดยเหตุผลในข้อที่ผ่านมา ย่อมทำให้ระดับกลูโคสในเลือดจะพุ่งกระโจนสูงขึ้นทันทีภายหลังอิ่มอาหารแต่ละมื้อแต่ในร่างกายของคนที่มีสุขภาพปกติจะมีฮอร์โมน “อินซูลิน” (insulin) จากตับอ่อนเอามาช่วยควบคุมระดับกลูโคสโดยรีบนำพากลูโคสไปส่งให้เซลล์ต่างๆช่วยเผาผลาญนั่นคือช่วยรักษาปริมาณกลูโคสในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือระดับปกติเสมอ
  • ผู้ที่มีอินซูลินบกพร่อง ย่อมมีผลทำให้ระดับกลูโคสสูงอยู่ตลอดเวลาเกิดสภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ซึ่งอาจเกิดอันตรายร้ายแรงที่ทำให้เกิด อัมพฤกษ์ หัวใจวาย ตาบอด ถูกตัดขา

ค่าปกติของ FBS

  1. ให้ยึดถือตามข้าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลเลือด (ถ้ามี)
  2. ค่าปกติทั่วไป

ข้อบ่งชี้สภาวะ

ค่าน้ำตาลในเลือด

ปกติ

<110

ว่าที่เบาหวาน หรือ

การทนน้ำตาลบกพร่อง

(impaired glucose tolerance)

 

110 – 125

 

สงสัยว่า เป็นโรคเบาหวาน

>126

ข้อบ่งชี้สภาวะวิกฤต

ค่าน้ำตาลในเลือด (mg/dL)

ชาย

<50  หรือ >400

หญิง

<40  หรือ >400

       3. ค่าพึงประสงค์     FBS : < 110 mg/dL

ค่าผิดปกติ

  • ในทางน้อย (hypoglycemia) อาจแสดงผลว่า
    • อาจเกิดสภาวะ Insulinoma อันเป็นความผิดปกติที่ตับอ่อนผลิตอินซูลินขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ ทั้งๆ ที่ตามปกตินั้นตับอ่อนจะผลิตอินซูลินได้ก็ต่อเมื่อถูกกระตุ้นจากกลูโคสเท่านั้นฉะนั้นเมื่อมีระดับอินซูลินในกระแสเลือดมากเกินควรจึงย่อมทำให้กลูโคสในกระแสเลือดต้องลดต่ำกว่าปกติที่ควรจะเป็นโดยไม่สมควร
    • อาจเกิดสภาวะ Hypothyroidism หรือต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไปโดยเหตุผลว่าฮอร์โมนไทรอยด์มีบทบาทในการควบคุมการเผาผลาญกลูโคส แต่การที่ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยมันจึงปล่อยฮอร์โมนออกมาน้อยเพราะในการควบคุมจึงทำให้การเผาผลาญกลูโคสเกินขอบเขต ในการนี้ย่อมมีผลทำให้กลูโคสในกระแสเลือดมีระดับต่ำอยู่ตลอดเวลา
    • อาจเกิดโรคตับอย่างใดอย่างหนึ่งเนื่องจากตับเป็นอวัยวะผู้ส่งกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดแต่เมื่อตับทำหน้าที่ไม่ครบถ้วนจึงอาจส่งกลูโคสให้กับเลือดน้อยกว่าที่ควรกระทำ
    • ในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ให้ (หรือฉีด) อินซูลิน (ทีม) เกินขนาดย่อมมีผลทำให้กลูโคสในเลือดอาจต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ
    • การอดอาหารในกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องโดยวิธีการอดอาหารหรือโดยลัทธิความเชื่อ เช่น โยคี ที่งดอาหารได้หลายๆ วันยังมีผลทำให้กลูโคสในเลือดมีระดับต่ำลง
  • ในทางมาก (hyperglycemia) อาจแสดงผลว่า
    • กำลังเป็นโรคเบาหวาน
    • อาจเกิดความเครียดฉับพลัน
    • อาจกำลังเกิดโรคไตวายเรื้อรัง
    • อาจเกิดสภาวะ “glucagonoma” ที่ตับอ่อนหลังฮอร์โมน glucagon ออกมาได้เองอัตโนมัติทั้งๆที่ฮอร์โมนตัวนี้ตามปกติจะหลั่งออกมาในกรณีที่กระแสเลือดมีกลูโคสอยู่ในระดับต่ำ เพื่อว่าที่จะได้ไปดึงกลูโคสที่เก็บไว้ออกมาใช้เท่านั้น แต่กลูคากอนถูกหลั่งออกมาเองอย่างไร้การควบคุมมันจึงไปดึงกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดอย่างไร้การควบคุมไปด้วย ทำให้ระดับกลูโคสในเลือดจึงสูงตลอดเวลาโดยไม่มีเหตุผล
    • อาจเกิดโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน (acute pancreatitis) ทำให้ ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนกูคากรไม่ได้มันจึงทะลักเข้าสู่หลอดเลือดจนเกิดสภาวะเช่นเดียวกับข้อง. (ที่ผ่านมา)
    • การกินยารักษาโรคความดันเลือดสูงชนิดขับปัสสาวะ (diuretic therapy)ก็อาจทำให้ร่างกายมีกลูโคสในเลือดเข้มข้นขึ้น

FPG

วัตถุประสงค์

เพื่อตรวจหาค่าระดับน้ำตาล (กลูโคส) ในกระแสเลือด

  • FPG ย่อมาจากคำว่า “Fasting Plasma Glucose” ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า “Fasting Blood Sugar” หรือ FBS ซึ่งเพิ่งกล่าวถึงในข้อที่ผ่านมา
  • สรุปแล้ว ค่า FPG ก็คือ FBS ทุกประการ เพียงแต่เรียกชื่อต่างกันเท่านั้น

BUN

วัตถุประสงค์

เพื่อตรวจอย่างหยาบๆ ให้ทราบสภาวะการทำงานของไต และการกรองของกรวยไต รวมทั้งการทำหน้าที่ของตับ

คำอธิบายอย่างสรุป

  • BUN ย่อมาจากคำว่า “Blood Urea Nitrogen” ซึ่งมีความหมายว่าไนโตรเจนจากสารยูเรียที่มีในกระแสเลือด 
    • ยูเรีย (Urea) เป็นสารประกอบของของเสียอันเป็นผลิตผลสุดท้ายจากการย่อยสลายโปรตีนโดยตัดทั้งนี้ ในชั้นต้นสาร ของเสียจะอยู่ในรูปของแอมโมเนีย (NH3) และต่อจากแอมโมเนียจึงสร้างเป็นสารยูเรีย (Urea) เพื่อให้ไปสามารถขับออกมาได้กับน้ำปัสสาวะ (urine)โดยเหตุนี้น้ำปัสสาวะจึงเน้นตลลไปด้วยกลิ่นแอมโมเนีย  ฉะนั้นใครยิ่งกินเนื้อสัตว์มาก น้ำปัสสาวะก็จะยิ่งเหม็นมาก !  (ซึ่งหมายถึงว่าไปก็ต้องทำงาน หนักมากขึ้นด้วย ! )
  • แต่หากไปของใครทำหน้าที่เริ่มจะบกพร่องหรือทำงานหนักมาช้านานจนสู้ไม่ไหว (พอกินแต่เนื้อสัตว์มายังไม่ยับยั้ง) คราวนี้ก็ย่อมจะเหลือสารยูเรียและไนโตรเจน (อันเป็นส่วนประกอบของแอมโมเนีย NH3) จำนวนมากข้างค้างรออยู่ในกระแสเลือดจนตรวจค่า BUN พบได้ว่ามีระดับสูงผิดปกติคนที่มีค่า BUN สูงจะมีศัพท์เรียกเป็นการเฉพาะว่า “Azotemia”
  • ท่านผู้ใดถูกคุณหมอระบุว่ามีสภาวะ Azotemia ก็โปรดเข้าใจว่าตัวท่านกำลังมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับไต แต่ปัญหาแท้จริงอาจจะไม่ใช่ที่ไปก็ได้โดยแบ่งพิจารณาดังนี้
    • หากค่า BUN สูงขึ้นเพราะเหตุใดๆ ก่อนเลือดจะถูกกรองที่ไปก็จะถูกเรียกว่า “Prernal azotemia”
    • หากค่า BUN สูงขึ้น เพราะเหตุใดๆ เมื่อเลือดถูกกรองที่ไตแล้ว แต่ “urea nitrogen” ถูกปิดกั้นมิให้ปล่อยทิ้งออกมาเป็นปัสสาวะได้ตามปกติ จึงทำให้ค่า BUN สูงค่าขึ้น สภาวะอย่างนี้จะถูกเรียกว่า “Postrenal azotemia”

ทั้งข้อ 1 และ 2 มีเหตุปัจจัยกว้างขวาง สมควรให้แพทย์ท่านชี้แจงและแก้ไขให้ต่อไป  ในที่นี้จะขอกล่าวถึง เฉพาะแต่ค่า BUN ที่สูง/ต่ำ โดยทั่วไปให้ตรงตามหัวข้อที่ขึ้นต้นไว้ตามแบบฟอร์มเท่านั้น

ค่าปกติของ BUN

  1. ให้ยึดถือตามข้าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลเลือด (ถ้ามี)
  2. ค่าปกติทั่วไป

ผู้ใหญ่  =  BUN : 10  -  20 mg/dL
เด็ก  =  BUN : 5  -  18 mg/dL

ค่าปกติ

  • ในทางน้อย อาจเสดงผลว่า
    • อาจกินอาหารโปรตีนต่ำเกินไป
    • ร่างกายอาจมีปัญหาการดูดซึมสารอาหาร
    • อาจมีปัญหาเกี่ยวกับโรคตับ
  • ในทางมากอาจแสดงผลว่า
    • อาจกินอาหารโปรตีนล้นเกิน
    • อาจมีปัญหาสำคัญหรือโรคเกี่ยวกับไตจึงทำให้ขับทิ้งยูเรียไนโตรเจน (urea nitrogen)ออกไปทางปัสสาวะ ไม่ได้ หรือ ไม่หมด จนมีผลต่อเนื่องทำให้ BUN หรือยูเรียไนโตรเจนคั่งค้างอยู่ในเลือดมีระดับสูงขึ้น
    • อาจเกิดจากการกินยาบางตัว
    • อาจดื่มน้ำน้อยเกินไป
    • อาจเกิดมีการตกเลือดในช่องทางเดินอาหาร
    • อาจออกกำลังกายหักโหมจนเกินไป
    • ตับอ่อนอาจหลั่งเอนไซม์ย่อยอาหารบกพร่อง ทำให้เหลือของเสียรวมทั้งสารยูเรียไนโตรเจนมากกว่าปกติ

ข้อความสังเกต

  • BUN มิใช่ค่าปัจจัยชี้ขาดที่แสดงความสมบูรณ์ของไต แต่ก็เป็นปัจจัยสำคัญตัวหนึ่งซึ่งจำเป็นที่จะใช้ช่วยบ่งชี้ร่วมกับผลการตรวจเลือดตัวอื่นเช่นในข้อต่อไปอีก 2 ข้อ
  • Creatinine จะให้ผลการตรวจไปที่ค่อนข้างแม่นยำมากกว่า
  • Creatinine clearance คือความสามารถในการกรองของเสียของไปที่ยังเหลืออยู่ซึ่งจะแสดงความสมบูรณ์ของไตชัดเจนยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ในแบบฟอร์มตรวจเลือดไม่ได้ระบุการตรวจ Creatinine clearance ไว้เนื่องจากมิใช่เป็นหัวข้อการเจาะเลือดตรวจตามปกติแต่ถึงอย่างไรหากท่านผู้อ่านจะได้กรุณาจำชื่อไว้ก็อาจเป็นประโยชน์ต่อการไปตรวจเลือดเองหรืออาจใช้สื่อสารทำความเข้าใจกับแพทย์ที่ทำการตรวจรักษากับท่านต่อไปก็ได้

หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถสนับสนุนผู้แต่ง (พลเอกประสาร เปรมะสกุล) ได้โดยการซื้อหนังสือ (คู่มือแปลผลการตรวจเลือด)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป