Doctor men
เขียนโดย
ทีมสัตวแพทย์ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
สุขภาพ

พยาธิเม็ดเลือด มัจจุราชจิ๋วคร่าชีวิตสุนัขและแมว

รวมข้อมูลเกี่ยวกับพยาธิเม็ดเลือด โรคที่เกิดได้กับสัตว์เลี้ยงประเภทสุนัขและแมว ทั้งตัวอย่างเชื้อ อาการของโรค วิธีการตรวจวินิจฉัย และค่ารักษา
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,009,514 คน

พยาธิเม็ดเลือด มัจจุราชจิ๋วคร่าชีวิตสุนัขและแมว

เจ้าของสัตว์หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ “โรคพยาธิเม็ดเลือด” หรือ “โรคไข้เห็บ” โรคร้ายแรงที่เมื่อสุนัขหรือแมวเป็นแล้วอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โรคพยาธิเม็ดเลือดในสุนัขและแมวเกิดจากอะไร มีเชื้อกี่ชนิด ติดต่อได้ทางไหน ติดแล้วจะทำให้เกิดอาการอะไรบ้าง โรคนี้จะติดจากสัตว์เลี้ยงสู่คนได้หรือไม่ รักษาอย่างไร HonestDocs มีคำตอบ

โรคพยาธิเม็ดเลือดเกิดจากอะไร มีกี่ชนิด?

โรค พยาธิเม็ดเลือด หรือที่คนทั่วไปเรียกกันติดปากว่า โรคไข้เห็บ เกิดจากการติดเชื้อของสัตว์เซลล์เดียวในเม็ดเลือด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโปรโตซัวหรือริคเก็ตเซีย เช่น บาบิเซีย (Babesia sp.) เฮปปาโตซูน (Hepatozoon sp.) เออร์ลิเชีย (Ehrlichia sp.) อะนาพลาสมา (Anaplasma sp) และบาร์โทเนลล่า (Bartonella sp.) โดยที่พบบ่อยในสุนัขจะเป็นเชื้อสามชนิดแรก ส่วนเชื้อชนิดสุดท้ายมักพบในแมว รายละเอียดของตัวอย่างเชื้อแต่ละตัวมีดังนี้

  • บาบิเซีย เป็นเชื้อที่พบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมหลายชนิด แต่ที่พบในสุนัขชื่อว่า Babesia canis, Babesia gobsoni ก่อให้เกิดโรคบาบีซิโอซิส (Babesiosis) เชื้อนี้ติดได้จากการที่สุนัขถูกเห็บที่มีเชื้อกัด หรือติดจากการถ่ายเลือด ซึ่งตัวเชื้อจะเข้าไปอยู่ในเม็ดเลือดแดง มีระยะฟักตัวประมาณ 10-21 วัน ทำให้เมื่อติดเชื้อตัวนี้สัตว์จะมีความเข้มข้นเม็ดเลือดแดงต่ำลงเพราะถูกเชื่อทำลายเม็ดเลือด

  • เฮปปาโตซูน เป็นเชื้อที่พบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมหลายชนิดเช่นกัน แต่ที่พบในสุนัข มีชื่อว่า Hepatozoon canis, Hepatozoon americanum ก่อให้เกิดโรคเฮปปาโตซูโนซิส (Hepatozoonosis) โดยสัตว์จะติดเชื้อจากการกินตัวเห็บที่มีเชื้อเข้าไป หรือติดจากการถ่ายเลือด หรือปลูกถ่ายอวัยวะ เมื่อเชื้อเข้าไปอยู่ในลำไส้จะชอนไชทะลุผ่านผนังลำไส้ เข้าไปตามกระแสเลือด ไปอยู่ตามต่อมน้ำเหลือง ม้าม ตับ ปอด และไขกระดูก และจะพบเชื้อได้ในเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิล (Neutrophil)

  • เออร์ลิเชีย เป็นเชื้อที่พบได้ในสุนัขและม้า ที่พบในสุนัขมีชื่อว่า Ehrlichia canis ซึ่งก่อให้เกิดโรคเคไนน์เอลิชิโอซิส (Canine ehrlichiosis) ติดจากการที่ถูกเห็บที่มีเชื้อกัด หรือจากการถ่ายเลือด ซึ่งเชื้อจะเข้าไปอยู่ในเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์ (monocyte) และนิวโตรฟิล (neutrophil) โดยมีระยะฟักตัวอยู่ที่ 7-12 วัน

  • บาร์โทเนลลา เชื้อตัวที่พบบ่อยๆ ในแมวคือเชื้อ Hemobartonella felis ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น Mycoplasma haemofelis เนื่องจากเคยถูกเข้าใจว่าเป็นเชื้อริคเกตเซีย แต่ปัจจุบันค้นพบว่าเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อนี้จะอาศัยอยู่บนผิวของเม็ดเลือดแดงที่โตเต็มวัย เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสัตว์ตรวจพบเชื้อนี้ จะมีการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงติดเชื้อที่ม้าม ทำให้พบภาวะม้ามโตได้ การติดต่อของเชื้อนี้เกิดได้จากการถ่ายเลือด การถ่ายทอดเชื้อจากแม่สัตว์สู่ลูกในขณะตั้งท้อง หรือติดผ่านแมลงดูดเลือดอย่างยุงและหมัด ที่เป็นพาหะของเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ มีการสันนิษฐานว่าโรคนี้จะแสดงอาการหลังจากติดโรคที่ทำให้เกิดภาวะเครียด หรือสภาวะที่ทำให้สัตว์เกิดความเครียด คนที่เลี้ยงแมวจึงควรระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะแมวเป็นสัตว์ที่เกิดความเครียดได้ง่าย

อาการของโรคพยาธิเม็ดเลือด

เมื่อติดเชื้อพยาธิเม็ดเลือด สัตว์จะมีอาการในทุกระบบของร่างกาย เช่น ซึม ไม่ร่าเริง เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง อ่อนเพลีย อ่อนแรง มีไข้สูง เยื่อเมือกซีด หายใจถี่หอบ มีจุดจ้ำเลือดตามเยื่อเมือกและผิวหนัง เลือดกำเดาไหล เมื่อเกิดบาดแผลเลือดจะหยุดช้า รวมถึงอาจมีภาวะดีซ่าน ปัสสาวะเป็นสีโคล่า ในสัตว์ตั้งท้องอาจแท้งได้ บางรายอาจเกิดอาการทางระบบประสาท เช่น ชัก อัมพาต ขาอ่อนแรง

การตรวจวินิจฉัยโรคพยาธิเม็ดเลือด

การตรวจวินิจฉัยโรคพยาธิเม็ดเลือดในสัตว์ เบื้องต้นจะมีการซักประวัติและตรวจร่างกาย เมื่อเจาะเลือดตรวจจะพบว่าสัตว์มีภาวะโลหิตจาง เม็ดเลือดแดงต่ำและ/หรือเม็ดเลือดขาวบางชนิดต่ำและ/หรือเกล็ดเลือดต่ำ ค่าเคมีของไตอาจสูงขึ้น บางรายมีภาวะขาดน้ำร่วมด้วย รวมถึงมีอาการหัวใจเต้นเร็ว หายใจหอบถี่ตื้น

ส่วนการตรวจยืนยันให้แน่ชัดว่าเป็นพยาธิเม็ดเลือดชนิดใด จะทำโดยการตรวจฟิล์มเลือดด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อหาเชื้อที่แฝงอยู่ตามเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด วิธีนี้มีข้อเสียคือ หากจำนวนเชื้อมีน้อย หรือมีภาวะเม็ดเลือดแดง หรือเม็ดเลือดขาว หรือเกล็ดเลือดต่ำ ก็อาจตรวจไม่พบเชื้อ

ปัจจุบันมีการตรวจซึ่งให้ผลรวดเร็ว คือใช้ชุดตรวจซึ่งอาศัยหลักการตรวจหาแอนติบอดี้ของเชื้อจากเลือด แต่วิธีนี้มีข้อเสียคือไม่สามารถแยกได้ว่าแอนติบอดี้ที่ตรวจพบเกิดจากการติดเชื้อในปัจจุบัน หรือเป็นแอนติบอดี้ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ติดเชื้อครั้งก่อน

วิธีการตรวจอีกวิธีที่ให้ผลแม่นยำสูง คือการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธี PCR (Polymerase Chain Reaction ) วิธีนี้มีความแม่นยำสูง แต่ข้อเสียคือมีราคาแพงและใช้เวลานานกว่าจะทราบผล

การรักษาและค่ารักษาโรคพยาธิเม็ดเลือด

การรักษาโรคพยาธิเม็ดเลือด ทำได้โดยการพาสัตว์ไปพบสัตวแพทย์ เพื่อรับยากลุ่มเตตระไซไคลน์ (Tetracycline) ต่อเนื่องเป็นเวลา 21-28 วัน หรือนานกว่านั้นหากยังไม่หาย หรือฉีดยากลุ่มอะโรมาติกไดอะมิดีน (Aromatic Diamidine (imidocarb)) ตามโปรแกรมที่สัตวแพทย์กำหนดเพื่อฆ่าเชื้อพยาธิเม็ดเลือดโดยสัตวแพทย์จะทำการเลือกยาและระยะเวลาตามชนิดของพยาธิเม็ดเลือดที่เป็นอยู่ ส่วนอาการอื่นๆ เช่น ภาวะโลหิตจาง ค่าเคมีของไตสูงขึ้น ภาวะแห้งน้ำ สัตวแพทย์จะทำการรักษาให้ยาตามอาการ

หลังจากเริ่มรักษาแล้ว จำเป็นต้องมีการติดตามอาการเป็นระยะ จะมีการตรวจเลือดซ้ำเพื่อดูความรุนแรงของโรค และดูว่ายังพบเชื้ออยู่หรือไม่ ในรายที่มีภาวะโลหิตจางรุนแรง อาจจำเป็นต้องได้รับการถ่ายเลือดอย่างเร่งด่วน

ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคพยาธิเม็ดเลือดค่อนข้างสูง เนื่องจากโรคพยาธิเม็ดเลือดมีขั้นตอนวินิจฉัยหลายขั้นตอน ระยะเวลารักษาโรคพยาธิเม็ดเลือดที่นานเป็นเดือนก็ทำให้ค่ายาแพงตามไปด้วย หากสุนัขหรือแมวมีน้ำหนักตัวเยอะก็จะยิ่งใช้ยาเยอะ ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ยาที่ใช้มีหลายชนิดที่จำเป็นต้องใช้หลักๆ คือค่ายาปฏิชีวนะ ส่วนอื่นคือยาที่สัตวแพทย์จะเลือกใช้ตามความจำเป็น โดยเน้นดูจากอาการเป็นหลัก เช่น ค่ายาบำรุง สารอาหารทางหลอดเลือด สารน้ำ อาหารสูตรสำหรับสัตว์ป่วยพักฟื้น หากจำเป็นต้องมีการถ่ายเลือด ก็จะทำให้ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นอีก เนื่องจากการถ่ายเลือดมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่หลักหมื่น หากเลือกรักษาโดยฝากรักษาไว้ที่สถานพยาบาลสัตว์ ก็จะมีค่าฝากรักษา ซึ่งมีอัตราแตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง

เจ้าของสัตว์สามารถขอให้สัตวแพทย์ประเมินค่าตรวจรักษาพยาธิเม็ดเลือดเป็นตัวเลขคร่าวๆ ก่อนเริ่มทำการรักษา เพื่อประกอบการตัดสินใจของเจ้าของสัตว์ได้ว่าจะเลือกรักษาด้วยวิธีใดบ้าง

ทำอย่างไรจึงจะป้องกันโรคพยาธิเม็ดเลือดได้?

โรคพยาธิเม็ดเลือดในสัตว์เลี้ยงเช่นสุนัขและแมวสามารถป้องกันได้ด้วยการป้องกันและกำจัดพาหะของโรค คือเห็บและหมัดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อฉีดยาไอเวอร์เมกติน (Ivermectin) หรือ โดราเมกติน (Doramectin) แต่ข้อเสียคือกำจัดหมัดไม่ได้

การใช้ยาหยดหลังยี่ห้อต่างๆ และยากินป้องกันเห็บหมัด ควรศึกษาตัวยาว่าสามารถกำจัดปรสิตภายนอกตัวไหน ระยะไหนได้บ้าง ส่วนการใส่ปลอกคอป้องกันเห็บหมัด การใช้แป้งหรือแชมพูป้องกันเห็บหมัด อาจต้องระวังการเลียกินซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสัตว์ได้

ทั้งนี้ควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนเลือกวิธีป้องกันเห็บหมัดเพื่อให้ได้วิธีที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตประจำวันของเจ้าของและสัตว์เลี้ยง ที่สำคัญ ไม่ควรซื้อยามาใช้เองหรือใช้ยาที่ไม่มีทะเบียนเพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องกำจัดเห็บที่อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น พื้นดิน ซอกเฟอร์นิเจอร์ ทุ่งหญ้า เป็นต้น เนื่องจากวงจรชีวิตของเห็บไม่ได้อยู่บนตัวสุนัขเพียงอย่างเดียว แต่มีระยะที่อยู่ตามสิ่งแวดล้อมด้วย หากกำจัดแค่บนตัวสุนัข ก็จะมีเห็บชุดใหม่จากสิ่งแวดล้อมขึ้นบนตัวสุนัขอยู่ดี ทำให้การกำจัดเห็บไม่ประสบความสำเร็จ

โรคพยาธิเม็ดเลือดสามารถติดคนได้หรือไม่?

มีรายงานพบว่าโรคพยาธิเม็ดเลือดบางเชื้อสามารถติดต่อสู่คนได้ คือ Ehrlichia sp. และ Anaplasma sp. ผ่านทางการถูกเห็บสุนัขที่มีเชื้อกัดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะทำให้คนแสดงอาการต่อมน้ำเหลืองโต มีไข้ และปวดศีรษะ เรียกโรคนี้ในคนว่า Human Granulocytic Ehrlichiosis ดังนั้นผู้ที่เลี้ยงสัตว์จึงควรป้องกันและกำจัดเห็บหมัดให้สัตว์เลี้ยงเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้เลี้ยงเอง

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามสัตวแพทย์

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม