การดูแลอาหาร

หลักการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของร่างกาย

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
Istock 844466876 %281%29

อินซูลินมีผลต่อเซลล์เกือบทุกชนิดในร่างกาย โดยมีอวัยวะเป้าหมายที่สำคัญคือ ตับ กล้ามเนื้อลาย และเซลล์ไขมัน อินซูลินได้ชื่อว่าเป็นฮอร์โมนแห่งความอุดมสมบูรณ์ (hormone of abundance) เป็นฮอร์โมนที่ส่งเสริมให้มีการสะสมกลูโคส กรดไขมันและกรดแอมิโนไว้ภายในเซลล์ต่าง ๆ และสำรองไว้ใช้ระหว่างช่วงมื้ออาหารและเมื่อร่างกายขาดแคลน นอกจากนั้นยังทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดมีค่าปกติ คือ 60-120 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตร ซึ่งร่างกายมีกลไกที่จะควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดดังนี้

เมื่อรับประทานอาหารระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้น อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มมากที่สุด และเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นจะกระตุ้นให้บีต้าเซลล์จากตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมา เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (รูปที่ 10.1) โดยปริมาณอินซูลินจะหลั่งออกมาตามสัดส่วนของปริมาณกลูโคสที่ได้รับ ถ้ากินอาหารที่ให้พลังงานมากระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น อินซูลินก็จะหลั่งออกมามากขึ้น อินซูลินเป็นตัวนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์และเร่งให้เซลล์ต่าง ๆ ใช้กลูโคสเป็นพลังงาน หากระดับกลูโคสในเลือดสูง อินซูลินจะเปลี่ยนส่วนที่เหลือใช้เป็นไกลโคเจน (glycogen) เพื่อเก็บเป็นพลังงานสำรองไว้ในกล้ามเนื้อและตับ แต่ถ้าระดับกลูโคสในเลือดยังคงสูงอยู่อีก อินซูลินจะเปลี่ยนกลูโคสเป็นไขมันเก็บสำรองไว้ใต้ผิวหนัง หน้าท้อง และส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง และถ้าหากระดับน้ำตาลในเลือดลดลงต่ำกว่าปกติ เนื่องจากการออกกำลังกายหรือได้รับอาหารไม่เพียงพอ ฮอร์โมนทั้ง 5 ชนิด ได้แก่ ฮอร์โมนสำหรับการเจริญเติบโต (growth hormone) คอร์ติโคสเตอรอยด์ (corticosteroid) แคทีโคลามิน (cathecolamine hormone) กลูคากอน (glucagon) และไทรอกซิน (thyroxine) จะเร่งให้มีการสลายไกลโคเจนเป็นกลูโคส สลายโปรตีนและไขมันให้เป็นกลูโคสทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อรักษาให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติเสมอ


รูปที่ 10.1 กลไกของอินซูลินในการทำกลูโคสเข้าสู่เซลล์

ที่มา : Nelms, 2011

หากขาดฮอร์โมนอินซูลินมีผลให้เมแทบอลิซึมของอาหารผิดปกติ โดยร่างกายที่ขาดอินซูลินจะส่งผลให้กลูโคสไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ได้ ทำให้ร่างกายไม่สามารถใช้กลูโคสเป็นพลังงาน หรือเปลี่ยนกลูโคสเป็นไกลโคเจนหรือไขมันที่จะสะสมเป็นพลังงานสำรองของร่างกาย เป็นผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เมื่อเลือดไหลผ่านไต ไตจะไม่สามารถสกัดกั้นกลูโคสไว้ได้ ซึ่งโดยทั่วไปถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงไม่เกิน 180 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตร ไตจะสามารถดูดซึมน้ำตาลกลูโคสกลับได้หมด ทำให้ไม่มีน้ำตาลในปัสสาวะ แต่ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 180 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 เดซิลิตร ไตจะไม่สามารถกักกั้นน้ำตาลไว้ได้ จึงทำให้น้ำตาลกลูโคสล้นผ่านไตออกมากับปัสสาวะ และเนื่องจากน้ำตาลมีความเข้มข้นสูงจึงดึงเอาน้ำซึ่งเป็นตัวทำละลายน้ำตาลออกมาด้วยทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะครั้งละมาก ๆ จึงเกิดภาวะขาดน้ำทำให้ต้องดื่มน้ำมากขึ้น และเมื่อผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถใช้อาหารที่รับประทานเข้าไปเป็นพลังงานได้ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหิวบ่อย กินจุ แต่น้ำหนักตัวกลับลดลง เพราะร่างกายไม่สามารถใช้กลูโคสเป็นพลังงานได้ จึงต้องใช้โปรตีนและไขมันที่ร่างกายสะสมไว้เป็นพลังงานสำรองมาใช้แทน ทำให้น้ำหนักตัวลดลง กล้ามเนื้อลีบผอม ความต้านโรคติดเชื้อต่าง ๆ ต่ำลง จึงมักมีอาการคันตามผิวหนัง เป็นแผลหรือฝีง่าย และรักษาหายยาก เนื่องจากน้ำตาลในเลือดสูงทำให้เชื้อโรคเติบโตได้ง่าย (พัทธนันท์, 2555)

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จากหนังสือ "พื้นฐานโภชนบำบัด" โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อัจฉรา ดลวิทยาคุณ จากสำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่