Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

ตาฟกช้ำดำเขียว ​(Black Eyes/Bruised Eyes)

อาการตาฟกช้ำดำเขียว หมายถึงอะไร มีอาการอย่างไรบ้าง มีวิธีการรักษาอย่างไรให้หายเร็วที่สุด
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
ตาฟกช้ำดำเขียว ​(Black Eyes/Bruised Eyes)

ตาฟกช้ำดำเขียว หมายถึง การมีรอยช้ำรอบดวงตา โดยปกติมักเกิดจากอาการบาดเจ็บที่ศีรษะหรือใบหน้าแล้วทำให้มีเลือดออกใต้ผิวหนัง เมื่อเส้นเลือดเล็กๆ หรือเส้นเลือดฝอยภายใต้ผิวหนังแตกออก เลือดก็จะซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อรอบๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนสีรอบดวงตาหรืออาการช้ำรอบๆ ขึ้นมา

อาการตาฟกช้ำดำเขียว

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว บางครั้ง อาการตาฟกช้ำดำเขียวอาจเกิดขึ้นภายหลังการเข้ารับกระบวนการผ่าตัดบางอย่าง เช่น การผ่าตัดเสริมจมูก หรือศัลยกรรมตกแต่งต่างๆ เนื่องจากเลือดจากหน้าผากหรือจมูกไหลมาตกตะกอนบริเวณตาด้วยแรงโน้มถ่วง แต่ถ้าหากมีการแตกหักของกระดูกบริเวณฐานของกะโหลกศีรษะจะพบเลือดขังใต้ตาเป็นขอบเขตชัดเจน ซึ่งเรียกว่า ตาแรคคูน (Raccoon Eye)

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ทรีตเมนต์เพิ่มความกระจ่างใส, เพิ่มความชุ่มชื้น และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

เปรียบเทียบราคาทรีตเมนต์หน้า ที่คลินิกเสริมความงามทั่วกรุงเทพที่นี่

Facialtreatmentinternal ad

ภายในเวลาสองสัปดาห์ รอยฟกช้ำสีดำหรือออกสีน้ำเงินรอบดวงตาจะค่อยๆ จางหายไปเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว เพราะเลือดใต้ผิวหนังเกิดการสลายตัวและถูกดูดซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อรอบๆ ซึ่งแต่ละคนจะใช้เวลามากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปริมาณเลือดที่สะสมภายในผิวหนังเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าว

ภาวะแทรกซ้อนของอาการตาฟกช้ำดำเขียว

บางครั้งอาการตาฟกช้ำสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับอาการบาดเจ็บต่อดวงตา เช่น เป็นโรคภูมิแพ้อากาศ ผู้ที่เป็นโรคนี้อาจพบว่าบริเวณดวงตามีรอยช้ำรอบๆ อาการนี้เกิดขึ้นจากการไหลเวียนของเลือดที่เพิ่มมากขึ้นจากอาการแพ้ จึงทำให้เส้นเลือดดำขนาดเล็กใต้ตาของคั่งไปด้วยเลือดมากมาย

และอีกกรณีหนึ่งที่แม้จะพบได้น้อยมาก แต่อาการตาฟกช้ำในเด็กที่ไม่ได้รับการบาดเจ็บใดๆ อาจเป็นอาการเริ่มแรกของมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดไมอีลอยด์ (Myeloid Leukemia)

หากมีอาการตาฟกช้ำควรไปพบแพทย์เมื่อใด

อาการตาฟกช้ำดำเขียวอาจเป็นผลกระทบจากการแตกหักของกระดูกในบริเวณใบหน้า หากพบอาการเหล่านี้ร่วมอยู่ด้วย ภายหลังจากได้รับการกระทบกระแทก หรือเกิดอุบัติเหตุ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

การวินิจฉัยโรคจากอาการตาฟกช้ำดำเขียว

หากคุณไปพบแพทย์เพื่อรักษาตาฟกช้ำ แพทย์ของคุณจะทำการตรวจร่างกายพื้นฐาน พวกเขาจะซักถามว่ามีการบาดเจ็บเกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไร และสอบถามเกี่ยวกับการบาดเจ็บที่เกี่ยวข้อง แพทย์จะทดสอบการมองเห็นของคุณโดยส่องแสงเข้าตา และให้คุณทำตามนิ้วของพวกเขาจากการมองเห็นของคุณ

หากสงสัยว่ามีการแตกหักของกะโหลกศีรษะ คุณจะจำเป็นต้องทำการถ่ายภาพรังสีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) และภาพเอกซเรย์บริเวณใบหน้าและศีรษะ หากสงสัยว่ามีการบาดเจ็บที่ตาคุณจะถูกส่งต่อไปยังจักษุแพทย์ ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจตรวจโดยใช้สีย้อมตาของคุณเพื่อทดสอบการถลอกของลูกตา (Eyeball abrasion)

หากสงสัยว่ามีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะคุณจะถูกส่งไปยังศัลยแพทย์ระบบประสาท (Neurosurgeon) หากสงสัยว่ามีการแตกหักของบริเวณใบหน้าคุณจะถูกส่งต่อไปยังแพทย์ด้านหูคอจมูก (ENT)

การวินิจฉัยที่เกี่ยวข้องกับอาการตาฟกช้ำดำเขียว

ภาวะที่มักเกี่ยวข้องกับอาการดังกล่าว ได้แก่

  • จมูกหักหรือแตก

  • การกระแทก

  • โรคไข้เลือดออก

  • โรคฮีโมฟีเลีย A (Hemophilia A)

  • โรคฮีโมฟีเลีย B (Hemophilia B)

  • ภาวะเลือดออกบริเวณเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก (Epidural Hematoma)

  • ภาวะฉุกเฉินของดวงตา

  • การได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ

  • โรคขาดสารแข็งตัวของเลือด Factor II

  • โรคขาดสารแข็งตัวของเลือด Factor V

  • โรคขาดสารแข็งตัวของเลือด Factor VII

  • โรคขาดสารแข็งตัวของเลือด Factor X

  • กลุ่มอาการทารกถูกเขย่า (Shaken Baby Syndrome)

  • กะโหลกศีรษะแตกหัก

  • ภาวะเลือดคั่งบริเวณใต้เยื่อหุ้มสมอง (Subdural Hematoma)

  • โรคความผิดปกติในการแข็งตัวของเกล็ดเลือด (Von Willebrand Disease)

การรักษาอาการตาฟกช้ำดำเขียว

อาการตาฟกช้ำที่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย สามารถรักษาได้ด้วยการ

ประคบเย็นหรือประคบน้ำแข็ง : เป็นเวลา 20 นาที สลับกับหยุดพักเป็นเวลา 20 นาที เมื่ออาการบวมลดลงอาจใช้การประคบอุ่นเพื่อช่วยส่งเสริมการดูดซึมเลือด และทำให้อาการตาฟกช้ำและรอยดำหายเร็วขึ้น

พักผ่อนให้เพียงพอ

รับประทานยาแก้ปวด เช่น ยาไอบูโพรเฟนหรือยาพาราเซตามอล

หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือกดในบริเวณที่ได้รับผลกระทบ

การรับประทานวิตามินซีและวิตามินเค จะช่วยรักษาและลดอาการบวมได้เร็วขึ้นได้เช่นกัน

การรักษาอาการตาฟกช้ำดำเขียวในเด็กและทารก

หากพบอาการตาฟกช้ำดำเขียวในเด็กเล็กและทารก ควรได้รับการรักษาด้วยการประคบเย็นที่ตาเป็นเวลา 15 นาทีต่อครั้งตลอดทั้งวัน หากพบอาการบวมจนทำให้ตาปิด หรือมองเห็นได้ไม่สะดวก ก็ควรสวมผ้าปิดตาเอาไว้ และพยายามอย่าให้เด็กยกมือขยี้ตา

ที่มาของข้อมูล

J. C. Jones and Justin Sarachik, What Causes Black Eye? (https://www.healthline.com/symptom/black-eye), November 1, 2016.


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป