การกินเพื่อสุขภาพ

ถาม-ตอบ รังนกมีคุณค่าทางโภชนาการ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 13 นาที
Istock 877651418 %281%29

ถาม-ตอบ 

Q: รังนกมีคุณค่าทางโภชนาการมากน้อยเพียงใดและให้ประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย

A:รังนกสร้างมาจากน้ำลายของนกนางแอ่นที่คายออกมาในการทำรัง ชาวจีนเชื่อว่ารังนกจะช่วยบำรุงหยินที่ปอด ช่วยให้ปอดชุ่มชื่น เสริมธาตุน้ำที่หลอดเสียและหลอดลม บรรเทาอาการอักเสบของผิวหน้าและแผ่นหลัง ทำให้ชุ่มคอและสดชื่น เพิ่มความแข็งแรงให้กับไต ม้าม ลดพลังหยาง ช่วยให้ผิวพรรณดี และทำให้อายุยืน รังนกจึงจัดเป็นอาหารของฮ่องเต้ในราชวงศ์จีนมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว นอกจากนี้ยังใช้รังนกเป็นอาหารฟื้นฟูสุขภาพหรือยาโป๊ได้ด้วย มีรายงานว่า แพทย์แผนจีนใช้รังนกรักษาโรคปอด โรคกระเพาะ และโรคไต

ประเทศไทยมีระบบสัมปทานรังนกนางแอ่นเป็นเครื่องมือในการควบคุมปริมาณการเก็บรังนก ซึ่งระบบสัมปทานจะช่วยอนุรักษ์พันธุ์นกนางแอ่นให้อยู่รอดปลอดภัย เพราะมีการดูแลพื้นที่กันอย่างเข้มงวดและดำเนินการทุกวิถีทางที่จะรักษาประชากรนกนางแอ่นกินรังให้คงอยู่หรือเพิ่มประชากรมากขึ้น เพื่อที่จะได้ผลผลิตมากขึ้นในฤดูกาลต่อๆ ไป เนื่องจากธรรมชาติของนกนางแอ่น เมื่อลูกนกเติบโตเต็มที่แล้วจะไม่ใช้รังเดิมอีก แต่จะสร้างรังใหม่ขึ้นแทน

ดังนั้นการเก็บรังนกนางแอ่นจึงเป็นการช่วยเปิดพื้นที่ให้นกนางแอ่นได้ทำรังใหม่ได้สะดวกขึ้น ส่วนรังนกนางแอ่นแดง บางคนเชื่อว่าเกิดจากการสำรอกออกมาจนมีเลือดปน ความเชื่อนี้ไม่จริงแต่อย่างใด เพราะหากเป็นเลือดจริง เลือดจะถูกอากาศออกซิไดส์โปรตีนให้รังนกนั้นเป็นสีดำมากกว่า สำหรับสีแดงที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากอาหารและสภาพแร่ธาตุในถ้ำของถิ่นที่อยู่อาศัยมากกว่า

จากการศึกษาวิจัยในปี 1987 ของ Dr. Kong และคณะพบว่ารังนกนางแอ่นประกอบด้วยสารที่มีโครงสร้างคล้ายกับสารอีพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์ (Epidermal Growth Factor หรือ EGF) ที่มีอยู่ในมนุษย์ สารนี้จะทำหน้าที่ในการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ผิวและช่วยสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมสลายไป ทำให้ผิวพรรณดูสดใจและยืดหยุ่น

ปี 2006 Dr. Chao-Tan Guo และคณะจากประเทศญี่ปุ่นพบว่า รังนกนางแอ่นมีสารที่มีฤทธิ์ทางชีวเคมีในการช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย โดยช่วยเสริมการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่ในการปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคต่างๆ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายกับเชื้อไข้หวัดใหญ่ โดยไกลโคโปรตีนในรังนกนางแอ่นแท้จะทำหน้าที่จับกับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ป้องกันไม่ให้เชื้อไข้หวัดใหญ่เข้าจับกับเซลล์ในร่างกายได้

ปี 2011 Dr. Matsukawa และทีมนักวิจัยชาวญี่ปุ่น พบว่า สัตว์ทดลองที่กินสารสกัดจากนกนางแอ่นจะมีความแข็งแรงของกระดูกเพิ่มขึ้น โดยวัดจากค่าปริมาณของแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่เพิ่มขึ้นและมีค่าไฮดรอกซีโพรลีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสร้างคอลลาเจนเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย ดังนั้นรังนกนางแอ่นจึงอาจมีประโยชน์ในการเพิ่มมวลกระดูกและช่วยเรื่องผิวพรรณในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนได้

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยได้ทำการวิเคราะห์คุณค่าของสารอาหารในรังนกนางแอ่นพบว่า ประกอบด้วยโปรตีนร้อยละ 60.90 แคลเซียมร้อยละ 0.85 น้ำร้อยละ 5.11 โพแทสเซียมร้อยละ 0.05 และฟอสฟอรัสร้อยละ 0.03

ปัจจุบันรังนกถูกจัดว่าเป็นอาหารฟังก์ชันที่นิยมดื่มกันในหมู่ชาวเอเชียนักวิจัยยังคงทำการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพิสูจน์ว่าสารอาหารที่มีอยู่ในรังนกจะให้คุณประโยชน์แก่ร่างกายดังที่เชื่อกันมานานจริงหรือไม่ เนื่องจากรังนกนางแอ่นมีราคาแพงมาก จึงมีการผลิตรังนกปลอมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมากจนไม่สามารถแยกได้ด้วยตาเปล่าออกมาขาย

รังนกปลอมมักทำมาจากยางต้นไม้ชนิดหนึ่งชื่อ “ยางคารายากัม” ซึ่งมาจากต้นสุพรรณิการ์ (Sterculia urens) มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย ยางชนิดนี้ใช้ในอาหารได้ปลอดภัย แต่ไม่เกิดประโยชน์แก่ร่างกาย เพราะรังนกนางแอ่นปลอมจะมีโปรตีนเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ แต่มีคาร์โบไฮเดรตสูงกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นหากซื้อรังนกปลอมมาบริโภค นอกจากไม่ได้ประโยชน์แล้ว เรายังเสียเงินโดยใช่เหตุ

ปัจจุบันสามารถตรวจสอบคุณภาพของรังนกนางแอ่นในห้องปฏิบัติการได้ โดยใช้วิธีทางเคมีและเทคนิคอินฟราเรดสเปกโทรสโคปี ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Fourier Transform Infrared Spectroscopy (FTIR) ดังนั้นในการเลือกซื้อจึงควรพิจารณจากฉลากซึ่งระบุผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายที่เชื่อถือได้ และมีการรับรองมาเป็นเวลานาน มีเครื่องหมายรับรอง อย. รวมทั้งมีราคาที่เหมาะสด


Q: หน่ออ่อนบรอกโคลีมีประโยชน์ต่างจากบรอกโคลีอย่างไร

A: ทั้งหน่ออ่อนบรอกโคลี (Broccoli Sprout) และบรอกโคลีต่างก็มีสารพฤกษเคมีไอโซไอโอไซยาเนตซัลโฟราเฟน (Isothiocyanate Sulforaphane) สูงเช่นเดียวกัน เพียงแต่หน่ออ่อนบรอกโคลีจะมีปริมาณมากกว่า สารที่ว่านี้มีฤทธิ์ป้องกันมะเร็งในกระเพาะอาหาร

รายงานการวิจัยล่าสุดจากสถาบันวิจัยมะเร็งสหรัฐอเมริกาพบว่า การบริโภคหน่ออ่อนของบรอกโคลีทุกวัน สามารถช่วยยับยั้งการเจริญของเชื้อเฮลิโคแบกเตอร์ ไพลอไร (Helicobacter pylori) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคกระเพาะอาหารอักเสบและมะเร็งในกระเพาะอาหารได้ เช่นเดียวกับงานวิจัยในญี่ปุ่นและมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) ที่ได้สุ่มผู้ป่วยติดเชื้อ เฮลิโคแบกเตอร์ ไพลอไร จำนวน 48 คน ที่บริโภคหน่ออ่อนของบรอกโคลีหรืออัลฟัลฟา (Alfalfa) วันละ 70 กรัม หลังจากนั้น 8 สัปดาห์พบว่า กลุ่มที่กินหน่ออ่อนบรอกโคลีมีปริมาณเชื้อ เฮลิโคแบกเตอร์ ไพลอไร ลดลงอย่างชัดเจน แต่กลุ่มที่บริโภคอัลฟัลฟาซึ่งไม่มีสารซัลโฟราเฟนไม่พบการเปลี่ยนแปลง และกลุ่มทดลองหยุดบริโภคหน่ออ่อนบรอกโคลี หลังจากนั้น 2 เดือน พบว่าเชื้อเพิ่มขึ้นเท่าเดิม นอกจากนี้เมื่อให้หนูดื่มน้ำชาที่ทำจากหน่ออ่อนบรอกโคลีเป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าปริมาณเชื้อ เฮลิดคแบกเตอร์ ไพลอไร ลดลง ในขณะที่หนูที่ได้รับแต่น้ำเปล่าไม่พบความเปลี่ยนแปลง

นักวิจัยจึงเชื่อว่า สารซัลโฟราเฟนในหน่ออ่อนบรอกโคลีอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่ให้ความหวังในการป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร เพราะมีความสามารถในการต้านเชื้อ เฮลิโคแบกเตอร์ ไพลอไร ทั้งทางตรงและทางอ้อม


Q: ซุปไก่สกัดให้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน ต่างจากกินเนื้อไก่และเนื้อสัตว์อื่นๆอย่างไร

A: ซุปไก่สกัดจัดอยู่ในประเภทอาหารฟังก์ชันที่ปัจจุบันได้รับความนิยมมากในเอเชีย ซุปไก่สกัดผลิตจากเนื้อไก่ซึ่งมีโปรตีนสูง แต่แปรรูปให้สะดวกต่อการบริโภค โปรตีนของซุปไก่จะถูกย่อยให้เป็นกรดแอมิโนเพปไทด์ ซึ่งร่างกายดูดซึมไปใช้ได้เลย ต่างจากอาหารโปรตีนอื่นๆ ที่จะต้องผ่านระบบย่อยเป็นขั้นเป็นตอนจนเป็นกรดแอมิโนก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมไปใช้ได้

ซุปไก่สกัดจึงให้คุณค่าที่ต่างจากอาหารโปรตีนและให้ประโยชน์เพิ่มเติมจากโปรตีนที่เราบริโภคในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ในเนื้อไก่ยังมีสารแอนเซอรีน (Anserine) และคาร์โนซีน (Carnosine) สูง ซึ่งการวิจัยเบื้องต้นพบว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย การลดอนุมูลอิสระจะช่วยในการป้องกันโรคเรื้อรังได้มากมาย เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง เป็นต้น

มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับซุปไก่สกัดที่ตีพิมพ์มากกว่า 20 เรื่อง โดยเฉพาะผลต่อการทำงานของสมอง ช่วยลดความเครียด คลายความอ่อนล้าของสมอง เสริมสร้างสมาธิและความจำ ตัวอย่างเช่น

งานวิจัยของดอกเตอร์ฮาจิมะ นาไก่ (Dr. Hajime Nagai) และคณะจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 1996 พบว่า ซุปไก่สกัดมีส่วนในการเพิ่มสมรรถภาพการทำงานของสมอง เพิ่มความสงบของจิตใจ และลดความเหนื่อยล้าระหว่างการทำงานได้

ปี 2001 ในงานประชุมวิชาการประจำปีของสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหรัฐอเมริกา มีรายงานว่า ซุปไก่สกัดช่วยเพิ่มคลื่นสมองแอลฟาที่แสดงถึงการมีสมาธิและความรู้สึกสงบของจิตใจ

ปี 2008 งานวิจัยของศาสตราจารย์ นายแพทย์อัสฮาล มุฮัมมัด ซิน และคณะ ตีพิมพ์อยู่ในวารสารทางการแพทย์ Malaysian Journal of Medicine and Health Sciences พบว่า ซุปไก่สกัดมีส่วนช่วยเพิ่มสมาธิ เพิ่มความสามารถในการเรียนรู้และความจำ ลดความเหนื่อยล้า จากการทำงานหนักของนักศึกษา 69 คน ซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2003 ที่พบว่าซุปไก่สกัดช่วยลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพของความจำด้านต่างๆของนักศึกษาที่มีความเครียดสูง จำนวน 164 คน

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยจำนวนมากที่พบว่าซุปไก่สกัดช่วยในการเพิ่มระบบเผาผลาญของร่างกาย ช่วยการสร้างเม็ดเลือด ส่งผลต่อการหลั่งน้ำนมของมารดาหลังคลอด และช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

ปัจจุบันนักวิจัยยังคงให้ความสนใจที่จะศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในการใช้อาหารฟังก์ชันในชีวิตประจำวันอย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันโรคและเสริมสร้างสุขภาพ


Q: น้ำมะพร้าวมีสารอาหารอะไร และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

A: น้ำมะพร้าวมีรสหวานอ่อนๆ และมีสารเกลือแร่สูง สมัยปัจจุบันใช้เป็นเครื่องดื่มนักกีฬา น้ำมะพร้าว 240 มิลลิลิตรมีไขมัน 0.5 กรัม โซเดียม 252 มิลลิกรัม มีแมกนีเซียม โพแทสเซียม วิตามินซี คาร์โบไฮเดรต 9 กรัม และเป็นแหล่งของใยอาหารที่ดี แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่า ปริมาณโซเดียมในน้ำมะพร้าวยังมีไม่พอที่จะชดเชยโซเดียมที่เสียไปกับการออกกำลังกาย

ข้อดีของน้ำมะพร้าวอีกประการคือมีแคลอรีต่ำ และเป็นทางเลือกที่ดีทดแทนการดื่มน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาล ปัจจุบันมีการนำน้ำมะพร้าวมาบรรจุกล่องพาสเจอร์ไรซ์ แต่เมื่อใดที่เปิดกล่องจะเก็บในตู้เย็นได้ไม่เกิน 1 วัน


Q: มีการนำกะทิมาทำเป็นเครื่องดื่มเหมือนนม อยากทราบว่าใช้ดื่มแทนนมได้หรือไม่

A: ปัจจุบันเพิ่มมีเครื่องดื่มกะทิออกสู่ตลาด ซึ่งทำมาจากครีมกะทิ นำมาทำแกงกะทิหรือขนมไทยต่างๆ ปริมาณไขมันในเครื่องกะทิจึงขึ้นกับปริมาณของกะทิที่ใช้

เครื่องดื่มกะทิมีแคลเซียมน้อยมาก ประมาณ 15 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม สิ่งที่ควรระวังคือกะทิเป็นไขมัน จึงให้พลังงานสูง ถ้าดื่มมากเป็นประจำอาจจะได้พลังงานส่วนเกินเป็นของแถม ทำให้อ้วนและไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูงได้

ข้อมูลโภชนาการของกะทิ

หนึ่งหน่วยบริโภคเท่ากับ 1 ถ้วยตวง (240 กรัม)

พลังงาน 552 กิโลแคลอรี
พลังงานจากไขมัน  515 กิโลแคลอรี 
ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน
ไขมันรวม  57.2 กรัม  88%
ไขมันอิ่มตัว  50.7 254%
ไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว 0.6 กรัม
ไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง  2.4 กรัม
คอเลสเตอรอล  0 มิลลิกรัม 0%
โซเดียม  36 มิลลิกรัม 2%
คาร์โบไฮเดรต  13.3 กรัม 4%
ใยอาหาร  5.3 กรัม 21%
น้ำตาล  8.0 กรัม
โปรตีน  5.5 กรัม
วิตามินเอ 0%
วิตามินซี 11%
แคลเซียม -4%
ธาตุเหล็ก 22%



Q: สารอะคริลาไมด์ (Acylamide) คืออะไร

A: สารอะคริลาไมด์เป็นสารที่ต้องสงสัยว่าเป็นสารก่อมะเร็งเกิดจากปฏิกิริยาภายใต้ความร้อนระหว่างน้ำตาลและกรดแอมิโนที่ชื่อแอสปาราจีน (Asparagine) โดยเรียกว่าปฏิกิริยาเมลลาร์ด (Maillard Reaction) ทำให้เกิดสีน้ำตาลและเกิดรสชาติของขนมอบ ทอด และปิ้ง ระดับสารอะคริลาไมด์จะขึ้นกับอุณหภูมิและระยะเวลาที่ถูกความร้อนในกระบวนการผลิต หากอุณหภูมิต่ำกว่า 120 องศาเซลเซียล (248 องศาฟาเรนไฮต์) จะไม่พบปริมาณสารอะคริลาไมด์

มีงานวิจัยร่วมของชาวโปแลนด์และชาวสวีเดนพบว่า การกินอาหารว่างอย่างมันฝรั่งอบกรอบวันละ 160 กรัม เป็นประจำอาจเพิ่มระดับอะคริลาไมด์ ก่อให้เกิดการอักเสบ เพิ่มอนุมูลอิสระในร่างกายและเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดแดงแข็งได้

นักวิจัยชาวสวีเดนพบสารอะคริลาไมด์ในอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งในหนูทดลอง แต่การวิจัยทางระบาดวิทยาจำนวนยืนยันว่า คนทั่วไปรับสารอะคริลาไมด์ในชีวิตประจำวันต่ำเกินกว่าที่จะมากังวล และงานวิจัยระยะหลังๆมานี้ แม้จะไม่ได้อ้างถึงโรคมะเร็ง แต่ก็สร้างแรงกดดันให้กับผู้ผลิตอาหารให้ต้องปรับเปลี่ยนสูตรการผลิตเพื่อลดหรือขจัดสารอะคริลาไมด์ในขั้นตอนผลิตลง

นักวิจัยสรุปว่า การบริโภคอาหารที่มีสารอะคริลาไมด์ในระดับสูงเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย และนำไปสู่การเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งก่อนเวลาอันควร รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ

หน่วยงานป้องกันสิ่งแวดล้อมแก่งสหรัฐอเมริกา (US Environmental Protection Agency) กำหนดปริมาณที่ปลอดภัยไว้คือสารอะคริลาไมด์ในน้ำ 240 มิลลิลิตร ไม่ควรเกิน 0.12 ไมโครกรัม

กลุ่มอาหารที่มีสารอะคริลาไมด์สูงเรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่

  • มันฝรั่งอบกรอบ (Potato Chips Crisps)
  • เฟรนซ์ฟราย
  • แครกเกอร์ (Crackers) ขนมปังปิ้ง ขนมปังกรอบ (Bread Crisps) คุกกี้
  • อาหารเช้าซีเรียล
  • แผ่นข้าวโพดทอด (Corn Chips)
  • ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่
  • กาแฟ
  • โกโก้

Q: ปลาเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่ขณะเดียวกันก็มีข่าวว่าปลามีสารพิษปนเปื้อน เช่น สารปรอท เราจะเลือกกินปลาอย่างไรให้ปลอดภัย

A: ของทุกอย่างมีดีและเสียปะปนกัน ดังนั้นควรชั่งน้ำหนักว่าส่วนไหนมีประโยชน์มากกว่ากัน ปลาและสัตว์น้ำอื่นๆเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง ไขมันอิ่มตัวต่ำ และมีกรดโอเมก้า-3 ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อหัวใจ การเจริญเติบโตและพัฒนาการสมองในเด็ก แต่ปลาและสัตว์น้ำก็มีสารปรอทปนเปื้อนอยู่ด้วยในปริมาณเล็กน้อย ซึ่งสำหรับคนส่วนใหญ่แล้วอาจไม่เป็นปัญหานัก

ยกเว้นปลาบางชนิดที่มีสารปรอทปนเปื้อนสูง อาจเป็นอันตรายต่อการพัฒนาระบบประสารทของทารกในครรภ์ หรือเด็กที่กำลังเจริญเติบโต แต่เราก็มีวิธีลดสารพิษจากอาหาร ทำให้เราสามารถกินได้อย่างปลอดภัย คือ

หากเป็นหญิงตั้งครรภ์ หญิงเตรียมตั้งครรภ์ แม่ที่ให้นมบุตรและเด็กเล็กควรพยายามเลี่ยงการกินปลาที่มีสารปรอทสูง ซึ่งสารปรอทจะอยู่ในรูปเมทิลเมอคิวรี (Methylmercury) เพราะหากกินมากเกินไปสารปรอทจะถูกสะสมในเลือดและเนื้อเยื่อ จะเป็นอันตรายต่อสมองและอวัยวะต่างๆได้ เนื่องจากร่างกายต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งปีในการขจัดหรือลดระดับสารปรอทลงมา

ดังนั้นข้อแนะนำการกินปลาสำหรับคนกลุ่มนี้คือ

  • ไม่กินปลาที่มีสารปรอทสูง 1ppm (1 ส่วนในล้านส่วน ดังที่แสดงในตาราง)
  • จำกัดการกินปลาทุกชนิดที่มีสารปรอทต่ำกว่า 1ppm (แสดงในตาราง) โดยกินปลาสัปดาห์ละไม่เกิน 360 กรัม (แบ่งเป็น 3-4 มื้อ) ส่วนคนทั่วไปสามารถกินได้สัปดาห์ละ 420 กรัม ) โดย
  • เลือกกินปลาที่มีปริมาณสารปรอทเฉลี่ยไม่เกิน 0.5 ppm ปลาและสัตว์น้ำ 5 ชนิด ที่มีสารปรอทต่ำ ได้แก่ กุ้ง ปลาทูน่ากระป๋องชนิดไลท์ แซลมอน พอลล็อก ปลาดุกทะเล
  • ปลาทูน่าอัลบาคอร์เนื้อขาวมีสารปรอทมากกว่าปลาทูน่ากระป๋องชนิดไลท์ ถ้าหากเลือกกินปลา 2 มื้อต่อสัปดาห์อาจจะเลือกกินปลาทูน่าอัลบาคอร์เนื้อขาวไม่เกินมื้อละ 180 กรัม

สารปรอทในแต่ละน่านน้ำจะมีปริมาณต่างกัน หากไม่มีข้อแนะนำเฉพาะในเขตนั้นๆ อาจเลือกกินปลามื้อละไม่เกิน 180 กรัม และเลี่ยงการกินปลาอื่นๆในสัปดาห์นั้น สำหรับเด็กก็ใช้หลักเดียวกันแต่ลดปริมาณต่อมื้อลง

หลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยพบสารปรอทเกินมาตรฐานถึง 1 เท่าในปลาหิมะที่นำเข้าจากประเทศอุรุกวัย ขณะที่มาตรฐานกำหนดให้ปนเปื้อนสารปรอทได้ไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ฉะนั้นปลาที่นำเข้าและแพงอาจจะมีสารปรอทมากกว่าปลาในน่านน้ำไทยก็ได้ จึงควรเลือกกินปลาให้เหมาะสมโดยไม่จำเป็นต้องจ่ายแพง

ปลาและอาหารทะเล 10 อันดับแรกที่บริโภคกันในสหรัฐอเมริกา

ชนิดอาหาร

ระดับค่ากลางปรอท ส่วนในล้านส่วน (ppm)*

ปริมาณโอเมก้า-3  (กรัม/อาหารสุก 90 กรัม)

กุ้ง

หอย

แซลมอน

ปลาดุกทะเล

ปลาตาเดียว

หอยเชลล์

พอลล็อก

ปู

ปลาค้อด

ทูน่ากระป๋องชนิดไลท์

ND

ND

0.01

0.05

0.05

0.05

0.06

0.06

0.11

0.12

0.29

0.25

1.1-1.9

0.22-0.30

0.48

0.18-0.34

0.48

0-0.40

0.15-0.24

0.17-0.24

*ppm: part per million คือ 1 ใน 1,000,000 ส่วน

ไม่กินปลาที่มีสารปรอทสูง 1 ppm (1 ส่วนในล้านส่วน ดังที่แสดงในตาราง)

อาหารทะเลอื่นๆ

ชนิดอาหาร

ระดับค่ากลางปรอท ส่วนในล้านส่วน (ppm)

ปริมาณโอเมก้า-3 (กรัม/อาหารสุก 90 กรัม)

หอยนางรม

ปลาเฮร์ริง

ปลามาฮิมาฮิ

ปลาฮาลิบัท

กุ้งมังกร

ปลาเก๋า

ND

0.04

0.19

0.26

0.31

0.55

0.37-1.14

1.9-2.0

0.13

0.60-1.12

0.07-0.46

0.23

ปลาที่มีระดับปรอทสูงสุด (~1 ppm Hg**)

สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ เตรียมตัวตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร และเด็กเล็ก ไม่ควรกินปลาเหล่านี้ ส่วนคนทั่วไปกินได้ไม่เกิน 210 กรัม ต่อสัปดาห์

ชนิดอาหาร

ระดับค่ากลางปรอท  ส่วนในล้านส่วน (ppm)

ปริมาณโอเมก้า-3  (กรัม/ปลา 90 กรัมสุก)

ปลาอินทรี

ปลากระโทงเทง

ฉลาม

ไทล์ฟิช (Tilefish)

และกะพงทอง

0.73

0.97

0.99

1.45

0.36

0.97

0.83

0.90

** Hg เป็นสัญลักษณ์ของสารปรอท

ปลาที่มีสารปรอท ~0.5 ส่วนในล้านส่วน (ppm)

ชนิดปลา

ระดับค่ากลางปรอท

ส่วนในล้านส่วน (ppm)

ปริมาณโอเมก้า-3

(กรัม/ปลา 90 กรัมสุก)

ทูน่าสดหรือแช่แข็ง

ออเร้นจ์รัฟฟี่ (Orange Roughy)

กะพงแดง

0.38

0.54

0.60

0.21-11

0.028

0.29

ND หมายถึง ระดับสารปรอทต่ำกว่าระดับที่ตรวจพบได้ [Level of Detection (LOD-0.04 ppm)]

ที่มา : http://www.americanheart.org/p...


Q: จริงหรือไม่ที่มีข่าวออกมาว่า การดื่มน้ำระหว่างกินอาหารไม่ดีต่อระบบย่อย
A: เหตุผลนี้เชื่อว่าน้ำที่ดื่มเข้าไปจะทำให้น้ำย่อยเจือจางหรือรบกวนระบบย่อย ซึ่งความเชื่อนี้ไม่มีในตำรา ในทางตรงข้าม การดื่มน้ำระหว่างและหลังอาหารกลับทำให้ระบบย่อยทำงานดีขึ้น เพราะน้ำจะช่วยสลายอาหารให้มีขนาดเล็กลงในกระเพาะอาหารและทำให้อาหารย่อยได้ดีขึ้น

ข้อแนะนำก็คือ วิธีการที่จะช่วยให้ระบบย่อยทำงานดีขึ้นควรให้หลักไลฟ์สไตล์ที่ดี กินผักผลไม้และธัญพืชธรรมชาติให้มากขึ้น ดูแลน้ำหนักตัว และออกกำลังกายสม่ำเสมอ


Q: จะกินน้ำตาลได้แค่ไหนโดยไม่ทำให้เสียสุขภาพและไม่เพิ่มน้ำหนักตัว

A: ในชีวิตประจำวันของเราสามารถเติมความสุขในการกินได้โดยไม่เพิ่มน้ำหนักตัว หากเราได้รับสารอาหารที่จำเป็นเพียงพอกับร่างกาย สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า สำหรับผู้หญิง พลังงานที่เติมความสุขในการกินไม่ควรเกิน 100 กิโลแคลอรีต่อวัน และผู้ชายไม่เกิน 150 กิโลแคลอรีต่อวัน หรือเทียบเท่ากับน้ำตาลประมาณ 6 ช้อนชาต่อวันสำหรับผู้หญิง หรือ 9 ช้อนชาสำหรับผู้ชาย

องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้กินน้ำตาลไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณพลังงานที่ควรได้รับใน 1 วัน

สำหรับคนไทย กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีโดยกำหนดให้กินน้ำตาลได้ไม่เกินวันละ 4, 6 และ 8 ช้อนชาสำหรับผู้ต้องการพลังงาน 1,600, 2,000 และ 2,400 กิโลแคลอรีตามลำดับ ซึ่งเท่ากับประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ย

น้ำตาลให้แต่พลังงาน แต่ไม่ให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายและส่วนใหญ่อาหารที่มีน้ำตาลมากจะให้แต่พลังงานส่วนเกินแก่ร่างกายทำให้อ้วนและมีโรคตามมา ในแต่ละวันเราได้น้ำตาลธรรมชาติจากผัก ผลไม้ ธัญพืช และผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำอยู่แล้ว และอาหารเหล่านี้ยังให้วิตามินและแร่ธาตุมากมายที่ร่างกายต้องการในการรักษาสุขภาด้วย


Q: น้ำมันมะพร้าวได้รับการโปรโมตมากอยากรู้ว่าดีจริงหรือ

A: น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ใช้กันในประเทศเขตร้อนมานานแล้ว กรรมวิธีการทำโดยทั่วไปคือการสกัดจากเนื้อมะพร้าวที่แก่จัด ปัจจุบันกระแสการสนับสนุนน้ำมันมะพร้าวยังได้รับการกล่าวขวัญถึงอยู่บ่อยๆ และมีคำแนะนำให้ใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันพืชอื่นๆ

ในอดีตน้ำมันมะพร้าวเรียกว่าเป็นผู้ร้าย เพราะมีองค์ประกองของกรดไขมันอิ่มตัวสูงถึงร้อยละ 90 ซึ่งสูงกว่าเนยหรือน้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าวทนต่อความร้อนสูง จึงเหมาะกับการทอด ด้วยคุณสมบัตินี้ทำให้น้ำมันมะพร้าวไม่เหม็นหืนง่าย น้ำมันมะพร้าวที่ใช้กันในอุตสาหกรรมจะผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน ต่างจากน้ำมันมะพร้าวชนิดเวอร์จิน ซึ่งจะไม่มีไขมันทรานส์ แม้จะมีไขมันอิ่มตัวสูงที่เชื่อว่ามีผลในการเพิ่มคอเลสเตอรอล แต่ไขมันอิ่มตัวก็มีหลายชนิด

เกือบครึ่งหนึ่งของไขมันอิ่มตัวในน้ำมันมะพร้าวนั้นกรดลอริก (Lauric Acid) ที่อยู่ในกลุ่มไขมันสายขนาดกลาง (Medium-chained Triglyceride เรียกย่อๆ ว่าเอ็มซีที (MTC) ) ปริมาณเอ็มซีทีในน้ำมันมะพร้าวสูงถึง 66 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีคุณสมบัติต่างจากกรดไขมันอิ่มตัวสายยาวในผลิตภัณฑ์สัตว์ และมีกลไกการทำงานในร่างกายแตกต่างกัน เพราะสามารถย่อยและดูดซึมได้ง่ายและรวดเร็วกว่ากรดไขมันอื่นๆ โดยไม่ต้องอาศัยน้ำดี ตับของเราจึงสามารถนำไปใช้เปลี่ยนเป็นพลังงานได้ง่ายกว่ากรดไขมันสายยาว

ดังนั้นไขมันชนิดนี้จะไม่ถูกเปลี่ยนเป็นคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-c) ซึ่งทำให้หลอดเลือดแดงแข็ง นำไปสู่โรคหัวใจ สโตรก (หลอดเลือดสมองตีบ) นักวิจัยคาดว่า การที่เอ็มซีทีเผาผลาญได้ดีกว่ากรดไขมันสายยาว จึงอาจมีประโยชน์ต่อการลดน้ำหนัก

แม้งานวิจัยในคนจะค่อนข้างจำกัด เพราะกรดไขมันอิ่มตัวมีหลายชนิด กรดไขมันอิ่มตัวในน้ำมันมะพร้าวจะต่างจากรดไขมันอิ่มตัวในสัตว์ ตรงที่กรดไขมันอิ่มตัวในน้ำมันมะพร้าวเป็นกรดลอริกซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือด มีเพียงงานวิจัยบางชิ้นที่พบว่า กรดลอริกช่วยเพิ่มเอชดีแอลคอเลสเตอรอลเล็กน้อยและอาจเพิ่ม LDL-c ด้วยเช่นกัน แต่กลไกการเพิ่มเอชดีแอลก็ยังไม่ชัดเจน ทั้งนี้ขึ้นกับว่าเราใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันอะไร ถ้าเราใช้แทนน้ำมันพืชอื่นๆ  ซึ่งมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง ก็จะเพิ่มระดับ LDL-c แต่ถ้าเราใช้แทนเนยหรือน้ำมันหมูก็อาจจะไม่มีผลต่อการลดหรือเพิ่มระดับ LDL-c

ในบรรดาไขมันพืชที่ดี เช่น น้ำมันคาโนลา น้ำมันข้าวโพด และน้ำมันอื่นๆ น้ำมันมะพร้าวและน้ำมันปาล์มจะมีปริมาณไขมันอิ่มตัวสูง แต่ไขมันอิ่มตัวก็มีหลายชนิด การที่น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริก (Lauric Acid) สูง ทำให้ผู้เชี่ยวชาญบางคนถึงกับยกให้น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันมหัศจรรย์และอ้างสรรพคุณว่า ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ลดน้ำหนัก ต้านมะเร็ง ช่วยการทำงานของสมองและป้องกันโรคอื่นๆ อีกมากมาย แต่หลักฐานการวิจัยที่มีอยู่นั้นยังไม่มากพอที่จะยืนยันสรรพคุณดังกล่าวของน้ำมันมะพร้าวได้

ในทางตรงกันข้าม  กลับมีหลักฐานมากมายที่ชี้ให้เห็นว่า กรดลอริกในน้ำมันมะพร้าวมีผลในการเพิ่ม LDL-c จริง ถึงแม้ว่าน้ำมันมะพร้าวจะเพิ่มไขมันดี HDL-c เพียงเล็กน้อย แต่คนที่สนับสนุนการใช้น้ำมันมะพร้าวมักจะอ้างสรรพคุณเพิ่มเติมว่า น้ำมันมะพร้าวช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญให้กับร่างกาย ช่วยลดน้ำหนัก และต้านการติดเชื้อ แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจน นอกจากข้อมูลที่ว่าเอ็มซีทีให้ประโยชน์แก่ผู้ป่วย Cystic Fibrosis (โรคพันธุกรรมชนิดหนึ่งก่อให้เกิดโรคที่ปอด ส่งผลต่อระบบหายใจและระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งตับอ่อน)

เมื่อไม่นานนานี้องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกมาเตือนว่า ผลิตภัณฑ์มะพร้าวไม่สามารถที่จะระบุคำว่า “healthy” หรืออาหารสุขภาพบนฉลากได้ถ้ามีปริมาณไขมันอิ่มตัวมากกว่า 1 กรัม หรือมีพลังงานจากไขมันอิ่มตัวมากกว่าร้อยละ 15 แม้ว่าผู้ผลิตจะอ้างว่าไขมันอิ่มตัวในน้ำมันมะพร้าวส่วนใหญ่เป็นกรดลอรอก ซึ่งมีหลักฐานการวิจัยขนาดเล็กไม่กี่ผลงานเท่านั้นที่พบว่า กรดลอริกมีกระบวนเผาผลาญไขมันต่างจากรดไขมันอิ่มตัวชนิดอื่น ผลิตภัณฑ์ มะพร้าวบางชนิดยังอาจมีกรดไขมันอิ่มตัวสูงถึง 16 กรัม ต่อหน่วยบริโภค นอกเหนือจากนั้นแล้ว องค์การอาหารและยายังห้ามอ้างสรรพคุณในการเป็นอาหารบำบัดโรค เช่น ต้านเชื้อไวรัส ลดคอเลสเตอรอล และควบคุมเบาหวาน เป็นต้น จนกว่าจะมีหลักฐานยืนยันชัดเจน

ฉะนั้น หากเราต้องการรับประทานน้ำมันมะพร้าวหรือใช้ทำอาหารไทยคาวหวาน จะรับประทานบ้างก็ไม่เป็นปัญหา แต่อย่าใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งจัดว่าเป็นไขมันที่ดีกว่าไขมันอิ่มตัว จำไว้ว่าน้ำมันทุกชนิดมีองค์ประกอบของกรดไขมันหลัก 3 ชนิดเหมือนกัน ในปริมาณต่างกัน อยู่ที่วิธีการเลือกกินเลือกใช้น้ำมันทุกชนิดมีพลังงานเท่ากัน กินมากก็อ้วนได้

หากใครอยากลองใช้น้ำมันมะพร้าว แนะนำว่า เจาะเลือดดูไขมันก่อน ใช้ไปสัก 2-3 เดือน ลองเจาะเลือดดูอีกที ก็จะได้คำตอบสำหรับแต่ละคน ซึ่งอาจจะออกมาไม่เหมือนกัน ขึ้นกับไลฟ์สไตล์แต่ละคนด้วย

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่