สุขภาพจิต

“ยากันชัก”  รักษาไบโพลาร์

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 2, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 249,129 คน

“ยากันชัก”  รักษาไบโพลาร์

โรคอารมณ์สองขั้ว หรือโรคไบโพลาร์  เป็นโรคที่คนไข้มีอารมณ์ที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะซึมเศร้าหรือร่าเริงเกินเหตุทั้งระดับความรุนแรงและระยะเวลาจนก่อให้เกิดผลกระทบ

โดยอาการของโรคแสดงออกทาง คำพูด ความคิด ร่างกาย อารมณ์และพฤติกรรม ถึงขั้นที่ผู้ป่วยรู้สึกว่ารบกวนจิตใจตนเอง มีอาการเครียดคิดมาก หรือรบกวนผู้อื่นและสังคม จนนำไปสู่ผลกระทบทางด้าน การเรียน การงาน การใช้ชีวิตในสังคมด้านต่างๆ ลักษณะอาการของโรคไบโพลาร์ สามารถจำแนกออกเป็น 2 กลุ่มอาการ ได้แก่

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

คลิก

กลุ่มอาการ Mania หรือ Hypomania 

กลุ่มนี้มักแสดงอาการด้านต่างๆ ได้แก่

  • ด้านอารมณ์ ผู้ป่วยรู้สึกมีความสุขมาก อารมณ์ดี พูดจามีอารมณ์ขัน ล้อเลียนผู้อื่น คึกคะนองไม่สำรวม การแสดงออกของอารมณ์ขาดความยับยั้งชั่งใจ หากถูกห้ามปรามหรือขัดขวางในสิ่งที่ตนต้องการจะหงุดหงิดฉุนเฉียว
  • ด้านความคิด ผู้ป่วยจะมีความคิดสร้างสรรค์เชื่อมโยงมากมาย มีโครงการทำกิจการต่างๆเกินตัว เชื่อมั่นในตนเองมาก แต่ตัดสินใจไม่เหมาะสม ความคิดเล่นเร็ว ในบางรายที่รุนแรงอาจมีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอน
  • ด้านพฤติกรรม ผู้ป่วยจะรู้สึกคึกคัก มีกำลังวังชา ขยันมากกว่าปกติอย่างมากแต่ทำได้ไม่ค่อยดี ความต้องการนอนน้อยลง พูดมาก ใช้จ่ายสิ้นเปลือง

กลุ่มอาการซึมเศร้า

ผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้ว ที่อยู่ในระยะอาการซึมเศร้า จะ มีลักษณะอาการซึมเศร้าเช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ได้แก่ อาการเศร้าซึม อ่อนเพลีย อ่อนไหว ร้องไห้ง่าย ท้อแท้หดหู่ๆ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่มีความสุข ลังเลใจตัดสินใจยาก หมดหวังในชีวิตจนคิดฆ่าตัวตาย  แต่มีผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วจำนวนหนึ่งที่มีเพียงกลุ่มอาการ mania เท่านั้น โดยไม่มีระยะซึมเศร้าเลยแต่ยังคงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว

สำหรับสาเหตุการเกิดโรคไบโพลาร์หรือ โรคอารมณ์สองขั้ว เชื่อว่าเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ ความผิดปกติสารพันธุกรรมในร่างกาย  ความผิดปกติของสารเคมีสมองหลายชนิด ความผิดปกติของการทำงานเกี่ยวกับฮอร์โมน เช่น ภาวะไทรอยด์ต่ำกว่าปกติ รวมทั้งปัจจัยด้านจิตใจและสังคม ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคอารมณ์สองขั้วเช่นเดียวกับโรคซึมเศร้า

โรคไบโพลาร์รักษานานแค่ไหน ?

ในการรักษาผู้ป่วย โรคไบโพลาร์หรือ โรคอารมณ์สองขั้ว แบ่งการรักษาออกเป็นระยะต่างๆ คือ

  • การรักษาระยะเฉียบพลัน เป็นการรักษาเพื่อลดอาการของผู้ป่วย และควบคุมอาการของผู้ป่วยให้ดีขึ้นโดยเร็วที่สุด ซึ่งมักอยู่ในช่วง 3-8 สัปดาห์หลังจากที่ผู้ป่วยเริ่มการรักษา
  • การรักษาระยะต่อเนื่อง หลังจากที่อาการดีขึ้นแล้ว ผู้ป่วยบางรายอาจจะยังหลงเหลืออาการบ้าง โดยในระยะนี้จะเป็นการให้ยาเดิม ที่ผู้ป่วยได้รับในระยะเฉียบพลันต่อ หรือแพทย์อาจปรับลดขนาดยาลงเพื่อลดผลข้างเคียงของยา แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมอาการของผู้ป่วยได้ ระยะเวลาอยู่ในช่วงนี้นาน 2 - 6 เดือน เป้าหมายของการรักษาในระยะนี้คือ ต้องการให้ให้ผู้ป่วยหายขาด และป้องกันการเกิด ภาวะอารมณ์สองขั้ว กลับเป็นซ้ำในภายหลัง
  • การป้องกันระยะยาว เป้าหมายของการรักษา คือป้องกัน การเกิดอาการในครั้งต่อไป และช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติให้มากที่สุด ระยะเวลาในการให้ยาสำหรับป้องกัน แตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการเจ็บป่วย ความถี่ของการเกิดอาการกำเริบแต่ละครั้ง ในกรณีผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง และอาการกำเริบบ่อยๆ อาจต้องกินยาตลอดชีวิต

ทราบมาว่า "ลิเที่ยม" เป็นยาที่ดีที่สุดในการรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว

Lithium (ลิเทียม) จัดเป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคอารมณ์สองขั้วทั้งระยะเฉียบพลัน ระยะรักษาต่อเนื่อง และการป้องกันระยะยาว หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงอาจให้ร่วมกับยารักษาจิตเภท หรือให้ร่วมกับยากันชัก แต่ในกรณีที่ไม่สามารถใช้ยา lithium รักษาอาการผู้ป่วยได้ ซึ่งอาจเนื่องมาจากผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยา หรืออาจเกิดอาการข้างเคียงรุนแรง หรือเกิดอันตรกิริยากับยาชนิดอื่น  ยากันชักถือเป็นทางเลือกต่อมาที่แพทย์สามารถเลือกใช้เพื่อรักษาอารมณ์สองขั้วได้ดีเช่นกัน

ลักษณะผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา lithium เช่น

  • อาการ ช่วงmania มีอาการในกลุ่มซึมเศร้าร่วมด้วย
  • อาการ mania รุนแรง
  • มีอาการมากกว่า 4 รอบต่อปี
  • มีอาการมามากกว่า 3 ครั้งก่อนการรักษา
  • มีอาการโรคจิตร่วมด้วย
  • มีประวัติการใช้สารเสพติด
  • มีประวัติได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักยากันชักชนิดต่างๆที่นำมาใช้ รักษาโรคอารมณ์สองขั้ว โดยสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  • ยากันชักกลุ่มแรก ได้แก่ carbamazepine , valproic acid และอนุพันธ์
  • ยากันชักกลุ่มใหม่ ได้แก่ Lamotrigine, Topiramate, Gabapentin

ยากันชักแต่ละชนิดนำมาใช้ รักษาอาการ ของโรคอารมณ์สองขั้วอย่างไรบ้าง

  • Carbamazepine: นำมาใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการกำเริบแบบ mania ที่ไม่ตอบสนองต่อยา lithium หรือยากันชัก Valproate ซึ่งอาจใช้เป็นยาเดี่ยว กรณีอาการกำเริบ mania ไม่รุนแรง หรือเรียกว่า hypomania หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการกำเริบแบบ mania รุนแรง อาการกำเริบ mania ที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย หรืออาการกำเริบที่มากกว่า 4 ครั้งต่อปี โดยมักใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นเช่น ลิเที่ยม ยากันชักตัวอื่น หรือยารักษาโรคจิตเภทกลุ่มใหม่  นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้ในการป้องกันระยะยาวได้เช่นกัน
  • Valproic acid และอนุพันธ์: นำมาใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการกำเริบ mania  ที่ไม่สามารถทนต่ออาการข้างเคียงของ lithium ได้ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา lithium หรือ carbamazepine  อาจใช้เป็นยาขนานแรกในผู้ป่วยที่มีอาการกำเริบ mania ซึ่งมีรูปแบบการเกิดโรคบ่อยมากกว่า 4 ครั้งต่อปี หรือ อาการ mania ที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย  หรืออาการ mania ที่มีลักษณะความผิดปกติ ของระบบเส้นประสาท  นอกจากนี้นำมาใช้ในการป้องกันระยะยาวได้เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการกำเริบบ่อยมากกว่า 4 ครั้งต่อปี หรือคุณผู้ป่วยที่มีอาการ mania ผสมอาการซึมเศร้าร่วมด้วย
  • Lamotrigine: ใช้ในการรักษาผู้ป่วยอารมณ์สองขั้วที่ไม่ตอบสนองยาปรับสภาวะอารมณ์ตัวอื่นๆ โดยเฉพาะในระยะอาการซึมเศร้ากำเริบ พบว่ามีอัตราการตอบสนองต่อการรักษา ประมาณร้อยละ 51-72  ส่วนผลในการรักษาโรคไบโพลาร์รูปแบบอื่นๆนั้น ไม่ดีเท่ากับยากันชักชนิดอื่น
  • Topiramate: ใช้ในการรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว ระยะอาการกำเริบ ที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา lithium หรือมีอาการข้างเคียงจากยากันชักตัวอื่นๆ โดยอาจให้ชนิดเดียวหรือร่วมกับ ยาปรับสภาวะอารมณ์ชนิดอื่น และพบว่าได้ผลดีในผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วที่มีอาการซึมเศร้าด้วยเช่นกัน
  • Gabapentin: ใช้ในผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วที่ไม่ตอบสนองการรักษา ทั้งแบบ mania และซึมเศร้าโดยให้ร่วมกับยาชนิดเดิม  แต่จากการศึกษาในระยะหลังพบว่าได้ผลไม่ค่อยดีนะ จึงแนะนำให้ใช้เป็นยาชนิดสุดท้ายและให้ร่วมกับยาปรับสภาวะอารมณ์ตัวอื่นๆ

จากลักษณะการนำยากันชักมาใช้รักษาโรคอารมณ์สองขั้วพบว่า มีแตกต่างกันไปในลักษณะกลุ่มอาการของผู้ป่วย ระยะอาการของโรค และนอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว ควรมีการให้ความรู้กับผู้ป่วยและครอบครัว เกี่ยวกับโรค ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค การดำเนินของโรค การรักษา รวมถึงการป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ซึ่งช่วยให้ครอบครัวเข้าใจ และมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น และช่วยลดปัญหาเรื่องความไม่ร่วมมือในการรับประทานยาของผู้ป่วยด้วย

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่