ความรู้สุขภาพ

ข้อควรปฏิบัติก่อนและหลังบริจาคโลหิต

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
ข้อควรปฏิบัติก่อนและหลังบริจาคโลหิต

ข้อควรปฏิบัติก่อนและหลังบริจาคโลหิต

การบริจาคโลหิตเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการให้ที่ได้มาซึ่งบุญ เป็นการช่วยเหลือสังคมโดยที่ไม่ต้องลงทุนแม้แต่เงินบาทเดียว โดยในปัจจุบันมีคนไข้ที่ต้องการโลหิตไม่น้อยกว่า 5000 ยูนิต/วัน ซึ่งตอนนี้ยอดการบริจาคยังได้ไม่ถึงครึ่งต่อวันด้วยซ้ำ ประมาณการกันว่ายอดผู้ที่ได้บริจาคจริงๆ แล้วมีเพียงแค่ 3% ต่อประชากรไทยทั้งประเทศ เลือดไม่สามารสร้างหรือผลิตขึ้นมาได้เอง ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องรอรับการบริจาคจากคนปกติเท่านั้น สำหรับผู้ที่ต้องการบริจาคโลหิต คุณควรศึกษาข้อควรปฏิบัติทั้งก่อนและหลังบริจาคอย่างเข้าใจ โดยเราก็นำข้อมูลเหล่านี้มาขี้แจงให้ทราบดังต่อไปนี้แล้ว

คุณสมบัติผู้ที่สามารถบริจาคโลหิตได้

1.ผู้ที่มีอายุระหว่าง 17-70 ปี หากต่ำกว่าหรือยังไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์จะต้องมีหนังสือเซ็นยินยอมจากผู้ปกครอง

2.บริจาคเป็นครั้งแรกหากอายุเกิน 55-60 ปี จะต้องให้แพทย์วินิจฉัยก่อนว่าจะให้โลหิตได้หรือไม่ ต้องอยู่ในดุจพินิจของแพทย์เท่านั้น

3.ผู้ที่ต้องการบริจาคหากมีอายุมากกว่า 60-70 ปี จะมีเกณฑ์แยกจากช่วงอายุดังนี้ และจะต้องอยู่ในเกณฑ์ต่อไปนี้จึงจะบริจาคได้

เกณฑ์อายุมากกว่า 60-65 ปี

(ไม่รับบริจาคในหน่วยงานเคลื่อนที่) ต้องมีการบริจาคโลหิตมาเป็นประจำจนกระทั่งถึงอายุ 60 ปี โดยจะบริจาคได้ไม่เกินปีละ 3 ครั้งหรือทุก 4 เดือน, ต้องตรวจ Complete Blood Count และSerum Ferritin ปีละ 1 ครั้ง เพื่อประกอบพิจารณาการตรวจสุขภาพ สำหรับให้แพทย์ติดตามและปรับการให้ยาธาตุเหล็กที่ร่างกายได้บริจาคเลือดไป

เกณฑ์อายุมากกว่า 65-70 ปี

(ไม่รับบริจาคในหน่วยงานเคลื่อนที่) ต้องเป็นผู้ที่บริจาคโลหิตต่อเนื่องมาสม่ำเสมอจนถึงอายุ 65-70 ปี โดยสามารถบริจาคโลหิตได้ไม่เกินปีละ 2 ครั้ง คือทุก 6 เดือน ต้องตรวจคัดกรองสุขภาพโดยแพทย์หรือพยาบาลของธนาคารเลือดหรือหน่วยงานที่รับบริจาค และต้องตรวจ CBC รวมถึง SF ปีละ 1 ครั้ง

4.ต้องเป็นผู้ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป และน้ำหนักจะต้องไม่ลดลงผิดปกติในระยะ 3 เดือนที่ผ่านมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

5.ผู้บริจาคโลหิตต้องมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพในระยะเวลาที่จะบริจาค รวมถึงจะต้องไม่อยู่ในระหว่างการรับประทานยาแก้อักเสบทุกชนิด หากรับประทานยาแอสไพริน ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาแก้ปวด จะต้องหยุดยามาก่อนบริจาค 3 วัน หากเป็นยาแก้อักเสบจะต้องหยุดยามาก่อนบริจาค 7 วัน

6.ไม่มีประวัติเจ็บป่วยหรือไม่ป่วยเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ ตับ โรคหอบหืด ไต มะเร็ง เบาหวาน ความดันสูง และไทรอยด์

7.ผู้บริจาคต้องไม่เป็นโรคมาเลเรีย หากมีประวัติว่าเคยเป็นมาก่อนต้องหายมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี

8.กรณีเพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่ต้องผ่านระยะเวลามาแล้วเกิน 6 เดือน ผ่าตัดเล็กต้องเกิน 7 วันจึงจะบริจาคได้

9.หากถอนฟัน ขูดหินปูน ต้องทิ้งระยะอย่างน้อย 3 วัน หากถอนฟันคุด ต้องทิ้งระยะ 6 วัน

10.หากเคยได้รับเลือดของผู้อื่นมา ต้องเกิน 1 ปี จึงจะให้โลหิตแก่ผู้อื่นได้

11.ผู้หญิงที่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน สามารถบริจาคเลือดได้ หากร่างกายแข็งแรง ไม่มีอาการอ่อนเพลียและตรวจความเข้มข้นของเลือดผ่าน

เมื่อมีคุณสมบัติตามกำหนดที่สามารถให้บริจาคได้ ควรทำการนัดสถานที่ที่จะไปบริจาคโลหิต เพราะต้องใช้เวลาในการเตรียมการ หากไม่อยากนัด ก็สามารถไปตามโรงพยาบาลหรือรถที่ให้บริการรับบริจาคโลหิตได้

ข้อควรปฏิบัติก่อนเข้ารับการบริจาคโลหิต

  • ก่อนวันที่จะมาบริจาคโลหิต ผู้ที่จะบริจาคจะต้องนอนพักผ่อนให้เต็มที่ 7-9 ชั่วโมง หรือเท่าที่ร่างกายของผู้บริจาคต้องการ
  • ก่อนบริจาคต้องงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
  • งดการสูบบุหรี่ 1 ชั่วโมง เพื่อให้ปอดได้ฟอกเลือดได้ดี
  • ควรดื่มน้ำ 3-4 แก้วหรือดื่มน้ำผลไม้เยอะๆ ในช่วงกลางคืนและเช้า เพื่อเพิ่มปริมาณเลือดเพื่อที่ภายหลังจากบริจาคโลหิตเสร็จจะได้ไม่มึนงง อ่อนเพลีย หรือเป็นลม
  • หากบริจาคน้ำเหลือง (พลาสมา) ควรดื่มน้ำ 4-6 แก้วในเวลา 2-3 ชั่วโมงก่อนการนัด
  • หากบริจาคตอนเช้า ไม่ควรกินอาหารหนักก่อนบริจาค เช้าๆ ควรกินซีเรียลหรือขนมปังปิ้ง หากบริจาคกลางวันควรกินแซนวิสและผลไม้ชิ้น ห้ามกินทันทีก่อนการ       นัด เพราะอาจทำให้เวียนศีรษะขณะบริจาคได้
  • ก่อนบริจาคเลือดไม่ควรกินอาหารมี่มีไขมันสูง เช่น อาหารที่มีกะทิ หมูสามชั้น ของทอด เพราะจะทำให้สีของพลาสมาในเลือดเป็นสีขาวขุ่นผิดปกติไม่สามารถนำ       ไปใช้ได้
  • ควรกินอาหารที่มีธาตุเหล็กประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนการนัด เลือดจะได้แข็งแรงพอสำหรับการบริจาค อาหารธาตุเหล็ก เช่น ธัญพืช ปลา ถั่ว เครื่องในสัตว์ ไข่ไก่         และควรกินวิตามิน C จะได้ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น
  • ควรนำบัตรประจำตัวไปด้วย เพื่อแสดงตัวตน เช่น บัตรประชาชน และบัตรบริจาคเลือด
  • ไม่ควรอมลูกอมหรือเคี้ยวหมากฝรั่ง ขณะจะมาบริจาค เพราะจะทำให้อุณหภูมิในปากสูงขึ้นเหมือนเป็นไข้ เมื่อวัดอุณหภูมิแล้วอาจพลาดการบริจาคได้
  • หากรู้สึกป่วยนานๆ หลังจากการให้บริจาคเลือดควรกลับมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและเข้ารับการรักษาต่อไป

ข้อปฏิบัติขณะบริจาคโลหิต

  • ไม่เครียด กังวลจนเกินไปควรต้องทำจิตใจให้สบาย ผ่อนคลาย ทำตัวตามสบายๆ
  • ควรสวมเสื้อผ้าที่สบายๆ ไม่อึดอัดและแขนเสื้อควรดึงขึ้นได้ง่าย เพื่อที่จะทำการเจาะเลือดบริจาคได้ง่าย
  • ควรเลือกแขนที่เห็นเส้นเลือดชัดเจนจะได้ไม่เจ็บตัวในการเจาะหาเส้นเลือดหลายครั้ง และควรเป็นข้างที่เจาะเลือดออกลงถุงได้สะดวก แขนข้างที่เจาะต้องไม่มีผื่นคัน หากมีประวัติการแพ้ยาฆ่าเชื้อควรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบก่อน
  • ขณะบริจาคควรบีบลูกยางเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เพื่อให้เลือดไหลเวียนอย่างสะดวก หากมีอาการเวียนหัว คล้ายจะเป็นลม ใจสั่นผิดปกติต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ข้อปฏิบัติหลังบริจาคโลหิต

  • หลังเสร็จจากการบริจาคโลหิต อย่าเพิ่งรีบลุกขึ้นหรือรีบกลับ ให้นอนพักบนเตียงก่อน เพราะหากลุกขึ้นทันทีอาจทำให้หน้ามืด เป็นลมได้ ควรพักจนรู้สึกสบายและมั่นใจแล้ว จึงลุกไปดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ทางเจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้
  • งดสูบบุหรี่หลังจากบริจาคเป็นเวลา 1 ชั่วโมง
  • หลังจากบริจาคควรดื่มน้ำในปริมาณมากกว่าปกติ 1 วัน
  • หลังจากบริจาคเสร็จ ถ้ามีเลือดออกในบริเวณที่เจาะซึมขึ้นมาบนผ้าก๊อต ให้ใช้นิ้วมือกดลงแผลแน่นๆ พร้อมยกแขนให้สูงเหนือหัวไว้ สักครู่ หากเลือดยังคงไม่หยุดไหล ให้รีบกลับมาพบแพทย์หรือพยาบาลก็ได้ หากว่าเป็นรอยช้ำมากให้ประคบเย็น
  • ควรงดการซาวน่าหรือออกกำลังกายหนักๆ ที่ทำเสียเหงื่อมากเป็นเวลา 24 ชั่วโมงหลังทำการบริจาค ทั้งนี้เพื่อป้องกันการบวมช้ำ
  • ผู้บริจาคโลหิตที่ทำงานบนที่สูงต้องปีนป่าย แนะนำให้หยุดทำงาน 1 วันเพื่อให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงก่อน เพราะเมื่อขึ้นที่สูงแล้ว อาจหน้ามืด ตกลงมาเป็นอันตรายได้
  • ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และรับประทานยาบำรุงเลือดที่ทางเจ้าหน้าที่จัดให้มาทานจนหมดเป็นประจำทุกวัน

การบริจาคโลหิตสามารถทำได้ทุก 56 วัน บ่อยกว่านี้อาจไม่ปลอดภัย ในส่วนของผู้ที่ได้บริจาคโลหิต นอกจากจะได้รับความอิ่มใจแล้ว ทางด้านร่างกายเมื่อบริจาคเป็นประจำก็จะทำให้ระบบเลือดหมุนเวียนดี ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรง รูปร่างดี หุ่นเพรียวขึ้น ผิวพรรณหน้าตาสดใสเปล่งปลั่ง มีออร่า อีกทั้งยังลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้หลายชนิด และมีแนวโน้มว่าอายุจะยืนขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ก่อนบริจาคและหลังบริจาค อย่าลืมทำตามข้อควรปฏิบัติที่เรานำมาฝากเพื่อจะได้ปลอดภัยต่อร่างกายอย่างแท้จริง

 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่