ความรู้สุขภาพ

ข้อควรปฏิบัติก่อนและหลังบริจาคโลหิต

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 987,841 คน

ข้อควรปฏิบัติก่อนและหลังบริจาคโลหิต

ข้อควรปฏิบัติก่อนและหลังบริจาคโลหิต

การบริจาคโลหิตเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการให้ที่ได้มาซึ่งบุญ เป็นการช่วยเหลือสังคมโดยที่ไม่ต้องลงทุนแม้แต่เงินบาทเดียว โดยในปัจจุบันมีคนไข้ที่ต้องการโลหิตไม่น้อยกว่า 5000 ยูนิต/วัน ซึ่งตอนนี้ยอดการบริจาคยังได้ไม่ถึงครึ่งต่อวันด้วยซ้ำ ประมาณการกันว่ายอดผู้ที่ได้บริจาคจริงๆ แล้วมีเพียงแค่ 3% ต่อประชากรไทยทั้งประเทศ เลือดไม่สามารสร้างหรือผลิตขึ้นมาได้เอง ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องรอรับการบริจาคจากคนปกติเท่านั้น สำหรับผู้ที่ต้องการบริจาคโลหิต คุณควรศึกษาข้อควรปฏิบัติทั้งก่อนและหลังบริจาคอย่างเข้าใจ โดยเราก็นำข้อมูลเหล่านี้มาขี้แจงให้ทราบดังต่อไปนี้แล้ว

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

คลิก

คุณสมบัติผู้ที่สามารถบริจาคโลหิตได้

1.ผู้ที่มีอายุระหว่าง 17-70 ปี หากต่ำกว่าหรือยังไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์จะต้องมีหนังสือเซ็นยินยอมจากผู้ปกครอง

2.บริจาคเป็นครั้งแรกหากอายุเกิน 55-60 ปี จะต้องให้แพทย์วินิจฉัยก่อนว่าจะให้โลหิตได้หรือไม่ ต้องอยู่ในดุจพินิจของแพทย์เท่านั้น

3.ผู้ที่ต้องการบริจาคหากมีอายุมากกว่า 60-70 ปี จะมีเกณฑ์แยกจากช่วงอายุดังนี้ และจะต้องอยู่ในเกณฑ์ต่อไปนี้จึงจะบริจาคได้

เกณฑ์อายุมากกว่า 60-65 ปี

(ไม่รับบริจาคในหน่วยงานเคลื่อนที่) ต้องมีการบริจาคโลหิตมาเป็นประจำจนกระทั่งถึงอายุ 60 ปี โดยจะบริจาคได้ไม่เกินปีละ 3 ครั้งหรือทุก 4 เดือน, ต้องตรวจ Complete Blood Count และSerum Ferritin ปีละ 1 ครั้ง เพื่อประกอบพิจารณาการตรวจสุขภาพ สำหรับให้แพทย์ติดตามและปรับการให้ยาธาตุเหล็กที่ร่างกายได้บริจาคเลือดไป

เกณฑ์อายุมากกว่า 65-70 ปี

(ไม่รับบริจาคในหน่วยงานเคลื่อนที่) ต้องเป็นผู้ที่บริจาคโลหิตต่อเนื่องมาสม่ำเสมอจนถึงอายุ 65-70 ปี โดยสามารถบริจาคโลหิตได้ไม่เกินปีละ 2 ครั้ง คือทุก 6 เดือน ต้องตรวจคัดกรองสุขภาพโดยแพทย์หรือพยาบาลของธนาคารเลือดหรือหน่วยงานที่รับบริจาค และต้องตรวจ CBC รวมถึง SF ปีละ 1 ครั้ง

4.ต้องเป็นผู้ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป และน้ำหนักจะต้องไม่ลดลงผิดปกติในระยะ 3 เดือนที่ผ่านมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

5.ผู้บริจาคโลหิตต้องมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพในระยะเวลาที่จะบริจาค รวมถึงจะต้องไม่อยู่ในระหว่างการรับประทานยาแก้อักเสบทุกชนิด หากรับประทานยาแอสไพริน ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาแก้ปวด จะต้องหยุดยามาก่อนบริจาค 3 วัน หากเป็นยาแก้อักเสบจะต้องหยุดยามาก่อนบริจาค 7 วัน

6.ไม่มีประวัติเจ็บป่วยหรือไม่ป่วยเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ ตับ โรคหอบหืด ไต มะเร็ง เบาหวาน ความดันสูง และไทรอยด์

7.ผู้บริจาคต้องไม่เป็นโรคมาเลเรีย หากมีประวัติว่าเคยเป็นมาก่อนต้องหายมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี

8.กรณีเพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่ต้องผ่านระยะเวลามาแล้วเกิน 6 เดือน ผ่าตัดเล็กต้องเกิน 7 วันจึงจะบริจาคได้

9.หากถอนฟัน ขูดหินปูน ต้องทิ้งระยะอย่างน้อย 3 วัน หากถอนฟันคุด ต้องทิ้งระยะ 6 วัน

10.หากเคยได้รับเลือดของผู้อื่นมา ต้องเกิน 1 ปี จึงจะให้โลหิตแก่ผู้อื่นได้

11.ผู้หญิงที่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน สามารถบริจาคเลือดได้ หากร่างกายแข็งแรง ไม่มีอาการอ่อนเพลียและตรวจความเข้มข้นของเลือดผ่าน

เมื่อมีคุณสมบัติตามกำหนดที่สามารถให้บริจาคได้ ควรทำการนัดสถานที่ที่จะไปบริจาคโลหิต เพราะต้องใช้เวลาในการเตรียมการ หากไม่อยากนัด ก็สามารถไปตามโรงพยาบาลหรือรถที่ให้บริการรับบริจาคโลหิตได้

ข้อควรปฏิบัติก่อนเข้ารับการบริจาคโลหิต

  • ก่อนวันที่จะมาบริจาคโลหิต ผู้ที่จะบริจาคจะต้องนอนพักผ่อนให้เต็มที่ 7-9 ชั่วโมง หรือเท่าที่ร่างกายของผู้บริจาคต้องการ
  • ก่อนบริจาคต้องงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
  • งดการสูบบุหรี่ 1 ชั่วโมง เพื่อให้ปอดได้ฟอกเลือดได้ดี
  • ควรดื่มน้ำ 3-4 แก้วหรือดื่มน้ำผลไม้เยอะๆ ในช่วงกลางคืนและเช้า เพื่อเพิ่มปริมาณเลือดเพื่อที่ภายหลังจากบริจาคโลหิตเสร็จจะได้ไม่มึนงง อ่อนเพลีย หรือเป็นลม
  • หากบริจาคน้ำเหลือง (พลาสมา) ควรดื่มน้ำ 4-6 แก้วในเวลา 2-3 ชั่วโมงก่อนการนัด
  • หากบริจาคตอนเช้า ไม่ควรกินอาหารหนักก่อนบริจาค เช้าๆ ควรกินซีเรียลหรือขนมปังปิ้ง หากบริจาคกลางวันควรกินแซนวิสและผลไม้ชิ้น ห้ามกินทันทีก่อนการ       นัด เพราะอาจทำให้เวียนศีรษะขณะบริจาคได้
  • ก่อนบริจาคเลือดไม่ควรกินอาหารมี่มีไขมันสูง เช่น อาหารที่มีกะทิ หมูสามชั้น ของทอด เพราะจะทำให้สีของพลาสมาในเลือดเป็นสีขาวขุ่นผิดปกติไม่สามารถนำ       ไปใช้ได้
  • ควรกินอาหารที่มีธาตุเหล็กประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนการนัด เลือดจะได้แข็งแรงพอสำหรับการบริจาค อาหารธาตุเหล็ก เช่น ธัญพืช ปลา ถั่ว เครื่องในสัตว์ ไข่ไก่         และควรกินวิตามิน C จะได้ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น
  • ควรนำบัตรประจำตัวไปด้วย เพื่อแสดงตัวตน เช่น บัตรประชาชน และบัตรบริจาคเลือด
  • ไม่ควรอมลูกอมหรือเคี้ยวหมากฝรั่ง ขณะจะมาบริจาค เพราะจะทำให้อุณหภูมิในปากสูงขึ้นเหมือนเป็นไข้ เมื่อวัดอุณหภูมิแล้วอาจพลาดการบริจาคได้
  • หากรู้สึกป่วยนานๆ หลังจากการให้บริจาคเลือดควรกลับมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและเข้ารับการรักษาต่อไป

ข้อปฏิบัติขณะบริจาคโลหิต

  • ไม่เครียด กังวลจนเกินไปควรต้องทำจิตใจให้สบาย ผ่อนคลาย ทำตัวตามสบายๆ
  • ควรสวมเสื้อผ้าที่สบายๆ ไม่อึดอัดและแขนเสื้อควรดึงขึ้นได้ง่าย เพื่อที่จะทำการเจาะเลือดบริจาคได้ง่าย
  • ควรเลือกแขนที่เห็นเส้นเลือดชัดเจนจะได้ไม่เจ็บตัวในการเจาะหาเส้นเลือดหลายครั้ง และควรเป็นข้างที่เจาะเลือดออกลงถุงได้สะดวก แขนข้างที่เจาะต้องไม่มีผื่นคัน หากมีประวัติการแพ้ยาฆ่าเชื้อควรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบก่อน
  • ขณะบริจาคควรบีบลูกยางเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เพื่อให้เลือดไหลเวียนอย่างสะดวก หากมีอาการเวียนหัว คล้ายจะเป็นลม ใจสั่นผิดปกติต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ข้อปฏิบัติหลังบริจาคโลหิต

  • หลังเสร็จจากการบริจาคโลหิต อย่าเพิ่งรีบลุกขึ้นหรือรีบกลับ ให้นอนพักบนเตียงก่อน เพราะหากลุกขึ้นทันทีอาจทำให้หน้ามืด เป็นลมได้ ควรพักจนรู้สึกสบายและมั่นใจแล้ว จึงลุกไปดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ทางเจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้
  • งดสูบบุหรี่หลังจากบริจาคเป็นเวลา 1 ชั่วโมง
  • หลังจากบริจาคควรดื่มน้ำในปริมาณมากกว่าปกติ 1 วัน
  • หลังจากบริจาคเสร็จ ถ้ามีเลือดออกในบริเวณที่เจาะซึมขึ้นมาบนผ้าก๊อต ให้ใช้นิ้วมือกดลงแผลแน่นๆ พร้อมยกแขนให้สูงเหนือหัวไว้ สักครู่ หากเลือดยังคงไม่หยุดไหล ให้รีบกลับมาพบแพทย์หรือพยาบาลก็ได้ หากว่าเป็นรอยช้ำมากให้ประคบเย็น
  • ควรงดการซาวน่าหรือออกกำลังกายหนักๆ ที่ทำเสียเหงื่อมากเป็นเวลา 24 ชั่วโมงหลังทำการบริจาค ทั้งนี้เพื่อป้องกันการบวมช้ำ
  • ผู้บริจาคโลหิตที่ทำงานบนที่สูงต้องปีนป่าย แนะนำให้หยุดทำงาน 1 วันเพื่อให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงก่อน เพราะเมื่อขึ้นที่สูงแล้ว อาจหน้ามืด ตกลงมาเป็นอันตรายได้
  • ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และรับประทานยาบำรุงเลือดที่ทางเจ้าหน้าที่จัดให้มาทานจนหมดเป็นประจำทุกวัน

การบริจาคโลหิตสามารถทำได้ทุก 56 วัน บ่อยกว่านี้อาจไม่ปลอดภัย ในส่วนของผู้ที่ได้บริจาคโลหิต นอกจากจะได้รับความอิ่มใจแล้ว ทางด้านร่างกายเมื่อบริจาคเป็นประจำก็จะทำให้ระบบเลือดหมุนเวียนดี ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรง รูปร่างดี หุ่นเพรียวขึ้น ผิวพรรณหน้าตาสดใสเปล่งปลั่ง มีออร่า อีกทั้งยังลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้หลายชนิด และมีแนวโน้มว่าอายุจะยืนขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ก่อนบริจาคและหลังบริจาค อย่าลืมทำตามข้อควรปฏิบัติที่เรานำมาฝากเพื่อจะได้ปลอดภัยต่อร่างกายอย่างแท้จริง

 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่