โรคบาร์โทเนลโลซิสในแมว: สาเหตุ อาการ การรักษา

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 14, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 921,135 คน

เป็นโรคที่ติดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Bartonella henselae ซึ่งโรคนี้คนส่วนมากจะเรียกว่าโรคแมวข่วน (cat scratch disease (CSD) หรือ ไข้แมวข่วน

(cat scratch fever) โรคนี้จัดเป็นโรคที่สามารถติดต่อสู่คนได้ โดยแมวจะติดโรคมาจากการสัมผัสขี้หมัด โดยตัวเชื้อแบคทีเรียจะออกจากตัวหมัดผ่านทางขี้หมัดที่อยู่บนตัวแมว เมื่อแมวทำความสะอาดตัวเอง หรือว่ากินขี้หมัดเข้าไปจะทำให้ติดเชื้อบาร์โทเนลล่านี้ได้ แต่ว่าคนไม่สามารถติดเชื้อนี้ได้ผ่านทางหมัด นอกจากจะมีการติดต่อผ่านทางขี้หมัดได้แล้ว คนและแมวสามารถติดเชื้อนี้ผ่านทางเห็บได้อีกด้วย

แมวส่วนมากจะไม่ค่อยแสดงอาการรุนแรงนัก ส่วนมากจะพบแค่อาการมีไข้ ต่อมต่างๆบวมโต และ  ปวดกล้ามเนื้อ โรคนี้สามารถติดต่อสู่คนได้โดยแมวที่มีเชื้อไปข่วนหรือกัดคน อีกทั้งน้ำลายของแมวที่ติดเชื้อยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการติดต่อได้ โดยแมวที่ติดเชื้อไปเลียที่แผลเปิดหรือแผลถลอกของคน

ในขณะที่การติดเชื้อบาร์โทเนลล่านี้ไม่รุนแรงในคน แต่มีรายงานพบว่าประมาณ 12,000 คน ในสหรัฐอเมริกา ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ต่อปี และ อีกประมาณ 500 คน ได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ส่วนมากที่ติดเชื้อนี้จะเป็นเด็ก เนื่องจากเด็กจะชอบคลุกคลีอยู่กับลูกแมว ซึ่งทำให้มีโอกาสสูงที่จะถูกข่วนในขณะที่เล่นกัน อาการจะแสดงให้เห็นภายใน 7-14 วันหลังจากถูกข่วน แต่บางครั้งอาจจะใช้เวลานานถึง 8 สัปดาห์กว่าจะแสดงอาการ โดยอาการทั่วไปที่พบเห็นคือ ต่อมน้ำเหลืองใกล้ๆกับบริเวณที่โดนกัดบวมโต เป็นไข้ ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ ส่วนมากอาการพวกนี้สามารถหายไปได้เองโดยที่ไม่ต้องรักษา แต่บางคนอาจจะต้องได้รับยาปฏิชีวนะ นับว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่โรคนี้ไม่ได้ทำให้คนถึงแก่ชีวิต แต่ว่าโรคนี้ก็มีความเสี่ยงสูงในผู้ป่วยที่มีความบกพร่องทางภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ AIDS หรือ ผู้ป่วยที่ทำกำลังทำการรักษาด้วยเคมีบำบัด

เจ้าของแมวนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องวิตกกังวลว่าแมวของตัวเองมีเชื้อแบคทีเรียอยู่ไหม ถ้าเจ้าของต้องการที่จะป้องกันการติดเชื้อ แนะนำให้พาแมวไปตรวจเช็คและทำการรักษา และ ระวังเรื่องหมัดเป็นพิเศษ

กลุ่มคนส่วนมากที่ติดโรคมักจะมีอายุน้อยกว่า 21 ปี โดยอาการที่เราพบเห็นบ่อย ได้แก่ ตุ่มกลมนูนแดงบริเวณที่ถูกข่วนหรือกัด ต่อมน้ำเหลืองบริเวณที่ถูกกัดมีการบวมโต มีอาการไข้ หนาวสั่น อ่อนแรง วิงเวียน ไม่อยากอาหาร ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้หรือ เป็นตะคริวที่ท้อง

อาการในแมว

จะต้องมีประวัติเรื่องหมัดหรือเห็บร่วมด้วย ส่วนมากแล้วแมวจะไม่แสดงอาการป่วยแต่ถ้าแสดงก็จะมีอาการเป็นไข้ ต่อมโต บางตัวอาจมีอาการอ่อนแรง ไม่อยากอาหาร หรืออาจพบได้ว่ามีการผสมติดที่ยาก

สาเหตุการติดเชื้อ

มาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Bartonella henselae ซึ่งติดคนโดยผ่านทางการข่วนหรือกัด ติดแมวโดยผ่านทางเห็บและหมัด

การวินิจฉัย

คนที่มีการติดเชื้อส่วนมากจะมีประวัติของการโดนแมวข่วนหรือโดนแมวกัด แม้ว่าจะเป็นเพียงแผลตื้นๆก็ตาม ในคนที่เป็นโรคจะพบ ตุ่มนูนขนาดเล็กกลมแดงที่ตำแหน่งที่โดนกัดหรือข่วน บางครั้งจะต้องอาศัยการตรวจที่จำเพาะที่สามารถแยกและระบุแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุได้

ในรายที่อาการหนักสัตวแพทย์จะทำการเก็บเลือดจากแมวไปส่งตรวจเพิ่มเติมทางชีวเคมีและทำการตรวจวิเคราะห์ทางปัสสาวะก็มักจะไม่พบความผิดปกติ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจที่มีความจำเพาะเพิ่มมากขึ้นเพื่อยืนยัน ซึ่ง Polymerase chain reaction (PCR) เป็นวิธีที่น่าเชื่อถือมากที่สุดในการวินิจฉัย จะตรวจหาสายพันธุกรรม DNA ของแบคทีเรียจากเนื้อเยื่อบริเวณบาดแผล แต่ว่าวิธี  PCR ก็ไม่ได้เป็นการยืนยันการติดเชื้อบาร์โทเนลโลซิสเสมอไป เนื่องจากแบคทีเรียตัวนี้ไม่ได้อยู่ในกระแสเลือดตลอดเวลา จะต้องมีการตรวจซ้ำเพื่อเป็นการยืนยันการพบเชื้อแบคทีเรีย ท้ายที่สุดอาจมีการใช้การตรวจทางภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ Bartonella henselae ที่เรียกว่า enzyme immunoassay (EIA) แต่ถึงแมวจะมีภูมิคุ้มกันต่อแบคทีเรียนี้ ก็ไม่ได้จำเป็นว่าแมวจะต้องติดโรคนี้ อาจจะเป็นแค่ตัวที่เชื้ออ่อนๆก็ได้

การรักษา

ควรทำความสะอาดที่บริเวณบาดแผลอย่างละเอียดและผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสลูกแมว ในรายที่ต่อมน้ำเหลืองบวมโตหรือมีการเจ็บต่อมน้ำเหลือง ควรทำการดูดหนองออก และพักผ่อนมากๆเพื่อป้องกันอาการที่จะทรุดหนักมากขึ้น ในรายที่อาการหนักจะทำการให้ยาต้านจุลชีพ อาการส่วนมากจะดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่ถ้าติดเชื้ออ่อนๆอาการอาจจะอยู่เป็นเดือนในแมวไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา

การจัดการ

ผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น กลุ่มคนที่ติดเชื้อ AIDS หรือ ผู้ป่วยที่รักษาด้วยเคมีบำบัดอยู่ จะเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรงเมื่อเป็นโรคแมวข่วน ถ้ากลุ่มคนเหล่านี้ต้องการที่จะเลี้ยงแมว ก่อนที่จะนำแมวมาเลี้ยงควรนำแมวไปตรวจเช็คสุขภาพก่อนที่จะนำเข้าบ้านและจะต้องปลอดจากเห็บและหมัดด้วย เมื่อเราถูกแมวข่วนหรือแมวกัด เราควรที่จะรีบทำความสะอาดแผลทันที และเมื่อมีอาการแสดง เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดหัว ต่อมน้ำเหลืองโต ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม เจ้าของควรสังเกตอาการในช่วงที่รักษาด้วยเพราะอาจจะมีการเกิดขึ้นมาใหม่ได้ ถ้าพบเห็นอาการก็ให้รีบแจ้งสัตวแพทย์ทันที

ควรคำนึงไว้เสมอว่าโรคนี้ยังเป็นโรคที่สัตวแพทย์ยังไม่เข้าใจมากนัก ฉะนั้นถึงแม้ว่าแมวจะถูกรักษาไปหลายรอบแล้ว ก็ยังสามารถเจอเชื้อแบคทีเรียได้อยู่ เพราะฉะนั้นการรักษาที่ดีที่สุดคือการป้องกัน

การป้องกัน

ที่อยู่อาศัยของแมวและตัวแมวเองต้องปราศจากเห็บและหมัด ควรตัดเล็บแมวเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการเล่นที่แรงๆกับลูกแมวและแมวโต ปัจจุบันยังไม่วัคซีนที่ป้องกันโรคนี้ แต่ถ้าเราป้องกันเป็นอย่างดี มีการควบคุมเห็บและหมัดอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งแมวและเจ้าของอย่างเราๆเองก็จะปลอดภัยจากโรคแมวข่วนได้

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ (1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม