ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation หรือ A-Fib) คืออะไร?


มีชาวอเมริกันประมาณ 2.7 ล้านคนที่มีภาวะนี้

การมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation เป็นโรคหัวใจรูปแบบหนึ่งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุที่ทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจที่สร้างขึ้นจากหัวใจห้องบนผิดปกติได้มากที่สุด คำว่า fibrillation หมายถึง การที่หัวใจมีการเต้นแบบไม่สม่ำ เสมอและมีอาการสั่น นายแพทย์ Douglas C. Westveer หัวหน้าหน่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดโรงพยาบาล Beaumont ในเมือง Troy รัฐมิชิแกนได้ กล่าวว่า ภาวะนี้จัดเป็นความผิดปกติที่เกิดได้บ่อยที่สุดของการมีหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ข้อมูลจากสมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกาได้กล่าวว่ามีชาวอเมริกันประมาณ 2.7 ล้านคนที่มีภาวะนี้ที่น่าตกใจก็คือพบว่ามีผู้ที่มีภาวะนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และอาจเข้าข่ายการระบาดในพื้นที่ได้เมื่อผู้ที่เกิดในยุค baby boomer มีอายุเพิ่มขึ้น

คลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrialfibrillation เกิดจากอะไร?

หัวใจมี 4 ห้อง มีหัวใจห้องล่างซ้านและขวา และหัวใจห้องบนซ้ายและขวา โดยทั่วไปแล้ว คลื่นสัญญาณไฟฟ้าที่ sinus node ที่หัวใจห้องบนขวาจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเต้นของหัวใจก่อนที่จะเดินทางไปสู่ห้องบนซ้ายและลงไปยังหัวใจห้องล่างทั้ง 2 ฝั่ง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัว ในคนส่วนใหญ่กระบวนการนี้เกิดขึ้น 60-100 ครั้งต่อนาทีทำให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอแต่ในผู้ที่มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation นั้น คลื่นไฟฟ้าจะเกขึ้นจากหัวใจห้องห้องบนส่วนอื่น (หรือจากเส้นเลือดดำข้างเคียง) ทำให้มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดจังหวะ

นายแพทย์ John Miller ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาคลื่นไฟฟ้าที่โรงพยาบาล Indiana University Health ใน Indianapolis กล่าวว่า การมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation อาจทำให้หัวใจเต้นเร็วถึง 400-600 ครั้งต่อนาทีได้ โดยตัวควบคุมสัญญาณไฟฟ้าที่เรียว่า atrioventricular node ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันการเต้นที่ผิดจังหวะไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด ทำให้หัวใจห้องล่างมีการบีบตัวและเต้นผิดปกติ ทำให้เกิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation และเนื่องจากหัวใจห้องล่างไม่สามารถบีบตัวได้อย่างเหมาะสม ทำให้เลือดไม่สามารถสูบฉีดออกจากหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพอาจเกิดการคั่งอยู่ภายในหัวใจซึ่งอาจทำให้เกิดลิ่มเลือดได้

ภาวะแทรกซ้อนของการมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation

ภาวะแทรกซ้อนของโรคนี้มี 2 อย่างหลักๆ คือ การเกิดลิ่มเลือดและหัวใจวาย ลิ่มเลือดเกิดจากการที่มีเลือดไม่มีการเคลื่อนที่ จะมีแนวโน้มกลายเป็นลิ่มหัวใจวายเกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถบีบตัวได้อ่างมีประสิทธิภาพและค่อยๆ อ่อนแอลงเรื่อยๆ อาการของการมีหัวใจวาย ประกอบด้วย อ่อนเพลีย หายใจลำบาก และบวม ซึ่งเกิดจากการที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นและอ่อนแอลง

โรคเส้นเลือดสมองอุดตันและคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation

ผู้ที่เป็นคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation จะทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดเส้นเลือดสมองอุดตันได้และข้อมูลจากสมาคมโรคเส้นเลือดสมองอุดตันแห่งชาติพบว่าผู้ป่วยมากกว่า 70% ที่มี คลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation และเป็นเส้นเลือดสมองอุดตันจะเสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดสมองอุดตัน

การมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation ทำให้หัวใจห้องบนมีการสั่นแทนที่จะบีบตัวสม่ำเสมอและไม่สามารถสูบฉีดเอาเลือดทั้งหมดเข้าสู่หัวใจห้องล่างได้ ทำให้เกิดการคั่งของเลือดในหัวใจห้องบน ซึ่งทำให้เกิดลิ่มเลือด โรคเส้นเลือดสมองอุดตันสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อลิ่มเลือดออกจากหัวใจและเข้าไปอุดตันในสมอง มีผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมองอุดตันประมาณ 15% ที่มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation

ความเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดสมองอุดตันจะเพิ่มขึ้นหากมีความเสี่ยงอย่างน้อย 1 ข้อ ต่อไปนี้

  • หัวใจวาย
  • ความดันโลหิตสูง
  • อายุมากกว่า 75 ปี
  • เป็นเบาหวาน
  • เคยมีเส้นเลือดสมองอุดตันมาก่อน

เพศอาจเป็นปัจจัยหนึ่งได้แต่ถึงแม้ว่าจะพบว่ามีผู้ชายที่เป็นคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation มากกว่าผู้หญิง แต่ผู้หญิงมักจะเกิดเส้นเลือดสมองอุดตันมากกว่า หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดสมองอุดตัน แพทย์อาจให้คุณรับประทานยาละลายลิ่มเลือดเช่น Coumadin (Warfarin) ซึ่งพบว่าสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดสมองอุดตันได้ 80% อย่างไรก็ตามการรับประทานยาละลายลิ่มเลือดอาจทำให้มีเลือดออกได้โดยเฉพาะ ถ้าคุณมีปัญหาด้านเลือดออกอยู่เดิมดังนั้นผู้ป่วยที่รับประทานยา Coumadin จึงจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจติดตามด้วย การเจาะเลือดอย่างสม่ำเสมอและรับประทานยาในระดับที่เหมาะสมที่สามารถช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือด และไม่ได้มากเกินไปจนทำให้เลือดออก

นายแพทย์ Saliba ได้กล่าวอีกว่ามียาในกลุ่มใหม่ เช่น Pradaxa (dabigatran) และ Xarelto (rivaroxaban) ที่สามารถป้องกันการเกินเส้นเลือดในสมองอุดตันได้พอๆ กับยา Coumadin และไม่จำเป็นต้องติดตามการรักษาควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่รับประทานอยู่ก่อนที่จะเริ่มใช้ยาและควรปรึกษาถึงความปลอดภัยในการใช้ยาละลายลิ่มเลือดกับตัวคุณ หากไม่ปลอดภัยอาจมีหัตถการอื่นที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเส้นเลือดในสมองอุดตัน ซึ่งจะทำให้ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาต้านการแข็งตัวในระยะยาว

ภาวะแทรกซ้อนอื่นของการมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation

มีงานวิจัยพบความสัมพันธ์ที่อาจเกี่ยวข้องกันระหว่างการมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation กับโรคสมองเสื่อม โดยงานวิจัยล่าสุดจาก Intermountain Medical Center ในเมือง Murray รัฐ Utah แสดงถึงความเกี่ยวข้องกันของการเกิดโรคสมองเสื่อมในผู้ป่วยที่มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation โดยเป็นการซึกษาผู้ป่วย 37,000 คนและพบว่าผู้ป่วยที่เป็นคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation มีแนวโน้มในการเกิดโรคสมองเสื่อมได้มากกว่าผู้ที่ไม่มีประมาณ 44% และในผู้ที่เป็นคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation ที่อายุน้อยกว่า 70 ปี จะมีแนวโน้มที่จะเกิดโรค Alzheimer’s ได้มากกว่าปกติ 130% แต่นายแพทย์ Miller ได้แสดงความเห็นว่าการศึกษาดังกล่าวไม่ได้บอกว่าการเป็นคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation จะเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคสมองเสื่อม เป็นเพียงแค่ว่ามีความสัมพันธ์กันเท่านั้น โดยเขาคิดว่าในผู้ป่วยที่มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation อาจมีเส้นเลือดในสมองอุดตันโดยไม่มีอาการได้ ซึ่งการมีเส้นเลือดในสมองอุดตันเหล่านี้อาจทำให้เกิดการทำลายสมองและมีลักษณะคล้ายโรค Alzheimer ได้

การหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนของการมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation

ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงในการเกิดเส้นเลือดสมองอุดตันและวิธีในกรลดปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว รายละเอียดต่อไปนี้เป็นแนวทางการปรับพฤติกรรมที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเส้นเลือดสมองอุดตันและทำให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

  • รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสมและออกกำลังกายสม่ำเสมอสามารถสอบถามแพทย์ได้ว่าการทำกิจกรรมแบบไหนที่เหมาะสมกับคุณ
  • ป้องกันการมีความดันโลหิตสูงและ cholesterol สูง
  • รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ
  • จำกัดปริมาณแอลกอฮอล์และคาเฟอีนหาก 2 อย่างนี้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation
  • เลิกบุหรี่
  • รับประทานยาที่ใช้รักษาภาวะนี้สม่ำเสมอ

แม้ว่าจะเป็นช่วงที่ไม่มีอาการก็ตาม ไม่ควรจำกัดการทำกิจกรรมของร่างกาย แค่เพราะว่ามีคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation และการรักษาคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติแบบ Atrial fibrillation ที่เหมาะสมจะสามารถทำให้ไม่มีอาการของโรคได้

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

อาการคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ มีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่