ความรู้สุขภาพ

ไส้ติ่งอักเสบ สาเหตุ อาการ และวิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นไส้ติ่ง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 2, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 839,797 คน

ไส้ติ่งอักเสบ สาเหตุ อาการ และวิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นไส้ติ่ง

ไส้ติ่งอักเสบ โรคที่พบได้บ่อยๆ และหลายคนก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ได้ทุกเพศทุกวัย ซึ่งหากมีอาการขั้นรุนแรงก็จะต้องเข้ารับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดกันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น เราเตรียมรับมือกับโรคนี้ด้วยการทำความรู้จักถึงสาเหตุ อาการและวิธีรักษาป้องกันอย่างถูกจุดกันดีกว่า

ไส้ติ่งอักเสบ คืออะไร?

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) คือ ภาวะอักเสบของไส้ติ่ง โดยเป็นส่วนที่อยู่ด้านปลายสุดของลำไส้เล็ก การเป็นไส้ติ่งอักเสบ ทั้งนี้สามารถที่จะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ ซึ่งอาการที่สังเกตได้ก็คือ อาการปวดท้อง โดยมีอาการคล้ายคลึงกับอาการปวดท้องทั่วไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนมักกังวลว่าเมื่อปวดท้องก็อาจจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ

สาเหตุของโรคไส้ติ่งอักเสบ

โรคไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถที่จะทราบสาเหตุได้อย่างแน่ชัด แต่ก็สามารถที่จะเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ โดยสามารถที่จะแบ่งได้ดังนี้

1.เชื้อแบคทีเรีย

การติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้สำหรับโรคไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งผู้ป่วยมีโอกาสที่จะติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือแม้กระทั่งการติดเชื้อรา โดยเชื้อเหล่านี้จะกระจายไปยังบริเวณไส้ติ่ง จึงทำให้เกิดอาการอักเสบ ซึ่งเชื้อเหล่านี้ ได้แก่

  • เชื้อแบคทีเรียซัลโมเนลลา (Salmonella)
  • เชื้อแบคทีเรียแบทีรอยดีส์ (Bacteroides)
  • เชื้อแบคทีเรียชิกเกลลา (Shigella)
  • เชื้อราคอร์ไมโคซิส (Mucormycosis)
  • เชื้อราฮิสโตพลาสโมซิส (Histoplasmosis)
  • ก้อนอุจจาระ
  • เศษอาหารที่ถูกหินปูนเกาะ
  • พยาธิในลำไส้ เอนเทอโรเบียสเวอร์มิคูลาริส (Enterobius vermicularis)
  • มีสิ่งแปลกปลอมไปอุดตัน เช่น หิน
  • ก้อนเนื้อมะเร็ง
  • เบื่ออาหาร
  • อาเจียน
  • ปัสสาวะขัด
  • มดลูกบีบตัว
  • มีไข้
  • เม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติ
  • ต้องกดท้องอยู่ตลอดเวลา
  • โรคกระเพาะอาหาร
  • โรคถุงน้ำรังไข่อักเสบ
  • ลำไส้อักเสบ
  • การตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • ยาเซฟโฟทีแทน (cefotetan)
  • ยาเมโฟท็อกซิน (mefotoxin)
  • มีอาการปวดนานเกิน 6 ชั่วโมง
  • มีไข้สูง
  • กดบริเวณที่มีอาการแล้วรู้สึกปวดมากขึ้น

2.การอุดตันที่ไส้ติ่ง

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

การอุดตันที่ไส้ติ่งเกิดจากการที่มีอะไรบางอย่างไปอุดตันอยู่ในไส้ติ่ง หรือที่เรียกว่า โพรงไส้ติ่งอุดตัน โดยสิ่งที่เข้าไปอุดตันอยู่ในบริเวณนั้นมีด้วยกันหลากหลายปัจจัย ได้แก่

3.ปฏิกิริยาตอบสนอง

เมื่อเกิดการติดเชื้ออยู่ที่ระบบทางเดินหายใจ ต่อมน้ำเหลืองจะเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง ซึ่งหมายถึงต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ทั่วไปในร่างกาย และเช่นเดียวกันกับต่อมน้ำเหลืองบริเวณไส้ติ่งเองก็สามารถที่จะเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง เพราะฉะนั้นจึงทำให้ต่อมน้ำเหลืองขยายตัวมากขึ้นจนทำให้ไปปิดกั้นไส้ติ่ง และทำให้ไส้ติ่งเกิดการอักเสบตามมา

อาการของโรคไส้ติ่งอักเสบ

โรคไส้ติ่งอักเสบ สำหรับรูปแบบของอาการสามารถที่จะแบ่งได้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นระยะความรุนแรง อาจจะแบ่งเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบสำหรับเด็กและคนท้อง โดยสามารถที่จะแบ่งได้ดังนี้

1.อาการแบ่งตามระยะความรุนแรง

การแบ่งระยะอาการของโรคไส้ติ่งอักเสบ สามารถที่จะแบ่งได้ถึง 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 เป็นช่วงที่ไส้ติ่งเพิ่งจะเริ่มอุดตัน โดยสามารถทำให้เกิดอาการปวดท้องได้แบบกะทันหัน รวมถึงอาจจะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เบื่ออาหาร จุก

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่ไส้ติ่งเริ่มจะบวม และเริ่มที่จะมีการลุกลามไปถึงไส้ติ่งชั้นนอก โดยอาจจะมีอาการเพิ่มเติมอีกคือ อาการไอ และมีอาการท้องเสีย

ระยะที่ 3 เป็นระยะที่มีความรุนแรงมากที่สุด เพราะเป็นระยะที่ไส้ติ่งแตก ซึ่งเป็นระยะอันตรายโดยสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ หากเป็นระยะนี้ ผู้ป่วยควรต้องได้รับการรักษาโดยด่วน

2.อาการไส้ติ่งอักเสบ (ในคนท้อง)

การเกิดไส้ติ่งอักเสบสำหรับคนท้อง อาการโดยทั่วไปนั้นก็เหมือนกับคนปกติที่เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ แต่ก็อาจจะมีบางอาการที่แตกต่างกันไป ดังนี้

3.อาการไส้ติ่งอักเสบ (ในเด็ก)

ในความเป็นจริงแล้ว เด็กสามารถที่จะเกิดโรคไส้ติ่งอักเสบได้เช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้ในเรื่องของอาการจะแตกต่างกับการเป็นไส้ติ่งอักเสบในผู้ใหญ่ ซึ่งสำหรับเด็กจะเกิดในช่วงวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 10-19 ปี โดยมีอาการดังนี้

ภาวะแทรกซ้อนของโรคไส้ติ่งอักเสบ

สำหรับภาวะแทรกซ้อนของโรคไส้ติ่งอักเสบ จะอยู่ในช่วงระยะที่อาการไส้ติ่งอักเสบแตก เนื่องจากไม่ได้เข้ารับการรักษาให้ทันเวลา ก็สามารถที่จะทำให้ไส้ติ่งแตกแล้วแพร่เชื้อโรคไปยังบริเวณอื่นได้ สำหรับภาวะแทรกซ้อน ได้แก่

1.ฝี การเป็นฝีสำหรับผู้ที่เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ การเป็นภาวะแทรกซ้อนที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะสำหรับการมีฝีอยู่ภายในช่องท้องหลังจากไส้ติ่งแตก ถือเป็นกระบวนการที่ร่างกายใช้เพื่อจัดการกับเชื้อโรคที่แตกออกมาจากไส้ติ่ง โดยการรักษาฝีไปพร้อมๆ กันก็จะต้องได้รับยาปฏิชีวนะร่วมด้วยเป็นเวลา 5 สัปดาห์

2.เยื่อบุช่องท้องอักเสบ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดเมื่อไส้ติ่งแตกไปแล้ว และเชื้อโรคที่อยู่ในไส้ติ่งจะแพร่กระจายออกไปโดยรอบ ทำให้เนื้อเยื่อเกิดการอักเสบ และทำให้เกิดอาการปวดท้องอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังทำให้รู้สึกไม่สบายมากยิ่งขึ้น และถ้าหากว่าไม่ทำการรักษาก็จะทำให้เป็นโรคนี้เรื้อรังและเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้

การวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบ

โดยสำหรับการวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นเรื่องที่วินิจฉัยได้ยากพอสมควร เพราะอาการของโรคนั้นสามารถที่จะวินิจฉัยผลออกมาเป็นโรคอื่นๆ ได้ เช่น

ดังนั้นแล้ว แพทย์จึงจะต้องมีการสอบถามประวัติของผู้ป่วยอย่างละเอียด นอกจากนี้ก็ยังมีการตรวจโดยทั่วไปตามท้อง เพื่อเป็นการประเมินอาการ โดยยังมีการตรวจแบบอื่นๆ เพื่อช่วยให้การวินิจฉัยเป็นไปอย่างแม่นยำขึ้น คือ

  1. การกดท้องแล้วรู้สึกเจ็บเฉพาะที่ (local tenderness)
  2. การตรวจทางทวารหนัก (rectal examination)
  3. การตรวจ Complete blood count
  4. การตรวจปัสสาวะ
  5. การถ่ายภาพรังสีช่องท้อง
  6. การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง

วิธีรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบ

การรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบนั้น สามารถที่จะทำได้ 2 กรณี โดยสามารถที่จะทำได้ ดังนี้

1.การรักษาด้วยยา การรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ จะมีการนำมาใช้รักษาก่อนที่จะทำการผ่าตัด โดยแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะสำหรับคนที่เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบที่หลอดเลือดดำ โดยใช้เวลา 3-5 วัน และใช้รักษาหลังจากการผ่าตัดไส้ติ่ง แต่ทั้งนี้ หากว่าอยู่ในช่วงระยะเวลาการผ่าตัดไส้ติ่งแพทย์จะไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ และสำหรับยาปฏิชีวนะที่ใช้ คือ

2.การผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery)

การผ่าตัดไส้ติ่งแบบส่องกล้อง ถือว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นการผ่าตัดเล็ก ดังนั้น จึงใช้ระยะเวลาไม่นานก็สามารถกลับไปพักผ่อนได้

3.ผ่าตัดแบบเปิด (open Surgery)

การผ่าตัดแบบเปิด ถือเป็นการผ่าตัดโดยทั่วไปสำหรับการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ แต่อาจจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่าเพราะจะต้องทำความสะอาดภายใน รวมถึงอาจจะต้องทำการใส่ท่อเพื่อระบายหนองออก

วิธีป้องกันโรคไส้ติ่งอักเสบ

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่สามารถจะป้องกันโรคไส้ติ่งอักเสบได้แบบ 100% เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดที่ยังพอจะช่วยได้ คือ การรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ร่วมกับดื่มน้ำสะอาดให้มากเพียงพอ เพราะกากใยจะช่วยในการบีบไล่อุจจาระได้เร็วขึ้น และจะไม่ทำให้เกิดก้อนนิ่วจากอุจจาระ

วิธีดูแลตัวเองในผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบ

1.การดูแลตัวเองในผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับการผ่าตัด สำหรับวิธีดูแลตัวเองในผู้ป่วยที่อาการยังไม่รุนแรงมากหรือยังไม่ได้เข้ารับการผ่าตัดไส้ติ่ง ควรเฝ้าสังเกตอาการตนเอง โดยถ้าหากพบว่ามีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ในทันที

2.การดูแลตัวเองในผู้ป่วยที่ผ่าตัดไส้ติ่งแล้ว ในกรณีผู้ป่วยที่ผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบไปแล้วนั้น การดูแลตัวเองถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ โดยควรปฏิบัติตนดังนี้

  1. รักษาความสะอาดอยู่เสมอ และควรล้างมือก่อนสัมผัสแผล
  2. พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ
  3. ควรเลือกรับประทานอ่อนๆ หรืออาหารกลืนง่าย ย่อยง่าย
  4. ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ ชา และกาแฟ
  5. เลือกรับประทานผลไม้ย่อยง่าย แต่กากใยสูง เช่น มะม่วงสุก หรือมะละกอสุก เป็นต้น

โรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคที่คล้ายคลึงกันกับโรคปวดท้องทั่วไป แต่อาจจะแตกต่างตรงที่มีอาการปวดมากกว่าปกติ และสามารถส่งผลอันตรายต่อชีวิต เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะต้องไปปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิดปกติ เพื่อรับมือรักษาได้อย่างเท่าทันโรค เพียงแค่นี้ก็จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อร่างกายได้อย่างมากขึ้น

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่