Doctor men
เขียนโดย
ทีมเภสัชกร HD
ยา

ยาคลายเครียด

แนะนำยาคลายเครียดกลุ่มต่างๆ ตัวอย่างชื่อการค้า และข้อควรระวังในการใช้ยา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 16 ก.ค. 2019 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
ยาคลายเครียด

ปัจจุบันพบว่าหลายคนต้องเผชิญกับความเครียด ไม่ว่าจะมาจากเรื่องหน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ เงิน หรือครอบครัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ ความเครียดทำให้เกิดอาการวิตกกังวล นอนไม่ค่อยหลับ หรือหลับไม่สนิท การนอนหลับไม่เพียงพอทำให้ตื่นนอนแล้วไม่สดชื่นและทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิในการจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เก็บตัว ซึมเศร้า บางรายอาจมีอาการถึงขั้นคิดอยากฆ่าตัวตายเพื่อจบปัญหา ความเครียดจึงเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพของคนยุคปัจจุบันและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนการพึ่งยาคลายเครียดเป็นทางเลือกหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ พบว่าถ้านอนไม่หลับติดต่อกันมากกว่า 3 สัปดาห์ขึ้นไปถือว่าเป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที เนื่องจากกระทบต่อคุณภาพชีวิตและร่างกายในระยะยาว

แนวทางการลดความเครียด

การคลายเครียดในเบื้องต้นควรเริ่มจากการหาสาเหตุและจัดการกับความเครียดโดยยังไม่ใช้ยาก่อน โดยอาจหาคนที่สนิทเพื่อระบายและปรับทุกข์ด้วย นอกจากนี้การออกไปพบปะเพื่อนฝูง ทำกิจกรรมที่ชอบ รวมถึงการออกกำลังกาย ก็ช่วยบรรเทาความเครียดได้อีกทางหนึ่ง หากยังไม่สามารถจัดการกับความเครียดได้ ควรปรึกษาแพทย์ซึ่งอาจจะพิจารณาให้ใช้ยาคลายเครียดและยานอนหลับร่วมด้วยตามความเหมาะสมในการรักษา

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

Istock 541831614

ยาคลายเครียดมีอะไรบ้าง?

ยาคลายเครียดแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1.ยากลุ่มเบนโซไดอะซิพีน (Benzodiazepine)

ได้แก่ ยาลอราซีแพม (Lorazepam; Ativan®) เป็นยาที่นิยมใช้คลายเครียดมากที่สุด ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง จึงช่วยลดการทำงานของประสาท ทำให้คลายความวิตกกังวล ออกฤทธิ์ทำให้ง่วงนอน ช่วยคลายกล้ามเนื้อ และต้านอาการชัก นิยมใช้ในการรักษาผู้ที่มีความเครียดแล้วนอนไม่หลับ โรควิตกกังวล มีความกระวนกระวาย โรคชัก และอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการรักษาโรคมะเร็ง

ตัวอย่างยาอื่นๆ ในกลุ่มนี้ ได้แก่ ยาไดอะซีแพม (Diazepam; Valium®) ยาคลอราซีเพต (Clorazepat; Tranxene) ยาแอลพราโซแลม (Alprazolam; Xanax®) ยาไมด้าโซแลม (Midazolam; Dormicum®) และยาคลอราซีแพม (Clonazepam; Klonopin®) เป็นต้น โดยออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางเช่นเดียวกับยาลอราซีแพม

ยากลุ่มเบนโซไดอะซิพีนเป็นยานอนหลับชนิดออกฤทธิ์เร็ว ทำให้หลับหลังรับประทานยาประมาณ 15-30 นาที เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาในการเริ่มหลับยาก ยากลุ่มเบนโซไดอะซิพีนจัดเป็นยาออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท จึงถูกควบคุมต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถหาซื้อได้เองตามร้านขายยาทั่วไป เนื่องจากยากลุ่มนี้มีข้อควรระมัดระวังในการใช้ มีการนำไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อมอมเมา หรือที่เรียกว่ายาเสียสาว และอาจทำให้เสพติดได้ อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้เป็นยาที่แพทย์นิยมใช้เพื่อลดความกังวลและช่วยนอนหลับมากที่สุด ยามีอาการข้างเคียงทำให้อ่อนเพลีย ไม่มีสติ สับสน สูญเสียการทรงตัว และสูญเสียความทรงจำระยะสั้นระหว่างที่ได้รับยาได้

2.ยากลุ่มไตรไซคลิกแอนตี้ดีแพรสเซ็นต์ (Tricyclic antidepressants; TCAs) 

ได้แก่ ยาอะมิทริปไทลีน (Amitriptyline) เป็นยาที่ใช้คลายเครียดและรักษาอาการโรคซึมเศร้าที่แพทย์นิยมสั่งจ่ายมากที่สุดอีกตัวหนึ่ง ออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมกลับของสารสื่อประสาทเอพิเนฟรีน (Epinephrine) และเซโรโทนิน (Serotonin) ทำให้มีปริมาณสารสื่อประสาททั้งสองชนิดนี้ในสมองเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีอารมณ์ดีขึ้น การวิตกกังวลลดลง และนอนหลับได้ดีขึ้น นอกจากนี้อะมิทริปไทลีนยังมีข้อบ่งใช้สำหรับรักษาโรคอื่นๆ เช่น ป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรน รักษาอาการปวดปลายประสาทหลังจากเป็นโรคงูสวัด และโรคสมาธิสั้น เป็นต้น ยาในกลุ่มนี้มีอาการข้างเคียงทำให้ปากแห้งคอแห้ง อยากอาหารมากขึ้น และท้องผูกได้

ตัวอย่างยาอื่นๆ ในกลุ่มนี้ ได้แก่ ยานอร์ทริปไทลีน (nortriptyline; Pamelor®) ยาโพรทริปไทลีน (protriptyline; Vivactil®) ยาไทรมิพรามีน (trimipramine; Surmontil®) เป็นต้น

3.ยากลุ่มยับยั้งการเก็บกลับของซีโรโทนินในสมอง (Selective serotonin reuptake inhibitors)

ได้แก่ ยาเซอร์ทราลีน (Sertraline; Zoloft®) เป็นยาในกลุ่มที่แพทย์นิยมสั่งจ่ายเพื่อคลายเครียดมากที่สุดอีกตัวหนึ่ง ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ยับยั้งการเก็บกลับของซีโรโทนินในสมอง ทำให้มีปริมาณสารซีโรโทนินค้างอยู่ในสมองเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีอารมณ์ดีขึ้น ช่วยคลายวิตกกังวล และรักษาอาการซึมเศร้า อย่างไรก็ตาม ยามีอาการข้างเคียงทำให้นอนไม่หลับ ปากแห้งคอแห้ง และปวดหัวได้

ตัวอย่างยาอื่นๆ ในกลุ่มนี้ ได้แก่ ยาฟลูอ็อกซีทิน (fluoxetine; Prozac®), ยาซิทาโลแพรม (citalopram; Celexa®), ยาเอสซิทาโลแพรม (escitalopram; Lexapro®) ยาฟลูว็อกซามีน (fluvoxamine; Luvox®) และยาพาโรซีทีน (paroxetine; Paxil®, Pexeva®)

ข้อควรระวังในการใช้กลุ่มยาคลายเครียด

  • การใช้ยาคลายเครียดควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เนื่องจากการใช้ยาเกินขนาดจะกดการทำงานของสมองที่ควบคุมการหายใจอาจทำให้เกิดการหายใจล้มเหลว และเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ 
  • ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งถึงประวัติโรคเดิมที่เป็นอยู่ รวมถึงประวัติการใช้ยาในปัจจุบัน
  • การใช้ยาคลายเครียดควรใช้ช่วงระยะเวลาสั้นๆ การใช้ยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจะทำให้การตอบสนองกับยาลดลง จึงต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้นอนหลับได้และหายเครียด จึงอาจทำให้เกิดการติดยาได้
  • การใช้ยาคลายเครียดเป็นระยะเวลาต่อเนื่องนานๆ ไม่ควรหยุดยาทันทีอย่างรวดเร็ว เนื่องจากอาจมีอาการถอนยา เช่น นอนไม่หลับมากขึ้น กระสับกระส่าย มือสั่น ใจสั่น และวิตกกังวลได้ 
  • ห้ามขับขี่รถ หรือควบคุมเครื่องจักรหลังรับประทานยาคลายเครียด เนื่องจากทำให้ง่วงจึงอาจเกิดอุบัติเหตุและอันตรายถึงชีวิตได้ ควรทานยาคลายเครียดตามแพทย์สั่งเท่านั้น
  • การใช้ยาคลายเครียดควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยโรคตับ ไต และผู้สูงอายุ โดยต้องให้แพทย์เป็นผู้ปรับขนาดยา เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวมีการตอบสนองต่อยาและการกำจัดยาแตกต่างจากคนปกติทั่วไป
  • หลีกเลี่ยงใช้ยาคลายเครียดในเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และผู้ที่ใช้ยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทอื่นๆ การใช้ยาในเด็กควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งและใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น
  • ควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดในช่วงที่ใช้ยาคลายเครียด เนื่องจากแอลกอฮอล์จะไปเสริมฤทธิ์ยาคลายเครียด อาจกดการหายใจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ระหว่างการใช้ยาคลายเครียดควรปฏิบัติตัวตามสุขอนามัยที่ดีร่วมด้วย เช่น เข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา หาวิธีผ่อนคลายความเครียด และกำจัดสาเหตุของความเครียดให้ได้ นอกจากนี้การออกกำลังกายสม่ำเสมอก็จะช่วยให้หลั่งสารความสุขได้มากขึ้นอีกด้วย รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน งดสูบบุหรี่ เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

2 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
MedicalNewsToday, (https://www.medicalnewstoday.com/articles/323666.php), 13 November 2018.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป