ชนิดของภูมิแพ้ (Types of Allergies)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 18, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 16 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 289,889 คน

ชนิดของภูมิแพ้ (Types of Allergies)

โรคภูมิแพ้ ซึ่งรวมถึงโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ เป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก โรคภูมิแพ้บางชนิดอาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันและลดคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

โรคภูมิแพ้มีหลายชนิด แบ่งได้ดังนี้

  • แพ้อาหาร (Food Allergy)
  • ภูมิแพ้ที่ผิวหนัง (Skin Allergy)
  • แพ้ฝุ่น (Dust Allergy)
  • แพ้แมลงกัดต่อย (Insect Sting Allergy)
  • แพ้สัตว์เลี้ยง (Pet allergies)
  • ภูมิแพ้ที่ดวงตา (Eye Allergy)
  • แพ้ยา (Drug Allergies)
  • จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis)
  • แพ้ยาง (Latex Allergy)
  • แพ้เชื้อรา (Mold Allergy)
  • การติดเชื้อที่โพรงไซนัส (Sinus Infection)
  • แพ้แมลงสาบ (Cockroach Allergy)

แพ้อาหาร (Food Allergy)

อาการแพ้อาหารจะเกิดขึ้นเมื่อกลไกการป้องกันตนเองตามธรรมชาติของร่างกายทำปฏิกิริยากับสารบางชนิดมากเกินไป โดยมองว่าสารนั้นเป็นผู้บุกรุกร่างกายและมีการส่งสารเคมีบางอย่างจากร่างกายเพื่อไปต่อสู้กับสารชนิดนั้น

มีผู้คนจำนวนมากที่มีอาการแพ้บางสิ่งบางอย่าง มีข้อมูลโดยประมาณว่าการแพ้อาหารพบมากถึง 4-6 % ในเด็ก และ 4% ในผู้ใหญ่

อาการแพ้อาหารพบบ่อยในเด็กทารกและวัยเด็ก แต่ก็สามารถพบได้ทุกช่วงอายุ คุณอาจเกิดการแพ้อาหารที่เคยกินมาเป็นเวลาหลายปีโดยที่ไม่เคยมีอาการแพ้เลยก็ได้

อาการ

ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเป็นระบบที่ทำให้คุณมีสุขภาพที่ดี โดยการต่อสู้กับการติดเชื้อและสิ่งที่อันตรายต่อสุขภาพอื่นๆ ปฏิกิริยาการแพ้อาหารเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำปฏิกิริยากับอาหารหรือสารที่อยู่ในอาหาร โดยมองว่าอาหารหรือสารเหล่านั้นเป็นสิ่งที่อันตรายต่อร่างกาย ทำให้เกิดการตอบสนองเพื่อป้องกันร่างกายเกิดขึ้น

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

แม้ว่าโรคภูมิแพ้มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในครอบครัวเดียวกันได้ แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะคาดเดาว่าเด็กจะเกิดการแพ้อาหารเหมือนพ่อแม่ หรือพี่น้องจะมีอาการแพ้อาหารเหมือนกันหรือไม่ แต่ก็มีข้อมูลจากงานวิจัยบางงานวิจัยที่บอกว่าน้องของเด็กที่แพ้ถั่วลิสง ก็จะมีอาการแพ้ถั่วลิสงเหมือนกันได้

อาการของการแพ้อาหารจะมีตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงระดับรุนแรง อาการแพ้อาหารเริ่มแรกที่มีอาการเพียงเล็กน้อย ไม่ได้หมายความว่าปฏิกิริยาการแพ้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะเป็นแบบนี้ไปตลอด อาการแพ้อาหารที่มีอาการเล็กน้อยในครั้งแรก อาจพัฒนาเป็นอาการแพ้รุนแรงในครั้งถัดๆ ไปได้

ปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่รุนแรงจะมีอาการหลายระบบในร่างกาย หรือเรียกว่า anaphylaxis ซึ่งเป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่อันตรายถึงชีวิต ทำให้ระบบหายใจผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำลงอย่างมาก ทำให้ส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ โดยปฏิกิริยานี้อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาทีหลังสัมผัสกับอาหารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ โดยปฏิกิริยานี้ทำให้เสียชีวิตได้ และต้องได้รับการรักษาอย่างเร็วที่สุดโดยการใช้ยาฉีดอีพิเนฟฟิน (อะดรีนาลีน) (epipephrine (adrenaline))

อาหารใดๆ ก็ตามสามารถทำให้เกิดอาหารแพ้ได้ แต่อาหาร 8 ชนิดต่อไปนี้เป็นอาหารที่ก่อให้เกิดอาหารแพ้ได้ประมาณ 90% ของการแพ้อาหารทั้งหมด

  • ไข่
  • นม
  • ถั่วลิสง (ถั่วที่เติบโตอยู่ใต้ดิน)
  • ถั่วที่เติบโตบนดิน เช่น อัลมอนต์, ฮาเซลนัท, วอลนัท, มะม่วงหิมพานต์, แมคคาดาเมีย, เกาลัด, พิสตาชิโอ
  • ปลา
  • สัตว์น้ำจำพวกมีเปลือก เช่น กุ้ง หอย ปู
  • ข้าวสาลี
  • ถั่วเหลือง

เมล็ดพืชบางชนิด เช่น งา และเมล็ดมัสตาร์ด (ส่วนประกอบหลักของซอสมัสตาร์ด) เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อย และถือเป็นสารก่อภูมิแพ้หลักที่พบบ่อยในบางประเทศ

ปฏิกิริยาการแพ้อาหารอาจมีอาการทางผิวหนัง, ระบบทางเดินอาหาร, ระบบหัวใจหลอดเลือด และระบบทางเดินหายใจ โดยสามารถทำให้เกิดอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังนี้:

  • อาเจียน และ/หรือ ปวดท้อง
  • ลมพิษ
  • หายใจถี่ หอบเหนื่อย
  • หายใจมีเสียงวี้ด
  • มีอาการไอซ้ำๆ
  • ช็อก หรือระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว
  • จุกแน่นคอ กลืนลำบาก
  • ลิ้นบวม ทำให้ส่งผลต่อการพูดหรือการหายใจ
  • ชีพจรอ่อน
  • ผิวหนังมีสีซีดหรือสีฟ้า
  • เวียนศีรษะ หรือรู้สึกจะเป็นลม
  • Anaphylaxis คือการแพ้อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นปฏิริยาการแพ้ที่อันตรายต่อชีวิต ทำให้เกิดปัญหาต่อการหายใจ ทำให้ร่างกายเกิดอาการช็อก มีอาการหลายระบบในร่างกาย (เช่น ปวดท้องพร้อมกับอาการผื่นคันทั่วตัว)

ส่วนใหญ่แล้วอาการที่สัมพันธ์กับอาหารจะเกิดขึ้นภายใน 2 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารนั้น และบ่อยครั้งอาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาที มีบางกรณีที่พบได้น้อยมากคืออาจเกิดขึ้นช้ามากถึง 4-6 ชั่วโมงหรือนานกว่านั้น การตอบสนองที่ช้านี้มักพบได้ในเด็กที่มีอาการผื่นผิวหนังอักเสบ (eczema) จากการแพ้อาหาร

สำหรับปฏิกิริยาการแพ้อาหารที่ตอบสนองช้าอื่น คือ การแพ้โปรตีนในอาหารที่ทำให้เกิดลำไส้อักเสบ (food protein-induced enterocolitis syndrome) โดยจะมีอาการทางระบบทางเดินอาหารที่รุนแรง เกิดขึ้นภายใน 2-6 ชั่วโมงหลังจากรับประทาน นม, ถั่วเหลือง, ธัญพืชบางชนิด และเนื้อสัตว์บางชนิด อาการแพ้ชนิดนี้พบได้บ่อยในเด็กทารกที่รับประทานอาหารเหล่านี้เป็นครั้งแรกหรือเด็กที่กำลังหย่านม ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ชนิดนี้จะมีอาการอาเจียนซ้ำ โดยจะทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ ในบางกรณีทารกจะมีท้องเสียปนเลือด โรคแพ้โปรตีนในอาหารนี้จะคล้ายกับการติดเชื้อไวรัสหรือการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้การวินิจฉัยโรคอาจล่าช้าออกไป หากผู้ป่วยมีการแพ้โปรตีนและมีอาการเกิดขึ้น ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ

ไม่ใช่ทุกคนที่เคยเกิดอาการหลังจากรับประทานอาหารบางชนิดจะเกิดการแพ้อาหารหรือจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารนั้นอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น บางคนอาจมีอาการคันปากและลำคอหลังจากรับประทานผักหรือผลไม้ดิบ ที่ยังไม่ผ่านการปรุงให้สุก ซึ่งอาจหมายถึงว่าเป็นอาการแพ้ภายในช่องปากที่เกิดจากเกสรของพืช (ไม่ได้เกิดจากอาหาร) โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะตอบสนองเป็นการแพ้ต่อเกสรของพืชนี้ โดยเกสรนี้สามารถถูกทำลายโดยความร้อน ดังนั้นหากนำอาหารนี้ไปทำให้สุกโดยการผ่านความร้อน ก็สามารถรับประทานอาหารนี้ได้โดยไม่เกิดอาการแพ้ขึ้น

สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการ

หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้อาหาร วิธีในการรักษาที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้นๆ อาหารที่เกี่ยวข้องกับอาการแพ้อาหารในเด็กที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • นม
  • ไข่
  • ถั่วลิสง

ในวัยเด็กอาจจะแสดงอาการแพ้นมและไข่ได้มากกว่าวัยโต แต่สำหรับอาหารประเภททั่ว ถ้าเคยแพ้แล้ว จะแพ้แบบนี้ไปตลอด

สารก่อภูมิแพ้จากอาหารที่พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่:

  • เกสรของผักและผลไม้ (oral allergy syndrome)
  • ถั่วลิสง และถั่วอื่นๆ ที่เติบโตบนดิน เช่น อัลมอนต์, ฮาเซลนัท, วอลนัท, เม็ดมะม่วงหิมพานต์, แมคคาดาเมีย, เกาลัด, พิสตาชิโอ
  • ปลา และ สัตว์น้ำจำพวกมีเปลือก เช่น กุ้ง หอย ปู

ในผู้ที่มีอาการแพ้อาหารอย่างหนึ่ง อาจมีโอกาสที่จะแพ้อาหารที่มีความเกี่ยวข้องหรือคล้ายๆ กันได้ด้วย ผู้ที่แพ้ถั่วชนิดหนึ่ง ก็อาจแพ้ถั่วชนิดอื่นๆ ด้วย เราเรียกว่าการแพ้ข้ามกัน หรือ cross-reactive เช่น แพ้ถั่วลิสง ก็อาจแพ้ถั่ววอลนัท อัลมอนต์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ได้ด้วย ผู้ที่แพ้กุ้งก็อาจจะแพ้ปูและแพ้กุ้งล็อบสเตอร์ได้ด้วย

การเรียนรู้ว่าอาหารอะไรบ้างที่มีโอกาสทำให้แพ้ได้ อะไรบ้างที่ต้องหลีกเลี่ยง เป็นเหตุผลที่สำคัญว่าทำไมผู้ป่วยโรคแพ้อาหารจึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ การพิจารณาการแพ้ข้ามกันระหว่างอาหารจะไม่ตรงไปตรงมา ในการทดสอบการแพ้อาหารที่มาจากกลุ่มเดียวกันอาจไม่ใช่ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงเพียงพอ หลายๆ ครั้งที่ผลการทดสอบของสารสองชนิดในกลุ่มเดียวกันให้ผลบวก แต่ถ้าคุณเคยรับประทานอาหารนั้นในอดีตแล้วไม่เป็นอะไร นั่นแสดงว่าคุณอาจไม่เกิดอาการแพ้ข้ามกัน ทำให้ไม่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากกลุ่มเดียวกันนั้น

การทดสอบที่ให้ผลลบจะมีประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ ถ้าหากผลการทดสอบการแพ้ให้ผลบวกต่ออาหารที่ไม่เคยรับประทานมาก่อน แต่เป็นอาหารที่สัมพันธ์กับอาหารที่เคยแพ้มาก่อน โดยจะใช้พิจารณาร่วมกับการทดสอบการแพ้อาหารที่สงสัยโดยการให้ลองรับประทาน (oral food challenge test) ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากในการช่วยบอกว่าอาหารนั้นเป็นอันตรายต่อคุณหรือไม่

การวินิจฉัยการแพ้อาหาร

การแพ้อาหารจะทำให้เกิดปฏิกิริยาบางอย่างทุกครั้งที่รับประทานอาหารที่เป็นสิ่งกระตุ้น โดยอาการที่เกิดขึ้นจะแตกต่างตามแต่ละบุคคล และคุณอาจไม่จำเป็นต้องเกิดอาการเหมือนๆ ในทุกครั้งที่เกิดการแพ้ ปฏิกิริยาการแพ้อาหารจะส่งผลต่อผิวหนัง, ระบบทางเดินหายใจ, ระบบทางเดินอาหาร และระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดการณ์ว่าการเกิดปฏิกิริยาการแพ้ในครั้งต่อไปจะรุนแรงเพียงใด และผู้ป่วยทุกรายที่แพ้อาหารควรได้รับคำปรึกษาเกี่ยวกับความเสี่ยงของการเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่รุนแรงที่มีอาการหลายระบบในร่างกาย หรือที่เรียกว่า anaphylaxis ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่อันตรายถึงชีวิตซึ่งต้องได้รับการรักษาด้วยยาอีพิเนฟฟิน (อะดรีนาลีน)

การแพ้อาหารสามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุ แต่อายุที่พบได้บ่อยจะเป็นช่วงวัยเด็ก หากคุณสงสัยว่าคุณมีการแพ้อาหารเกิดขึ้น ให้เข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ ซึ่งแพทย์จะเก็บข้อมูลประวัติครอบครัว ประวัติทางการแพทย์ของคุณ และตัดสินใจให้คุณตรวจเพิ่มเติม เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาใช้ในการตัดสินว่าคุณมีการแพ้อาหารหรือไม่

ในการวินิจฉัยการแพ้อาหาร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้จะถามคำถามคุณเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ และอาการที่คุณเป็น โปรดเตรียมตัวสำหรับการตอบคำถามดังต่อไปนี้

  • สิ่งที่คุณรับประทานคืออะไร และปริมาณเท่าไร
  • ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าที่จะเกิดอาการขึ้น 
  • มีอาการอย่างไรบ้าง และอาการนั้นเป็นอยู่นานเท่าไร

ภายหลังจากรวบรวมประวัติทั้งหมดแล้ว แพทย์อาจให้คุณทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (skin tests) และ/หรือ ตรวจเลือดหาสารภูมิต้านทานต่อการแพ้อาหาร หรือเรียกว่า อิมมูโนโกบูลิน อี (immunoglobulin E, IgE) เรียกย่อๆ ว่า ตรวจหาสาร “ไอ จี อี”

  • การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin-prick tests): การทดสอบนี้จะทราบผลภายในเวลาประมาณ 20 นาที โดยจะหยดของเหลวที่มีส่วนผสมของสารก่อภูมิแพ้ปริมาณเล็กน้อยบนผิวหนังหรือบนแผ่นหลัง หลังจากนั้นจะใช้หัวเข็มขนาดเล็กที่ปราศจากเชื้อทำการสะกิดที่ผิวหนังเพื่อให้ของเหลวนั้นซึมเข้าไปใต้ผิวหนังได้ การทดสอบไม่เจ็บ แต่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัวได้ ผลการทดสอบเป็นบวก หมายถึงเกิดรอยบวมนูนขึ้นที่ผิวหนัง (คล้ายกับการโดนยุงกัด) ซึ่งหากมีการบวมขึ้นที่ตำแหน่งของสารก่อภูมิแพ้ใด แสดงว่าตัวเรานั้นแพ้สารก่อภูมิแพ้นั้นๆ อย่างไรก็ตามในการทดสอบจะมีการควบคุมการทดสอบ โดยการหยดของเหลวที่ปราศจากสารก่อภูมิแพ้และทำการสะกิดผิวหนังไว้ด้วย ซึ่งจะต้องไม่มีรอยบวมนูนที่บริเวณนี้ ทำให้สามารถเปรียบเทียบผลกับบริเวณที่มีสารก่อภูมิแพ้ได้อย่างชัดเจน
  • การตรวจเลือด: การตรวจวิธีนี้จะแม่นยำน้อยกว่าการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังเล็กน้อย ซึ่งจะเป็นการตรวจหาสาร ไอจีอี แอนตี้บอดี้ (IgE antibody) หรือสารภูมิต้านทานการแพ้ต่ออาหาร การตรวจวิธีนี้จะให้ผลเป็นตัวเลข ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์จึงจะทราบผลตรวจ

แพทย์จะใช้ข้อมูลจากผลการตรวจเหล่านี้ในการตัดสินใจวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ให้กับคุณ โดยผลการตรวจที่เป็นลบจะมีประโยชน์ในการช่วยแยกโรคให้ได้ว่าคุณไม่ได้แพ้สิ่งใด

 ในบางกรณีแพทย์อาจให้คุณทำการทดสอบการแพ้อาหารที่สงสัยโดยการให้ลองรับประทาน (oral food challenge test) ซึ่งการทดสอบนี้เป็นวิธีที่แม่นยำที่จะให้การวินิฉัยว่าคุณแพ้อาหารหรือไม่ การทดสอบนี้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยจะให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่สงสัยว่าทำให้เกิดอาการแพ้ในปริมาณเล็กน้อยและค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โดยจะทำการติดตามไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง (ไม่กี่ชั่วโมง) เพื่อดูว่ามีปฏิกิริยาการแพ้เกิดขึ้นหรือไม่ การทดสอบนี้จะมีประโยชน์ในกรณีที่ประวัติของผู้ป่วยไม่ชัดเจน หรือผลจากการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังหรือการตรวจเลือดไม่สามารถสรุปได้ และการทดสอบนี้ยังใช้ในการประเมินว่าการแพ้อาหารนั้นเป็นมากขึ้นหรือไม่ด้วย

และเนื่องจากการทดสอบการแพ้อาหารที่สงสัยโดยการทดลองรับประทานนี้สามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ที่รุนแรงได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญ ทำในสถานพยาบาล มียาและอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่มีความพร้อม

การจัดการและการรักษา

วิธีแรกในการจัดการกับการแพ้อาหารก็คือการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดการแพ้นั้น ก่อนการรับประทานอาหารจะต้องอ่านส่วนผสมที่ฉลากของผลิตภัณฑ์อาหารอย่างรอบคอบ และเรียนรู้ว่าอาหารที่คุณแพ้นั้นมีชื่อเรียกอื่นๆ อีกหรือไม่

ฉลากอาหารหลายผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยจะมีการระบุส่วนประกอบของอาหารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้บ่อยๆ 8 ชนิด คือ นม ไข่ ข้าวสาลี ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วต่างๆ ปลา และสัตว์น้ำจำพวกมีเปลือก ซึ่งจะเขียนไว้แม้ว่าจะเป็นเพียงสารเติมแต่งหรือสารแต่งกลิ่น

ผลิตภัณฑ์อาหารบางชนิด อาจเขียนด้วยคำที่แตกต่างกัน เช่น “อาจประกอบด้วย” “ผลิตจากเครื่องมือเดียวกัน” “ผลิตในโรงงานเดียวกัน” หรือข้อความอื่นๆ ที่สื่อได้ว่าอาจมีการเจือปนของอาหารที่มีโอกาสแพ้ได้สูงในผลิตภัณฑ์นั้น อย่างไรก็ตามหากคุณไม่มั่นใจหรือเกิดคำถามเกี่ยวกับอาหารและความปลอดภัยของอาหารที่คุณจะรับประทาน ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้นั้นดูเหมือนว่าพูดจะง่ายกว่าทำ ดังนั้นการอ่านข้อความบนฉลากอาหารจะช่วยให้การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ในอาหารนั้นง่ายขึ้นเล็กน้อย แต่อาหารบางอย่างพบได้บ่อยในชีวิตประจำวันและอาจหลีกเลี่ยงได้ยาก

นักโภชนาการอาจช่วยคุณได้ เพราะว่านักโภชนาการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารจะให้คำแนะนำในการหลีกเลี่ยงอาหารที่คุณแพ้ ในขณะเดียวกันก็จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าแม้คุณจะหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้คุณมีอาการแพ้แล้ว แต่คุณก็จะยังได้รับสารอาหารจำเป็นที่ครบถ้วน ตำราพิเศษ กลุ่มคน สังคมออนไลน์สำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับคุณได้

คนหลายคนที่เป็นโรคภูมิแพ้สงสัยว่าโรคนี้จะเป็นไปตลอดหรือไม่ ซึ่งยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในประเด็นนี้ การแพ้นม ไข่ ข้าวสาลี และถั่วเหลืองอาจหายไปได้เมื่อเวลาผ่านไป ในขณะที่การแพ้ถั่วลิสง, ถั่วชนิดอื่นๆ ปลา และสัตว์น้ำที่มีเปลือก มีแนวโน้มที่จะแพ้ไปตลอดชีวิต

การรับประทานอาหารนอกบ้าน

คุณจะต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องรับประทานอาหารนอกบ้าน พนักงานเสิร์ฟ รวมถึงพนักงานห้องครัวอาจไม่ทราบส่วนผสมของอาหารทุกจาน ทุกเมนูในร้านอาหารนั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับความไวในการแพ้ของคุณ บางครั้งเพียงแค่เดินเข้าไปในร้านอาหารหรือในห้องครัวก็อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้เกิดขึ้นได้

ดังนั้นคุณควรพกกระดาษจดเกี่ยวกับอาหารที่คุณแพ้และต้องหลีกเลี่ยง และเมื่อต้องไปสั่งอาหารรับประทานนอกบ้าน จะต้องบอกพนักงานเสิร์ฟเกี่ยวกับสิ่งที่คุณแพ้และขอคุยกับพ่อครัวแม่ครัวถ้าเป็นไปได้ โปรดใส่ใจว่าอาหารที่คุณแพ้อาจมีการปนเปื้อนอยู่บนจาน ชาม ช้อน ส้อม ได้ ดังนั้นจึงต้องมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้ได้รับการทำความสะอาดที่ดีก่อนบรรจุอาหารเสิร์ฟคุณ

ปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงที่มีอาการหลายระบบ (anaphylaxis)

อาการที่เกิดขึ้นจากการแพ้อาหารอาจเป็นได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อยจนถึงอาการรุนแรงถึงแก่ชีวิต ความรุนแรงของการเกิดอาการในแต่ละครั้งจะไม่สามารถคาดการณ์ได้ ในคนที่เคยมีอาการเพียงเล็กน้อยในครั้งก่อนอาจเกิดการแพ้อย่างรุนแรงในครั้งนี้ หรือที่เรียกว่า anaphylaxis ได้ ซึ่งจะทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ ความดันโลหิตต่ำลงอย่างมาก ด้วยเหตุนี้แพทย์จะไม่ชอบที่จะบอกผู้ป่วยว่ามีอาการแพ้อาหารในระดับเล็กน้อย หรือรุนแรง เพราะไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าในการเกิดการแพ้อาหารในครั้งถัดไปจะมีอาการรุนแรงมากน้อยเพียงใด

ยาฉีดอีพิเนฟฟิน (อะดรีนาลีน) เป็นยาทางเลือกแรกที่ใช้ในการรักษาปฏิกิริยาภูมิแพ้ชนิดรุนแรง (anaphylaxis) นี้ ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นหลังจากมีการสัมผัสสารก่อภูมิทำให้ร่างกายเกิดภาวะช็อกได้ ปฏิกิริยาการแพ้ที่รุนแรงนี้สามารถเกิดขึ้นภายในวินาที หรือ นาที หลังจากสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ และอาการจะแย่ลงอย่างรวดเร็วและอาจถึงแก่ชีวิตได้

เมื่อคุณได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะแพ้อาหาร แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาฉีดอีพิเนฟฟินแบบพกพา (epinephrine auto-injector) และสอนวิธีใช้ยานี้ให้กับคุณ และคุณควรได้รับเอกสารอธิบายเกี่ยวกับแผนการรักษา ยาที่คุณได้รับ และเมื่อไรที่ควรใช้ยานี้ อย่าลืมหมั่นตรวจสอบวันหมดอายุของยาฉีดอีพิเนฟฟินแบบพกพานี้เสมอ อาจใช้การจดบันทึกวันหมดอายุไว้ที่ปฏิทินก็ได้ และเมื่อใกล้หมดอายุให้สอบถามที่โรงพยาบาลเกี่ยวกับบริการเปลี่ยนยาตัวใหม่

ทุกคนที่มีอาการแพ้อาหารควรมียาฉีดอีพิเนฟฟินแบบพกพานี้อยู่ใกล้มือ และต้องแน่ใจเสมอว่ามียานี้เหลือพอให้ใช้สำหรับสองครั้ง เพราะว่าปฏิกิริยาการแพ้แบบรุนแรงอาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีกประมาณ 20% ของคนที่มีอาการ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่จะช่วยพยากรณ์ว่าใครอาจจะต้องใช้ยาอีพิเนฟฟินเป็นครั้งที่ 2 ดังนั้นคำแนะนำนี้จึงแนะนำสำหรับทุกคนที่แพ้อาหาร

ให้ใช้ยาฉีดอีพิเนฟฟินทันทีหากคุณมีอาการรุนแรงเกิดขึ้น เช่น หายใจหอบเหนื่อย หายใจสั้นๆ ถี่ๆ ไอซ้ำๆ ชีพจนเต้นอ่อน มีลมพิษ คอแข็ง หายใจลำบาก กลืนลำบาก หรือมีอาการหลายอาการจากบริเวณที่แตกต่างกันของร่างกาย เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน หรือบวมที่ผิวหนัง ร่วมกับอาเจียน ท้องเสีย หรือปวดท้อง การฉีดยาซ้ำอาจมีความจำเป็น ในขณะเดียวกันคุณควรโทรเรียกรถพยาบาล (หรือคนใกล้ตัวเป็นผู้โทร) โดยแจ้งให้โรงพยาบาลทราบว่าคุณได้ฉีดยาอีพิเนฟฟินแล้ว และอาจมีความจำเป็นต้องฉีดซ้ำ ซึ่งคุณควรอยู่ในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามนโยบายในการติดตามผู้ป่วยที่ได้รับยาฉีดอีพิเนฟฟินจะแตกต่างกันตามแต่ละโรงพยาบาล

ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าคุณจะตอบสนองกับอีพิเนฟฟินหรือไม่ ให้ใช้ยาฉีดนี้ทันที เพราะว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากยานี้มีมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหากไม่ได้รับยา

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากการใช้ยาฉีดอีพิเนฟฟินคือ วิตกกังวล, กระสับกระส่าย, เวียนศีรษะ และมึนงง ส่วนผลข้างเคียงที่พบได้น้อย ได้แก่ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจวาย ความดันโลหิตสูง และอาจมีของเหลวในปอด หากคุณมีโรคบางอย่างอยู่ก่อนแล้ว เช่น โรคหัวใจ หรือโรคเบาหวาน คุณอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงจากยาอีพิเนฟฟิน อย่างไรก็ตามยาอีพิเนฟฟินมีความปลอดภัยมากและเป็นยาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการรักษาอาการแพ้อย่างรุนแรง

คุณอาจได้รับยาอื่นๆ สำหรับรักษาอาการแพ้อาหาร แต่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องรู้ว่า ไม่มียาใดทดแทนยาอีพิเนฟฟินได้ เพราะยานี้เป็นยาเดียวสำหรับการรักษาปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงที่อันตรายถึงชีวิต (anaphylaxis)

การจัดการเกี่ยวกับการแพ้อาหารในเด็ก

การเกิดปฏิกิริยาแพ้อาหารที่รุนแรงถึงแก่ชีวิต หรือเกือบถึงแก่ชีวิต สามารถเกิดขึ้นที่โรงเรียนหรือสถานที่อื่นนอกจากบ้าน ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองของเด็กที่มีอาการแพ้อาหารจะต้องมั่นใจว่าโรงเรียนที่เด็กเรียนอยู่มีแผนจัดการในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น โดยแผนควรจะระบุถึงคำแนะนำในการป้องกัน และการจัดการเกี่ยวกับการแพ้อาหาร ซึ่งควรมีอยู่ในโรงเรียนและระหว่างกิจกรรม เช่น กิจกรรมกีฬา และการทัศนศึกษา หากเด็กในปกครองของคุณได้รับการจ่ายยาฉีดอีพิเนฟฟินชนิดพกพา คุณจะต้องมั่นใจว่าคุณครูหรือผู้ดูแลเด็กของคุณเข้าใจวิธีการใช้ยาฉีดชนิดนี้

สามารถป้องกันอาการแพ้อาหารได้หรือไม่?

ในปี พ.ศ.2556 (ค.ศ. 2013) สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (American Academy of Pediatrics) ได้ตีพิมพ์ข้อมูลการศึกษาที่สนับสนุนว่า การให้อาหารแข็ง (อาหารนอกเหนือจากนมแม่ หรือที่เรียกว่า solid foods) ในเด็กทารกอายุน้อยมากๆ จะส่งเสริมให้เกิดอาการแพ้อาหารได้ จึงไม่แนะนำในการให้อาหารแข็งนอกเหนือจากนมแม่ในทารกอายุน้อยกว่า 17 สัปดาห์ โดยแนะนำให้ทารกดูดนมแม่ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

คำถามที่พบบ่อย

มีวิธีการรักษาใดบ้างสำหรับการแพ้อาหาร?

ในปัจจุบันวิธีที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงอาหารที่คุณแพ้ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันกำลังมีการวิจัยเกี่ยวกับวิธีในการลดความไวต่อการแพ้อาหารอยู่ แม้ว่าจะไม่หายขาด แต่ก็จะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการแพ้ต่ออาหารได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย

หากสารก่อภูมิแพ้ตกค้างอยู่บนวัตถุใดๆ จะสามารถเกิดปฏิกิริยาการแพ้จากการสัมผัสวัตถุนั้นได้หรือไม่ เช่น สัมผัสเกมกระดาน หรือคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์

สามารถเกิดปฏิกิริยาการแพ้ได้ เพราะสารก่อภูมิแพ้สามารถตกค้างอยู่บนวัตถุใดๆ ได้ หากวัตถุนั้นไม่ได้รับการทำความสะอาดดีพอ การสัมผัสกับวัตถุที่มีสารก่อภูมิแพ้ที่คุณแพ้ตกค้างอยู่ อาจไม่มีอาการใดๆ เกิดขึ้น หรืออาจเกิดผื่นขึ้นที่ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสก็ได้ หากไม่มีการรับประทานเข้าไป มักไม่ค่อยมีโอกาสที่จะเกิดปฏิกิริยามากไปกว่านี้ แต่ถ้ามีการรับประทานเข้าไป อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ที่รุนแรงได้ (แต่ก็พบได้ไม่บ่อย) โดยส่วนใหญ่แล้วการล้างผิวหนังบริเวณที่สัมผัสจะหยุดการเกิดผื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับยารักษาใดๆ  มีการศึกษาหลายการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ถ้าคุณล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ ตลอดจนทำความสะอาดพื้นผิวของวัตถุต่างๆ อย่างทั่วถึงด้วยน้ำยาทำความสะอาด จะสามารถกำจัดสารก่อภูมิแพ้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเป็นเจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดจะไม่สามารถกำจัดสารก่อภูมิแพ้ออกไปจากผิวหนังได้

การแพ้อาหารสามารถพบในผู้ใหญ่ได้หรือไม่

ส่วนใหญ่แล้วการแพ้อาหารมักจะพบในเด็ก แต่ก็สามารถพบในผู้ใหญ่ได้ แต่ไม่มากนัก การแพ้อาหารในผู้ใหญ่ที่พบบ่อยที่สุดคือการแพ้สัตว์น้ำที่มีเปลือก ได้แก่ กุ้ง และ หอย และรวมถึง ถั่วต่างๆ และปลา ส่วนใหญ่แล้วผู้ใหญ่ที่มีการแพ้อาหารมักจะเคยแพ้อาหารชนิดนี้ในวัยเด็กอยู่แล้ว บางครั้งปฏิกิริยาการแพ้อาหารในผู้ใหญ่อาจไม่สามารถรู้ได้ เพราะสงสัยว่าเป็นโรคอื่นแทน เนื่องจากอาการบางอย่าง เช่น อาเจียน ท้องเสีย อาจเข้าใจผิดว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่หรืออาหารเป็นพิษแทน ผู้ใหญ่มักไม่ใส่ใจกับอาการที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ เพราะอาจลืมถึงคำเตือนที่สำคัญไป ซึ่งจะทำให้ผู้ใหญ่เหล่านั้นตกอยู่ในภาวะเสี่ยงหากพวกเขายังคงรับประทานอาหารเหล่านั้นต่อไป

การแพ้เกสรของผักและผลไม้ (oral allergy syndrome) สามารถพบได้ในผู้ใหญ่เช่นกัน ซึ่งเป็นปฏิกิริยาการแพ้เกสรของผักและผลไม้ดิบ รวมถึงถั่วบางชนิด ซึ่งนี่ไม่ใช่โรคแพ้อาหาร แม้ว่าอาการจะเกิดขึ้นจากการรับประทานอาหารก็ตาม แต่โรคนี้คือโรคแพ้เกสรของพืช โดยผู้ป่วยจะมีอาการได้แก่ คันที่ปากหรือลิ้น หรือมีการบวมของริมฝีปากหรือลิ้น แต่อาการมักเป็นอยู่ไม่นาน เพราะสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้จะถูกย่อยได้ง่าย และจะไม่มีอาการที่ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ซึ่งอาการเหล่านี้จะช่วยแยกความแตกต่างของโรคนี้จากโรคแพ้อาหารจริงๆ ได้

อาการแพ้อาหารจะหายไปได้หรือไม่ เมื่อโตขึ้น?

ได้ นี่คือสิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำ เด็กโดยทั่วไป (แต่ไม่ทั้งหมด) เมื่อโตขึ้นจะหายจากการแพ้นม ไข่ ถั่วเหลือง และข้าวสาลี ได้ สำหรับกรณีถั่วลิสง มีข้อมูลจากงานวิจัยว่าจะมีเด็กมากถึง 25% หายจากการแพ้ถั่วลิสงเมื่อโตขึ้น ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องคิดว่าอาการแพ้อาหารในบุตรหลานของคุณจะเป็นไปตลอดชีวิตของเด็ก ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะเป็นเช่นนี้ อย่างไรก็ตามถ้าอาการแพ้อาหารพบในผู้ใหญ่ โอกาสที่จะหายจากการแพ้จะน้อยกว่าการพบในวัยเด็ก  การแพ้อาหารในผู้ใหญ่มีแนวโน้มที่จะแพ้ไปตลอดชีวิต ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลจากงานวิจัยในผู้ใหญ่ที่มากเพียงพอที่จะบอกว่าทำไม

มีโอกาสที่จะเกิดปฏิกิริยาการแพ้แบบรุนแรงจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศหรือไม่?

แทบไม่มีเลย ไม่มีข้อมูลจากการศึกษาใดที่ยืนยันว่าสารก่อภูมิแพ้จากอาหารที่ลอยอยู่ในอากาศจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ อย่างไรก็ตามมีรายงานไม่กี่คนเกี่ยวกับผู้ป่วยที่แพ้ปลา และมีอาการแพ้เกิดขึ้นขณะที่มีคนปรุงอาหารจากปลาอยู่ใกล้ๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วการแพ้อาหารแบบรุนแรงจะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีการรับประทานอาหารที่แพ้เท่านั้น ผู้คนหลายคนที่แพ้ถั่วลิสงจะมีความกังวลเกี่ยวกับฝุ่นละลองจากถั่วลิสง เช่น บนเครื่องบิน ปฏิกิริยาการแพ้อาจเกิดขึ้นหลังจากมีการสัมผัสกับฝุ่นถั่วลิสงที่อาจอยู่บนถาดรองหรือพื้นผิวอื่นๆ มีการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า การเช็ดทำความสะอาดพื้นผิวเพื่อกำจัดฝุ่นละออง จะลดจำนวนคนที่มีปฏิกิริยาการแพ้ถั่วระหว่างการนั่งเครื่องบินได้

ต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไรในการตรวจการแพ้อาหาร?

จริงๆ แล้วก็เหมือนกับการตรวจอื่นๆ ที่ราคาค่าตรวจจะแตกต่างกันออกไปขึ้นกับโรงพยาบาลและวิธีการตรวจ โดยการตรวจภูมิแพ้นั้นไม่จำเป็นและไม่ใช้ในการคัดกรองการแพ้อาหาร แต่จะตรวจเมื่อคุณมีประวัติการแพ้อาหารเกิดขึ้นแล้ว เพื่อยืนยันว่าคุณแพ้อาหารจริง ดังนั้นคุณควรเข้ารับการตรวจก็ต่อเมื่อคุณเคยมีอาการแพ้อาหารเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น  โดยในการตรวจจะไม่ทำการทดสอบอาหารทุกชนิด แต่จะตรวจเฉพาะอาหารที่สงสัยว่าทำให้คุณเกิดอาการแพ้เกิดขึ้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้จะได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการทดสอบการแพ้อาหาร ดังนั้นแนะนำให้พบแพทย์ด้านโรคภูมิแพ้ หากคุณคิดว่าตัวคุณเองมีการแพ้อาหารเกิดขึ้น

กลูเทน (gluten) คืออะไร พบการแพ้กลูเทนได้บ่อยหรือไม่?

กลูเทนคือโปรตีนที่พบในธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวไรย์ บางคนที่มีการแพ้ข้าวสาลีอาจไม่ใช่การแพ้กลูเทนก็ได้ โรคแพ้กลูเทน หรือเรียกอีกอย่างว่า โรค celiac disease เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยจะมีอาการเกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร ซึ่งถือเป็นโรคร้ายแรงหากไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษา ผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสียรุนแรงหลังจากรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของกลูเทน มีผื่น น้ำหนักลดรุนแรง หรือไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้ และมีอาการปวดท้อง ถ้าในเด็กเล็กคุณจะสังเกตเห็นแค่เด็กไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักตัวได้ แต่จะไม่พบอาการปวดหรืออาการอื่นๆ การตรวจวินิจฉัยโรคนี้ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารเท่านั้น ซึ่งจะทำการวินิจฉัยเมื่อผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีกลูเทนเป็นส่วนประกอบ โดยการรักษาในปัจจุบันคือต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของกลูเทน

มีผู้คนจำนวนมากที่บอกตัวเองว่าตนเองแพ้กลูเทน ทำให้เกิดการจำกัดการบริโภคอาหารไป ทั้งที่ยังไม่เคยพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเลย ดังนั้นหากสงสัยว่าตนเองเป็นโรคแพ้กลูเทนหรือไม่ ควรเข้ารับการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินอาหาร เพื่อได้รับการวินิจฉัยที่แน่ชัด

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

เปนภูมิแพ้ทั้งแม่ละลูกควรทำยังไงดีค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ภูมิแพ้เกิดจากอะไรค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
โรคภูมิแพ้มีสิทธ์หายได้หรือไม่
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
น้ำมูกไหลตลอดต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ทำอย่างไรให้ภูมิแพ้หายขาด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่