ชนิดของภูมิแพ้ (Types of Allergies)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 18, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 16 นาที

ชนิดของภูมิแพ้ (Types of Allergies)

โรคภูมิแพ้ ซึ่งรวมถึงโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ เป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก โรคภูมิแพ้บางชนิดอาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันและลดคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

โรคภูมิแพ้มีหลายชนิด แบ่งได้ดังนี้

  • แพ้อาหาร (Food Allergy)
  • ภูมิแพ้ที่ผิวหนัง (Skin Allergy)
  • แพ้ฝุ่น (Dust Allergy)
  • แพ้แมลงกัดต่อย (Insect Sting Allergy)
  • แพ้สัตว์เลี้ยง (Pet allergies)
  • ภูมิแพ้ที่ดวงตา (Eye Allergy)
  • แพ้ยา (Drug Allergies)
  • จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis)
  • แพ้ยาง (Latex Allergy)
  • แพ้เชื้อรา (Mold Allergy)
  • การติดเชื้อที่โพรงไซนัส (Sinus Infection)
  • แพ้แมลงสาบ (Cockroach Allergy)

แพ้อาหาร (Food Allergy)

อาการแพ้อาหารจะเกิดขึ้นเมื่อกลไกการป้องกันตนเองตามธรรมชาติของร่างกายทำปฏิกิริยากับสารบางชนิดมากเกินไป โดยมองว่าสารนั้นเป็นผู้บุกรุกร่างกายและมีการส่งสารเคมีบางอย่างจากร่างกายเพื่อไปต่อสู้กับสารชนิดนั้น

มีผู้คนจำนวนมากที่มีอาการแพ้บางสิ่งบางอย่าง มีข้อมูลโดยประมาณว่าการแพ้อาหารพบมากถึง 4-6 % ในเด็ก และ 4% ในผู้ใหญ่

อาการแพ้อาหารพบบ่อยในเด็กทารกและวัยเด็ก แต่ก็สามารถพบได้ทุกช่วงอายุ คุณอาจเกิดการแพ้อาหารที่เคยกินมาเป็นเวลาหลายปีโดยที่ไม่เคยมีอาการแพ้เลยก็ได้

อาการ

ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเป็นระบบที่ทำให้คุณมีสุขภาพที่ดี โดยการต่อสู้กับการติดเชื้อและสิ่งที่อันตรายต่อสุขภาพอื่นๆ ปฏิกิริยาการแพ้อาหารเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำปฏิกิริยากับอาหารหรือสารที่อยู่ในอาหาร โดยมองว่าอาหารหรือสารเหล่านั้นเป็นสิ่งที่อันตรายต่อร่างกาย ทำให้เกิดการตอบสนองเพื่อป้องกันร่างกายเกิดขึ้น

แม้ว่าโรคภูมิแพ้มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในครอบครัวเดียวกันได้ แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะคาดเดาว่าเด็กจะเกิดการแพ้อาหารเหมือนพ่อแม่ หรือพี่น้องจะมีอาการแพ้อาหารเหมือนกันหรือไม่ แต่ก็มีข้อมูลจากงานวิจัยบางงานวิจัยที่บอกว่าน้องของเด็กที่แพ้ถั่วลิสง ก็จะมีอาการแพ้ถั่วลิสงเหมือนกันได้

อาการของการแพ้อาหารจะมีตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงระดับรุนแรง อาการแพ้อาหารเริ่มแรกที่มีอาการเพียงเล็กน้อย ไม่ได้หมายความว่าปฏิกิริยาการแพ้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะเป็นแบบนี้ไปตลอด อาการแพ้อาหารที่มีอาการเล็กน้อยในครั้งแรก อาจพัฒนาเป็นอาการแพ้รุนแรงในครั้งถัดๆ ไปได้

ปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่รุนแรงจะมีอาการหลายระบบในร่างกาย หรือเรียกว่า anaphylaxis ซึ่งเป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่อันตรายถึงชีวิต ทำให้ระบบหายใจผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำลงอย่างมาก ทำให้ส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ โดยปฏิกิริยานี้อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาทีหลังสัมผัสกับอาหารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ โดยปฏิกิริยานี้ทำให้เสียชีวิตได้ และต้องได้รับการรักษาอย่างเร็วที่สุดโดยการใช้ยาฉีดอีพิเนฟฟิน (อะดรีนาลีน) (epipephrine (adrenaline))

อาหารใดๆ ก็ตามสามารถทำให้เกิดอาหารแพ้ได้ แต่อาหาร 8 ชนิดต่อไปนี้เป็นอาหารที่ก่อให้เกิดอาหารแพ้ได้ประมาณ 90% ของการแพ้อาหารทั้งหมด

  • ไข่
  • นม
  • ถั่วลิสง (ถั่วที่เติบโตอยู่ใต้ดิน)
  • ถั่วที่เติบโตบนดิน เช่น อัลมอนต์, ฮาเซลนัท, วอลนัท, มะม่วงหิมพานต์, แมคคาดาเมีย, เกาลัด, พิสตาชิโอ
  • ปลา
  • สัตว์น้ำจำพวกมีเปลือก เช่น กุ้ง หอย ปู
  • ข้าวสาลี
  • ถั่วเหลือง

เมล็ดพืชบางชนิด เช่น งา และเมล็ดมัสตาร์ด (ส่วนประกอบหลักของซอสมัสตาร์ด) เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อย และถือเป็นสารก่อภูมิแพ้หลักที่พบบ่อยในบางประเทศ

ปฏิกิริยาการแพ้อาหารอาจมีอาการทางผิวหนัง, ระบบทางเดินอาหาร, ระบบหัวใจหลอดเลือด และระบบทางเดินหายใจ โดยสามารถทำให้เกิดอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังนี้:

  • อาเจียน และ/หรือ ปวดท้อง
  • ลมพิษ
  • หายใจถี่ หอบเหนื่อย
  • หายใจมีเสียงวี้ด
  • มีอาการไอซ้ำๆ
  • ช็อก หรือระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว
  • จุกแน่นคอ กลืนลำบาก
  • ลิ้นบวม ทำให้ส่งผลต่อการพูดหรือการหายใจ
  • ชีพจรอ่อน
  • ผิวหนังมีสีซีดหรือสีฟ้า
  • เวียนศีรษะ หรือรู้สึกจะเป็นลม
  • Anaphylaxis คือการแพ้อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นปฏิริยาการแพ้ที่อันตรายต่อชีวิต ทำให้เกิดปัญหาต่อการหายใจ ทำให้ร่างกายเกิดอาการช็อก มีอาการหลายระบบในร่างกาย (เช่น ปวดท้องพร้อมกับอาการผื่นคันทั่วตัว)

ส่วนใหญ่แล้วอาการที่สัมพันธ์กับอาหารจะเกิดขึ้นภายใน 2 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารนั้น และบ่อยครั้งอาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาที มีบางกรณีที่พบได้น้อยมากคืออาจเกิดขึ้นช้ามากถึง 4-6 ชั่วโมงหรือนานกว่านั้น การตอบสนองที่ช้านี้มักพบได้ในเด็กที่มีอาการผื่นผิวหนังอักเสบ (eczema) จากการแพ้อาหาร

สำหรับปฏิกิริยาการแพ้อาหารที่ตอบสนองช้าอื่น คือ การแพ้โปรตีนในอาหารที่ทำให้เกิดลำไส้อักเสบ (food protein-induced enterocolitis syndrome) โดยจะมีอาการทางระบบทางเดินอาหารที่รุนแรง เกิดขึ้นภายใน 2-6 ชั่วโมงหลังจากรับประทาน นม, ถั่วเหลือง, ธัญพืชบางชนิด และเนื้อสัตว์บางชนิด อาการแพ้ชนิดนี้พบได้บ่อยในเด็กทารกที่รับประทานอาหารเหล่านี้เป็นครั้งแรกหรือเด็กที่กำลังหย่านม ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ชนิดนี้จะมีอาการอาเจียนซ้ำ โดยจะทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ ในบางกรณีทารกจะมีท้องเสียปนเลือด โรคแพ้โปรตีนในอาหารนี้จะคล้ายกับการติดเชื้อไวรัสหรือการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้การวินิจฉัยโรคอาจล่าช้าออกไป หากผู้ป่วยมีการแพ้โปรตีนและมีอาการเกิดขึ้น ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ

ไม่ใช่ทุกคนที่เคยเกิดอาการหลังจากรับประทานอาหารบางชนิดจะเกิดการแพ้อาหารหรือจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารนั้นอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น บางคนอาจมีอาการคันปากและลำคอหลังจากรับประทานผักหรือผลไม้ดิบ ที่ยังไม่ผ่านการปรุงให้สุก ซึ่งอาจหมายถึงว่าเป็นอาการแพ้ภายในช่องปากที่เกิดจากเกสรของพืช (ไม่ได้เกิดจากอาหาร) โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะตอบสนองเป็นการแพ้ต่อเกสรของพืชนี้ โดยเกสรนี้สามารถถูกทำลายโดยความร้อน ดังนั้นหากนำอาหารนี้ไปทำให้สุกโดยการผ่านความร้อน ก็สามารถรับประทานอาหารนี้ได้โดยไม่เกิดอาการแพ้ขึ้น

สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการ

หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้อาหาร วิธีในการรักษาที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้นๆ อาหารที่เกี่ยวข้องกับอาการแพ้อาหารในเด็กที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • นม
  • ไข่
  • ถั่วลิสง

ในวัยเด็กอาจจะแสดงอาการแพ้นมและไข่ได้มากกว่าวัยโต แต่สำหรับอาหารประเภททั่ว ถ้าเคยแพ้แล้ว จะแพ้แบบนี้ไปตลอด

สารก่อภูมิแพ้จากอาหารที่พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่:

  • เกสรของผักและผลไม้ (oral allergy syndrome)
  • ถั่วลิสง และถั่วอื่นๆ ที่เติบโตบนดิน เช่น อัลมอนต์, ฮาเซลนัท, วอลนัท, เม็ดมะม่วงหิมพานต์, แมคคาดาเมีย, เกาลัด, พิสตาชิโอ
  • ปลา และ สัตว์น้ำจำพวกมีเปลือก เช่น กุ้ง หอย ปู

ในผู้ที่มีอาการแพ้อาหารอย่างหนึ่ง อาจมีโอกาสที่จะแพ้อาหารที่มีความเกี่ยวข้องหรือคล้ายๆ กันได้ด้วย ผู้ที่แพ้ถั่วชนิดหนึ่ง ก็อาจแพ้ถั่วชนิดอื่นๆ ด้วย เราเรียกว่าการแพ้ข้ามกัน หรือ cross-reactive เช่น แพ้ถั่วลิสง ก็อาจแพ้ถั่ววอลนัท อัลมอนต์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ได้ด้วย ผู้ที่แพ้กุ้งก็อาจจะแพ้ปูและแพ้กุ้งล็อบสเตอร์ได้ด้วย

การเรียนรู้ว่าอาหารอะไรบ้างที่มีโอกาสทำให้แพ้ได้ อะไรบ้างที่ต้องหลีกเลี่ยง เป็นเหตุผลที่สำคัญว่าทำไมผู้ป่วยโรคแพ้อาหารจึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ การพิจารณาการแพ้ข้ามกันระหว่างอาหารจะไม่ตรงไปตรงมา ในการทดสอบการแพ้อาหารที่มาจากกลุ่มเดียวกันอาจไม่ใช่ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงเพียงพอ หลายๆ ครั้งที่ผลการทดสอบของสารสองชนิดในกลุ่มเดียวกันให้ผลบวก แต่ถ้าคุณเคยรับประทานอาหารนั้นในอดีตแล้วไม่เป็นอะไร นั่นแสดงว่าคุณอาจไม่เกิดอาการแพ้ข้ามกัน ทำให้ไม่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากกลุ่มเดียวกันนั้น

การทดสอบที่ให้ผลลบจะมีประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ ถ้าหากผลการทดสอบการแพ้ให้ผลบวกต่ออาหารที่ไม่เคยรับประทานมาก่อน แต่เป็นอาหารที่สัมพันธ์กับอาหารที่เคยแพ้มาก่อน โดยจะใช้พิจารณาร่วมกับการทดสอบการแพ้อาหารที่สงสัยโดยการให้ลองรับประทาน (oral food challenge test) ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากในการช่วยบอกว่าอาหารนั้นเป็นอันตรายต่อคุณหรือไม่

การวินิจฉัยการแพ้อาหาร

การแพ้อาหารจะทำให้เกิดปฏิกิริยาบางอย่างทุกครั้งที่รับประทานอาหารที่เป็นสิ่งกระตุ้น โดยอาการที่เกิดขึ้นจะแตกต่างตามแต่ละบุคคล และคุณอาจไม่จำเป็นต้องเกิดอาการเหมือนๆ ในทุกครั้งที่เกิดการแพ้ ปฏิกิริยาการแพ้อาหารจะส่งผลต่อผิวหนัง, ระบบทางเดินหายใจ, ระบบทางเดินอาหาร และระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดการณ์ว่าการเกิดปฏิกิริยาการแพ้ในครั้งต่อไปจะรุนแรงเพียงใด และผู้ป่วยทุกรายที่แพ้อาหารควรได้รับคำปรึกษาเกี่ยวกับความเสี่ยงของการเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่รุนแรงที่มีอาการหลายระบบในร่างกาย หรือที่เรียกว่า anaphylaxis ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่อันตรายถึงชีวิตซึ่งต้องได้รับการรักษาด้วยยาอีพิเนฟฟิน (อะดรีนาลีน)

การแพ้อาหารสามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุ แต่อายุที่พบได้บ่อยจะเป็นช่วงวัยเด็ก หากคุณสงสัยว่าคุณมีการแพ้อาหารเกิดขึ้น ให้เข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ ซึ่งแพทย์จะเก็บข้อมูลประวัติครอบครัว ประวัติทางการแพทย์ของคุณ และตัดสินใจให้คุณตรวจเพิ่มเติม เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาใช้ในการตัดสินว่าคุณมีการแพ้อาหารหรือไม่

ในการวินิจฉัยการแพ้อาหาร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้จะถามคำถามคุณเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ และอาการที่คุณเป็น โปรดเตรียมตัวสำหรับการตอบคำถามดังต่อไปนี้

  • สิ่งที่คุณรับประทานคืออะไร และปริมาณเท่าไร
  • ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าที่จะเกิดอาการขึ้น 
  • มีอาการอย่างไรบ้าง และอาการนั้นเป็นอยู่นานเท่าไร

ภายหลังจากรวบรวมประวัติทั้งหมดแล้ว แพทย์อาจให้คุณทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (skin tests) และ/หรือ ตรวจเลือดหาสารภูมิต้านทานต่อการแพ้อาหาร หรือเรียกว่า อิมมูโนโกบูลิน อี (immunoglobulin E, IgE) เรียกย่อๆ ว่า ตรวจหาสาร “ไอ จี อี”

  • การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin-prick tests): การทดสอบนี้จะทราบผลภายในเวลาประมาณ 20 นาที โดยจะหยดของเหลวที่มีส่วนผสมของสารก่อภูมิแพ้ปริมาณเล็กน้อยบนผิวหนังหรือบนแผ่นหลัง หลังจากนั้นจะใช้หัวเข็มขนาดเล็กที่ปราศจากเชื้อทำการสะกิดที่ผิวหนังเพื่อให้ของเหลวนั้นซึมเข้าไปใต้ผิวหนังได้ การทดสอบไม่เจ็บ แต่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัวได้ ผลการทดสอบเป็นบวก หมายถึงเกิดรอยบวมนูนขึ้นที่ผิวหนัง (คล้ายกับการโดนยุงกัด) ซึ่งหากมีการบวมขึ้นที่ตำแหน่งของสารก่อภูมิแพ้ใด แสดงว่าตัวเรานั้นแพ้สารก่อภูมิแพ้นั้นๆ อย่างไรก็ตามในการทดสอบจะมีการควบคุมการทดสอบ โดยการหยดของเหลวที่ปราศจากสารก่อภูมิแพ้และทำการสะกิดผิวหนังไว้ด้วย ซึ่งจะต้องไม่มีรอยบวมนูนที่บริเวณนี้ ทำให้สามารถเปรียบเทียบผลกับบริเวณที่มีสารก่อภูมิแพ้ได้อย่างชัดเจน
  • การตรวจเลือด: การตรวจวิธีนี้จะแม่นยำน้อยกว่าการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังเล็กน้อย ซึ่งจะเป็นการตรวจหาสาร ไอจีอี แอนตี้บอดี้ (IgE antibody) หรือสารภูมิต้านทานการแพ้ต่ออาหาร การตรวจวิธีนี้จะให้ผลเป็นตัวเลข ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์จึงจะทราบผลตรวจ

แพทย์จะใช้ข้อมูลจากผลการตรวจเหล่านี้ในการตัดสินใจวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ให้กับคุณ โดยผลการตรวจที่เป็นลบจะมีประโยชน์ในการช่วยแยกโรคให้ได้ว่าคุณไม่ได้แพ้สิ่งใด

 ในบางกรณีแพทย์อาจให้คุณทำการทดสอบการแพ้อาหารที่สงสัยโดยการให้ลองรับประทาน (oral food challenge test) ซึ่งการทดสอบนี้เป็นวิธีที่แม่นยำที่จะให้การวินิฉัยว่าคุณแพ้อาหารหรือไม่ การทดสอบนี้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยจะให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่สงสัยว่าทำให้เกิดอาการแพ้ในปริมาณเล็กน้อยและค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โดยจะทำการติดตามไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง (ไม่กี่ชั่วโมง) เพื่อดูว่ามีปฏิกิริยาการแพ้เกิดขึ้นหรือไม่ การทดสอบนี้จะมีประโยชน์ในกรณีที่ประวัติของผู้ป่วยไม่ชัดเจน หรือผลจากการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังหรือการตรวจเลือดไม่สามารถสรุปได้ และการทดสอบนี้ยังใช้ในการประเมินว่าการแพ้อาหารนั้นเป็นมากขึ้นหรือไม่ด้วย

และเนื่องจากการทดสอบการแพ้อาหารที่สงสัยโดยการทดลองรับประทานนี้สามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ที่รุนแรงได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญ ทำในสถานพยาบาล มียาและอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่มีความพร้อม

การจัดการและการรักษา

วิธีแรกในการจัดการกับการแพ้อาหารก็คือการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ก่อให้เกิดการแพ้นั้น ก่อนการรับประทานอาหารจะต้องอ่านส่วนผสมที่ฉลากของผลิตภัณฑ์อาหารอย่างรอบคอบ และเรียนรู้ว่าอาหารที่คุณแพ้นั้นมีชื่อเรียกอื่นๆ อีกหรือไม่

ฉลากอาหารหลายผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยจะมีการระบุส่วนประกอบของอาหารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้บ่อยๆ 8 ชนิด คือ นม ไข่ ข้าวสาลี ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วต่างๆ ปลา และสัตว์น้ำจำพวกมีเปลือก ซึ่งจะเขียนไว้แม้ว่าจะเป็นเพียงสารเติมแต่งหรือสารแต่งกลิ่น

ผลิตภัณฑ์อาหารบางชนิด อาจเขียนด้วยคำที่แตกต่างกัน เช่น “อาจประกอบด้วย” “ผลิตจากเครื่องมือเดียวกัน” “ผลิตในโรงงานเดียวกัน” หรือข้อความอื่นๆ ที่สื่อได้ว่าอาจมีการเจือปนของอาหารที่มีโอกาสแพ้ได้สูงในผลิตภัณฑ์นั้น อย่างไรก็ตามหากคุณไม่มั่นใจหรือเกิดคำถามเกี่ยวกับอาหารและความปลอดภัยของอาหารที่คุณจะรับประทาน ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้นั้นดูเหมือนว่าพูดจะง่ายกว่าทำ ดังนั้นการอ่านข้อความบนฉลากอาหารจะช่วยให้การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ในอาหารนั้นง่ายขึ้นเล็กน้อย แต่อาหารบางอย่างพบได้บ่อยในชีวิตประจำวันและอาจหลีกเลี่ยงได้ยาก

นักโภชนาการอาจช่วยคุณได้ เพราะว่านักโภชนาการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารจะให้คำแนะนำในการหลีกเลี่ยงอาหารที่คุณแพ้ ในขณะเดียวกันก็จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าแม้คุณจะหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้คุณมีอาการแพ้แล้ว แต่คุณก็จะยังได้รับสารอาหารจำเป็นที่ครบถ้วน ตำราพิเศษ กลุ่มคน สังคมออนไลน์สำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับคุณได้

คนหลายคนที่เป็นโรคภูมิแพ้สงสัยว่าโรคนี้จะเป็นไปตลอดหรือไม่ ซึ่งยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในประเด็นนี้ การแพ้นม ไข่ ข้าวสาลี และถั่วเหลืองอาจหายไปได้เมื่อเวลาผ่านไป ในขณะที่การแพ้ถั่วลิสง, ถั่วชนิดอื่นๆ ปลา และสัตว์น้ำที่มีเปลือก มีแนวโน้มที่จะแพ้ไปตลอดชีวิต

การรับประทานอาหารนอกบ้าน

คุณจะต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องรับประทานอาหารนอกบ้าน พนักงานเสิร์ฟ รวมถึงพนักงานห้องครัวอาจไม่ทราบส่วนผสมของอาหารทุกจาน ทุกเมนูในร้านอาหารนั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับความไวในการแพ้ของคุณ บางครั้งเพียงแค่เดินเข้าไปในร้านอาหารหรือในห้องครัวก็อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้เกิดขึ้นได้

ดังนั้นคุณควรพกกระดาษจดเกี่ยวกับอาหารที่คุณแพ้และต้องหลีกเลี่ยง และเมื่อต้องไปสั่งอาหารรับประทานนอกบ้าน จะต้องบอกพนักงานเสิร์ฟเกี่ยวกับสิ่งที่คุณแพ้และขอคุยกับพ่อครัวแม่ครัวถ้าเป็นไปได้ โปรดใส่ใจว่าอาหารที่คุณแพ้อาจมีการปนเปื้อนอยู่บนจาน ชาม ช้อน ส้อม ได้ ดังนั้นจึงต้องมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้ได้รับการทำความสะอาดที่ดีก่อนบรรจุอาหารเสิร์ฟคุณ

ปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงที่มีอาการหลายระบบ (anaphylaxis)

อาการที่เกิดขึ้นจากการแพ้อาหารอาจเป็นได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อยจนถึงอาการรุนแรงถึงแก่ชีวิต ความรุนแรงของการเกิดอาการในแต่ละครั้งจะไม่สามารถคาดการณ์ได้ ในคนที่เคยมีอาการเพียงเล็กน้อยในครั้งก่อนอาจเกิดการแพ้อย่างรุนแรงในครั้งนี้ หรือที่เรียกว่า anaphylaxis ได้ ซึ่งจะทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ ความดันโลหิตต่ำลงอย่างมาก ด้วยเหตุนี้แพทย์จะไม่ชอบที่จะบอกผู้ป่วยว่ามีอาการแพ้อาหารในระดับเล็กน้อย หรือรุนแรง เพราะไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าในการเกิดการแพ้อาหารในครั้งถัดไปจะมีอาการรุนแรงมากน้อยเพียงใด

ยาฉีดอีพิเนฟฟิน (อะดรีนาลีน) เป็นยาทางเลือกแรกที่ใช้ในการรักษาปฏิกิริยาภูมิแพ้ชนิดรุนแรง (anaphylaxis) นี้ ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นหลังจากมีการสัมผัสสารก่อภูมิทำให้ร่างกายเกิดภาวะช็อกได้ ปฏิกิริยาการแพ้ที่รุนแรงนี้สามารถเกิดขึ้นภายในวินาที หรือ นาที หลังจากสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ และอาการจะแย่ลงอย่างรวดเร็วและอาจถึงแก่ชีวิตได้

เมื่อคุณได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะแพ้อาหาร แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาฉีดอีพิเนฟฟินแบบพกพา (epinephrine auto-injector) และสอนวิธีใช้ยานี้ให้กับคุณ และคุณควรได้รับเอกสารอธิบายเกี่ยวกับแผนการรักษา ยาที่คุณได้รับ และเมื่อไรที่ควรใช้ยานี้ อย่าลืมหมั่นตรวจสอบวันหมดอายุของยาฉีดอีพิเนฟฟินแบบพกพานี้เสมอ อาจใช้การจดบันทึกวันหมดอายุไว้ที่ปฏิทินก็ได้ และเมื่อใกล้หมดอายุให้สอบถามที่โรงพยาบาลเกี่ยวกับบริการเปลี่ยนยาตัวใหม่

ทุกคนที่มีอาการแพ้อาหารควรมียาฉีดอีพิเนฟฟินแบบพกพานี้อยู่ใกล้มือ และต้องแน่ใจเสมอว่ามียานี้เหลือพอให้ใช้สำหรับสองครั้ง เพราะว่าปฏิกิริยาการแพ้แบบรุนแรงอาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีกประมาณ 20% ของคนที่มีอาการ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่จะช่วยพยากรณ์ว่าใครอาจจะต้องใช้ยาอีพิเนฟฟินเป็นครั้งที่ 2 ดังนั้นคำแนะนำนี้จึงแนะนำสำหรับทุกคนที่แพ้อาหาร

ให้ใช้ยาฉีดอีพิเนฟฟินทันทีหากคุณมีอาการรุนแรงเกิดขึ้น เช่น หายใจหอบเหนื่อย หายใจสั้นๆ ถี่ๆ ไอซ้ำๆ ชีพจนเต้นอ่อน มีลมพิษ คอแข็ง หายใจลำบาก กลืนลำบาก หรือมีอาการหลายอาการจากบริเวณที่แตกต่างกันของร่างกาย เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน หรือบวมที่ผิวหนัง ร่วมกับอาเจียน ท้องเสีย หรือปวดท้อง การฉีดยาซ้ำอาจมีความจำเป็น ในขณะเดียวกันคุณควรโทรเรียกรถพยาบาล (หรือคนใกล้ตัวเป็นผู้โทร) โดยแจ้งให้โรงพยาบาลทราบว่าคุณได้ฉีดยาอีพิเนฟฟินแล้ว และอาจมีความจำเป็นต้องฉีดซ้ำ ซึ่งคุณควรอยู่ในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามนโยบายในการติดตามผู้ป่วยที่ได้รับยาฉีดอีพิเนฟฟินจะแตกต่างกันตามแต่ละโรงพยาบาล

ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าคุณจะตอบสนองกับอีพิเนฟฟินหรือไม่ ให้ใช้ยาฉีดนี้ทันที เพราะว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากยานี้มีมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหากไม่ได้รับยา

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากการใช้ยาฉีดอีพิเนฟฟินคือ วิตกกังวล, กระสับกระส่าย, เวียนศีรษะ และมึนงง ส่วนผลข้างเคียงที่พบได้น้อย ได้แก่ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจวาย ความดันโลหิตสูง และอาจมีของเหลวในปอด หากคุณมีโรคบางอย่างอยู่ก่อนแล้ว เช่น โรคหัวใจ หรือโรคเบาหวาน คุณอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงจากยาอีพิเนฟฟิน อย่างไรก็ตามยาอีพิเนฟฟินมีความปลอดภัยมากและเป็นยาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการรักษาอาการแพ้อย่างรุนแรง

คุณอาจได้รับยาอื่นๆ สำหรับรักษาอาการแพ้อาหาร แต่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องรู้ว่า ไม่มียาใดทดแทนยาอีพิเนฟฟินได้ เพราะยานี้เป็นยาเดียวสำหรับการรักษาปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงที่อันตรายถึงชีวิต (anaphylaxis)

การจัดการเกี่ยวกับการแพ้อาหารในเด็ก

การเกิดปฏิกิริยาแพ้อาหารที่รุนแรงถึงแก่ชีวิต หรือเกือบถึงแก่ชีวิต สามารถเกิดขึ้นที่โรงเรียนหรือสถานที่อื่นนอกจากบ้าน ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครองของเด็กที่มีอาการแพ้อาหารจะต้องมั่นใจว่าโรงเรียนที่เด็กเรียนอยู่มีแผนจัดการในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น โดยแผนควรจะระบุถึงคำแนะนำในการป้องกัน และการจัดการเกี่ยวกับการแพ้อาหาร ซึ่งควรมีอยู่ในโรงเรียนและระหว่างกิจกรรม เช่น กิจกรรมกีฬา และการทัศนศึกษา หากเด็กในปกครองของคุณได้รับการจ่ายยาฉีดอีพิเนฟฟินชนิดพกพา คุณจะต้องมั่นใจว่าคุณครูหรือผู้ดูแลเด็กของคุณเข้าใจวิธีการใช้ยาฉีดชนิดนี้

สามารถป้องกันอาการแพ้อาหารได้หรือไม่?

ในปี พ.ศ.2556 (ค.ศ. 2013) สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (American Academy of Pediatrics) ได้ตีพิมพ์ข้อมูลการศึกษาที่สนับสนุนว่า การให้อาหารแข็ง (อาหารนอกเหนือจากนมแม่ หรือที่เรียกว่า solid foods) ในเด็กทารกอายุน้อยมากๆ จะส่งเสริมให้เกิดอาการแพ้อาหารได้ จึงไม่แนะนำในการให้อาหารแข็งนอกเหนือจากนมแม่ในทารกอายุน้อยกว่า 17 สัปดาห์ โดยแนะนำให้ทารกดูดนมแม่ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

คำถามที่พบบ่อย

มีวิธีการรักษาใดบ้างสำหรับการแพ้อาหาร?

ในปัจจุบันวิธีที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงอาหารที่คุณแพ้ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันกำลังมีการวิจัยเกี่ยวกับวิธีในการลดความไวต่อการแพ้อาหารอยู่ แม้ว่าจะไม่หายขาด แต่ก็จะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการแพ้ต่ออาหารได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย

หากสารก่อภูมิแพ้ตกค้างอยู่บนวัตถุใดๆ จะสามารถเกิดปฏิกิริยาการแพ้จากการสัมผัสวัตถุนั้นได้หรือไม่ เช่น สัมผัสเกมกระดาน หรือคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์

สามารถเกิดปฏิกิริยาการแพ้ได้ เพราะสารก่อภูมิแพ้สามารถตกค้างอยู่บนวัตถุใดๆ ได้ หากวัตถุนั้นไม่ได้รับการทำความสะอาดดีพอ การสัมผัสกับวัตถุที่มีสารก่อภูมิแพ้ที่คุณแพ้ตกค้างอยู่ อาจไม่มีอาการใดๆ เกิดขึ้น หรืออาจเกิดผื่นขึ้นที่ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสก็ได้ หากไม่มีการรับประทานเข้าไป มักไม่ค่อยมีโอกาสที่จะเกิดปฏิกิริยามากไปกว่านี้ แต่ถ้ามีการรับประทานเข้าไป อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ที่รุนแรงได้ (แต่ก็พบได้ไม่บ่อย) โดยส่วนใหญ่แล้วการล้างผิวหนังบริเวณที่สัมผัสจะหยุดการเกิดผื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับยารักษาใดๆ  มีการศึกษาหลายการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ถ้าคุณล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ ตลอดจนทำความสะอาดพื้นผิวของวัตถุต่างๆ อย่างทั่วถึงด้วยน้ำยาทำความสะอาด จะสามารถกำจัดสารก่อภูมิแพ้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเป็นเจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดจะไม่สามารถกำจัดสารก่อภูมิแพ้ออกไปจากผิวหนังได้

การแพ้อาหารสามารถพบในผู้ใหญ่ได้หรือไม่

ส่วนใหญ่แล้วการแพ้อาหารมักจะพบในเด็ก แต่ก็สามารถพบในผู้ใหญ่ได้ แต่ไม่มากนัก การแพ้อาหารในผู้ใหญ่ที่พบบ่อยที่สุดคือการแพ้สัตว์น้ำที่มีเปลือก ได้แก่ กุ้ง และ หอย และรวมถึง ถั่วต่างๆ และปลา ส่วนใหญ่แล้วผู้ใหญ่ที่มีการแพ้อาหารมักจะเคยแพ้อาหารชนิดนี้ในวัยเด็กอยู่แล้ว บางครั้งปฏิกิริยาการแพ้อาหารในผู้ใหญ่อาจไม่สามารถรู้ได้ เพราะสงสัยว่าเป็นโรคอื่นแทน เนื่องจากอาการบางอย่าง เช่น อาเจียน ท้องเสีย อาจเข้าใจผิดว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่หรืออาหารเป็นพิษแทน ผู้ใหญ่มักไม่ใส่ใจกับอาการที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ เพราะอาจลืมถึงคำเตือนที่สำคัญไป ซึ่งจะทำให้ผู้ใหญ่เหล่านั้นตกอยู่ในภาวะเสี่ยงหากพวกเขายังคงรับประทานอาหารเหล่านั้นต่อไป

การแพ้เกสรของผักและผลไม้ (oral allergy syndrome) สามารถพบได้ในผู้ใหญ่เช่นกัน ซึ่งเป็นปฏิกิริยาการแพ้เกสรของผักและผลไม้ดิบ รวมถึงถั่วบางชนิด ซึ่งนี่ไม่ใช่โรคแพ้อาหาร แม้ว่าอาการจะเกิดขึ้นจากการรับประทานอาหารก็ตาม แต่โรคนี้คือโรคแพ้เกสรของพืช โดยผู้ป่วยจะมีอาการได้แก่ คันที่ปากหรือลิ้น หรือมีการบวมของริมฝีปากหรือลิ้น แต่อาการมักเป็นอยู่ไม่นาน เพราะสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้จะถูกย่อยได้ง่าย และจะไม่มีอาการที่ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ซึ่งอาการเหล่านี้จะช่วยแยกความแตกต่างของโรคนี้จากโรคแพ้อาหารจริงๆ ได้

อาการแพ้อาหารจะหายไปได้หรือไม่ เมื่อโตขึ้น?

ได้ นี่คือสิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำ เด็กโดยทั่วไป (แต่ไม่ทั้งหมด) เมื่อโตขึ้นจะหายจากการแพ้นม ไข่ ถั่วเหลือง และข้าวสาลี ได้ สำหรับกรณีถั่วลิสง มีข้อมูลจากงานวิจัยว่าจะมีเด็กมากถึง 25% หายจากการแพ้ถั่วลิสงเมื่อโตขึ้น ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องคิดว่าอาการแพ้อาหารในบุตรหลานของคุณจะเป็นไปตลอดชีวิตของเด็ก ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะเป็นเช่นนี้ อย่างไรก็ตามถ้าอาการแพ้อาหารพบในผู้ใหญ่ โอกาสที่จะหายจากการแพ้จะน้อยกว่าการพบในวัยเด็ก  การแพ้อาหารในผู้ใหญ่มีแนวโน้มที่จะแพ้ไปตลอดชีวิต ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลจากงานวิจัยในผู้ใหญ่ที่มากเพียงพอที่จะบอกว่าทำไม

มีโอกาสที่จะเกิดปฏิกิริยาการแพ้แบบรุนแรงจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศหรือไม่?

แทบไม่มีเลย ไม่มีข้อมูลจากการศึกษาใดที่ยืนยันว่าสารก่อภูมิแพ้จากอาหารที่ลอยอยู่ในอากาศจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ อย่างไรก็ตามมีรายงานไม่กี่คนเกี่ยวกับผู้ป่วยที่แพ้ปลา และมีอาการแพ้เกิดขึ้นขณะที่มีคนปรุงอาหารจากปลาอยู่ใกล้ๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วการแพ้อาหารแบบรุนแรงจะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีการรับประทานอาหารที่แพ้เท่านั้น ผู้คนหลายคนที่แพ้ถั่วลิสงจะมีความกังวลเกี่ยวกับฝุ่นละลองจากถั่วลิสง เช่น บนเครื่องบิน ปฏิกิริยาการแพ้อาจเกิดขึ้นหลังจากมีการสัมผัสกับฝุ่นถั่วลิสงที่อาจอยู่บนถาดรองหรือพื้นผิวอื่นๆ มีการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า การเช็ดทำความสะอาดพื้นผิวเพื่อกำจัดฝุ่นละออง จะลดจำนวนคนที่มีปฏิกิริยาการแพ้ถั่วระหว่างการนั่งเครื่องบินได้

ต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไรในการตรวจการแพ้อาหาร?

จริงๆ แล้วก็เหมือนกับการตรวจอื่นๆ ที่ราคาค่าตรวจจะแตกต่างกันออกไปขึ้นกับโรงพยาบาลและวิธีการตรวจ โดยการตรวจภูมิแพ้นั้นไม่จำเป็นและไม่ใช้ในการคัดกรองการแพ้อาหาร แต่จะตรวจเมื่อคุณมีประวัติการแพ้อาหารเกิดขึ้นแล้ว เพื่อยืนยันว่าคุณแพ้อาหารจริง ดังนั้นคุณควรเข้ารับการตรวจก็ต่อเมื่อคุณเคยมีอาการแพ้อาหารเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น  โดยในการตรวจจะไม่ทำการทดสอบอาหารทุกชนิด แต่จะตรวจเฉพาะอาหารที่สงสัยว่าทำให้คุณเกิดอาการแพ้เกิดขึ้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้จะได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการทดสอบการแพ้อาหาร ดังนั้นแนะนำให้พบแพทย์ด้านโรคภูมิแพ้ หากคุณคิดว่าตัวคุณเองมีการแพ้อาหารเกิดขึ้น

กลูเทน (gluten) คืออะไร พบการแพ้กลูเทนได้บ่อยหรือไม่?

กลูเทนคือโปรตีนที่พบในธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวไรย์ บางคนที่มีการแพ้ข้าวสาลีอาจไม่ใช่การแพ้กลูเทนก็ได้ โรคแพ้กลูเทน หรือเรียกอีกอย่างว่า โรค celiac disease เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยจะมีอาการเกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร ซึ่งถือเป็นโรคร้ายแรงหากไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษา ผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสียรุนแรงหลังจากรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของกลูเทน มีผื่น น้ำหนักลดรุนแรง หรือไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้ และมีอาการปวดท้อง ถ้าในเด็กเล็กคุณจะสังเกตเห็นแค่เด็กไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักตัวได้ แต่จะไม่พบอาการปวดหรืออาการอื่นๆ การตรวจวินิจฉัยโรคนี้ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารเท่านั้น ซึ่งจะทำการวินิจฉัยเมื่อผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีกลูเทนเป็นส่วนประกอบ โดยการรักษาในปัจจุบันคือต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของกลูเทน

มีผู้คนจำนวนมากที่บอกตัวเองว่าตนเองแพ้กลูเทน ทำให้เกิดการจำกัดการบริโภคอาหารไป ทั้งที่ยังไม่เคยพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเลย ดังนั้นหากสงสัยว่าตนเองเป็นโรคแพ้กลูเทนหรือไม่ ควรเข้ารับการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินอาหาร เพื่อได้รับการวินิจฉัยที่แน่ชัด

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

เปนภูมิแพ้ทั้งแม่ละลูกควรทำยังไงดีค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ภูมิแพ้เกิดจากอะไรค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
โรคภูมิแพ้มีสิทธ์หายได้หรือไม่
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
น้ำมูกไหลตลอดต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ทำอย่างไรให้ภูมิแพ้หายขาด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่