ภูมิแพ้ที่ดวงตา (Eye Allergy)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 18, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 933,158 คน

ภูมิแพ้ที่ดวงตา (Eye Allergy)

ถ้าคุณมีอาการคันตา และตาแดง น้ำตาไหล หรือ รู้สึกแสบตา คุณอาจเป็นภูมิแพ้ที่ตาได้ หรือเรียกอีกอย่างว่า เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic conjunctivitis) โรคนี้เป็นโรคที่พบได้มาก หลายๆ คนที่เป็นโรคนี้จะรักษาเฉพาะอาการภูมิแพ้ที่จมูกเท่านั้น แต่ละเลยการรักษาอาการตาแดง น้ำตาไหล และคันที่ดวงตา

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

 

ภาพรวม

ภูมิแพ้ที่ดวงตาอาจเกิดขึ้นเฉพาะที่ดวงตา หรือเกิดร่วมกับ อาการจาม คัดจมูก ซึ่งเป็นอาการภูมิแพ้ที่จมูกด้วยก็ได้

อาการของภูมิแพ้ที่ดวงตา:

  • คันตา
  • ตาแดง
  • แสบตา
  • น้ำตาไหล

ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการคือ:

  • สารก่อภูมิแพ้ภายนอกอาคาร เช่น เกสรของหญ้า ต้นไม้ และวัชพืช
  • สารก่อภูมิแพ้ภายในอาคาร เช่น รังแคของสัตว์ ตัวไรฝุ่น และเชื้อรา
  • สารก่อระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ น้ำหอม ไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซล

 

การจัดการและการรักษาภูมิแพ้ที่ตา:

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

ให้หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการโดยการปรับสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและพฤติกรรมของคุณ

  • ปิดหน้าต่างบ้านและรถเสมอในฤดูที่มีเกสรดอกไม้มาก โดยใช้เครื่องปรับอากาศในบ้านและในรถยนต์แทน
  • สวมแว่นตาหรือแว่นกันแดดเมื่อต้องออกนอกอาคารเพื่อป้องกันไม่ให้ตาสัมผัสโดนกับเกสรของพืช
  • เลือกใช้ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนกันไรฝุ่น เพื่อจำกัดการสัมผัสโดนตัวไรฝุ่น และใช้เครื่องกำจัดความชื้นเพื่อควบคุมความชื้นภายในบ้าน
  • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังเล่นกับสัตว์เลี้ยง

ควบคุมอาการบางอย่างด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีขายในร้านยา:

  • น้ำตาเทียม
  • ยาหยอดตาลดอาการตาแดง (ไม่ใช้ยาหยอดตาสำหรับอาการ “ตาแดง” นานมากกว่า 1 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงได้)
  • ยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน (อาจทำให้ตาแห้ง และทำให้อาการแย่ลงได้)

เข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้เพื่อรับยาที่จำเป็นต้องสั่งโดยแพทย์ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากกว่า:

  • ยาหยอดตา ได้แก่ ยาลดอาการตาแดง ยาแก้แพ้ ยาสเตียรอยด์ และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
  • ภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy)
  • ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงนอน (อาจทำให้ตาแห้ง และทำให้อาการแย่ลงได้)

 

การวินิจฉัยภูมิแพ้ที่ตา

ภูมิแพ้ที่ตาเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมีความไวและตอบสนองต่อบางสิ่งบางอย่างในสิ่งแวดล้อมมากกว่าปกติ ทั้งที่ปกติแล้วสิ่งกระตุ้นนั้นไมได้ก่อให้เกิดปัญหาใดกับร่างกาย ปฏิกิริยาภูมิแพ้จะเกิดขึ้นเมื่อสารก่อภูมิแพ้ (allergen) สัมผัสกับแอนติบอดี้ที่เกาะอยู่บนแมสต์เซลล์ (mast cells) ที่ดวงตาของคุณ หลังจากนั้นแมสต์เซลล์จะหลั่งสารชื่อว่า ฮีสตามีน (histamine) และสารอื่นๆ ทำให้เกิดหลอดเลือดขนาดเล็กที่ตาขยายตัวและเกิดการรั่วขึ้น ทำให้มีอาการตาแดง คันตา และน้ำตาไหล

ภูมิแพ้ที่ตามีอาการคล้ายกับโรคที่ดวงตาอื่นๆ ด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวินิจฉัยโรคให้แม่นยำ เพื่อที่จะรักษาได้อย่างถูกต้อง อาการภูมิแพ้ที่ตามีตั้งแต่อาการไม่มาก คือมีเพียงตาแดง จนถึงอาการอักเสบรุนแรงที่ส่งผลต่อการมองเห็น ถ้ามีอาการเป็นเวลานานและใช้ยาที่มีขายที่ร้านยาแล้วไม่ดีขึ้น ให้ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ แพทย์จะทำการซักประวัติทางการแพทย์ และอาการ รวมถึงส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ที่ตา

ในการตรวจเพิ่มเติมได้แก่ การตรวจด้วยกล้องขยาย ซึ่งจะมองเห็นเส้นเลือดที่ผิวของดวงตาบวม และแพทย์อาจมีการตรวจหาเม็ดเลือดขาวที่เกิดขึ้นที่บริเวณดวงตาที่มีอาการภูมิแพ้ โดยการขูดเบาๆ ที่เยื่อบุตา และดูว่ามีเซลล์เม็ดเลือดขาวในนั้นหรือไม่

อาการของภูมิแพ้ที่ตา

ภูมิแพ้ที่ตา หรือ เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ แบ่งได้หลายชนิด ได้แก่ seasonal or perennial allergic conjunctivitis, vernal keratoconjunctivitis, atopic keratoconjunctivitis, contact allergic conjunctivitis และ giant papillary conjunctivitis โดยมีรายละเอียดของแต่ละชนิด ดังนี้

Seasonal and perennial allergic conjunctivitis

โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ตามฤดูกาล (Seasonal allergic conjunctivitis) ผู้ป่วยจะมีอาการในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน หรือฤดูใบไม้ล่วง ซึ่งเกิดจากละอองเกสรดอกไม้ที่ปลิวอยู่ในอากาศ โดยจะแพ้ละอองเกสรดอกไม้ตามฤดูกาล อาการของผู้ป่วย ได้แก่

  • คันตา
  • ตาแดง
  • แสบตา
  • น้ำตาไหล

ผู้ป่วยที่มีโรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิตามฤดูกาลนี้อาจมีผิวดำคล้ำใต้ดวงตา เปลือกตาอาจบวม โดยผู้ป่วยจะมีอาการอื่นร่วมด้วยคือ น้ำมูกไหล จาม คัดจมูก และสัมพันธ์กับโรคไข้ละอองฟาง (แพ้ละอองฟาง หญ้า ดอกหญ้า หญ้าแห้ง) และโรคภูมิแพ้ตามฤดูกาลอื่นๆ อาการคันเป็นเรื่องที่น่ารำคาญ ทำให้ผู้ป่วยขยี้ตาบ่อยครั้ง ซึ่งจะยิ่งทำให้อาการแย่ลงและเป็นสาเหตุของการติดเชื้อที่ตาได้

โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้แบบมีอาการตลอดปี (Perennial allergic conjunctivitis) ผู้ป่วยจะมีอาการตลอดทั้งปี อาการจะคล้ายกับโรคที่มีอาการตามฤดูกาล แต่มีแนวโน้มที่อาการจะเป็นน้อยกว่า โรคนี้มีมักสาเหตุจากการแพ้ตัวไรฝุ่น เชื้อรา รังแคสัตว์เลี้ยง หรือสารก่อภูมิแพ้ภายในบ้านอื่นๆ มากกว่าแพ้เกสรดอกไม้

Vernal keratoconjunctivitis

โรคนี้เป็นโรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้อีกชนิดที่มีอาการรุนแรงมากกว่าโรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ตามฤดูกาลและ โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้แบบมีอาการตลอดปี โดยอาการของโรคนี้สามารถเป็นได้ตลอดทั้งปี แต่มักมีอาการแย่ลงตามฤดูกาลคือฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อน เป็นโรคที่มักพบในเด็กและวัยหนุ่มสาว พบว่าผู้ชายเป็นมากกว่าผู้หญิง และประมาณ 75% ของผู้ป่วยจะมีอาการของผื่นผิวหนังอักเสบ (eczema) หรือหอบหืดร่วมด้วย อาการของผู้ป่วยจะมีดังนี้

  • คันตา
  • มีน้ำตาไหล มีขี้ตาเหนียวข้น
  • รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ที่ตา
  • ตาสู้แสงไม่ได้

ถ้าโรคนี้ไม่ได้รับการรักษา สามารถส่งผลต่อการมองเห็นได้

Atopic keratoconjunctivitis

โรคนี้จะพบบ่อยในผู้ที่มีอายุมาก พบมากในผู้ชายที่มีประวัติผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ อาการของผู้ป่วยจะมีได้ตลอดทั้งปีและคล้ายกับโรค Vernal keratoconjunctivitis

  • มีอาการคันตามาก
  • เจ็บตา
  • ตาแดง
  • มีขี้ตาเหนียวข้นจำนวนมาก โดยเฉพาะหลังตื่นนอน และอาจทำให้เปลือกตาเหนียวติดกัน

ถ้าไม่ได้รับการรักษา สามารถทำให้เกิดอาการรุนแรงคือเกิดแผลเป็นที่กระจกตาได้ ซึ่งส่งผลต่อการมองเห็น

Contact allergic conjunctivitis

โรคเยื่อบุตาอักเสบจากการแพ้สัมผัส เป็นโรคที่เกิดจากการที่เยื่อบุตาสัมผัสกับยาหรือเครื่องสำอางที่แพ้ หรือระคายเคืองจากการสวมคอนแทคเลนส์ หรือเกิดจากโปรตีนในน้ำตาที่เกาะอยู่บนพื้นผิวของเลนส์ อาการมีดังนี้

  • ตาแดง
  • คันตา
  • มีขี้ตา
  • รู้สึกไม่สบายดวงตาเวลาสวมคอนแทคเลนส์

Giant papillary conjunctivitis

โรคนี้มักพบในผู้ที่สวมคอนแทคเลนส์ โรคนี้คือโรค Contact allergic conjunctivitis ที่มีอาการรุนแรง คือทำให้เกิดถุงน้ำ หรือตุ่ม ขึ้นที่เยื่อบุใต้เปลือกตาบน อาการจะมีดังนี้

  • คันตา
  • ตาบวม
  • น้ำตาไหล
  • มีขี้ตา
  • ตามัว มองภาพไม่ชัด
  • ไม่สามารถใส่คอนแทคเลนส์ต่อไปนี้
  • รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ที่ตา

การจัดการและการรักษา

วิธีแรกในการจัดการกับโรคภูมิแพ้ที่ตาที่เกิดตามฤดูกาล (seasonal) หรือเกิดตลอดทั้งปี (perennial) คือ ควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่กระตุ้นให้เกิดอาการของคุณ

การสัมผัสภายนอกอาคาร:

  • แนะนำให้อยู่ภายในอาคารให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เมื่ออยู่ในช่วงที่มีเกสรดอกไม้ปริมาณมาก โดยทั่วไปมักเป็นช่วงสายและช่วงเย็น และเมื่อมีลมพัดเกสรดอกไม้ในบริเวณนั้น
  • หลีกเลี่ยงการใช้พัดลมที่หน้าต่างเพราะสามารถดูดเอาเกสรดอกไม้และเชื้อราเข้ามาในบ้านได้
  • สวมแว่น หรือแว่นกันแดดเมื่อต้องออกนอกอาคารเพื่อลดการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ที่ตา
  • พยายามไม่ขยี้ตา เพราะจะทำให้ระคายเคืองและทำให้อาการแย่ลงได้

การสัมผัสภายในอาคาร:

  • พยายามปิดหน้าต่าง และใช้เครื่องปรับอากาศในรถยนต์และในบ้านแทน และเครื่องปรับอากาศควรทำความสะอาดเป็นประจำ
  • ลดการสัมผัสกับตัวไรฝุ่นโดยเฉพาะในที่นอน ด้วยการใช้ปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้านวม ที่นอน ผ้าปูที่นอน ที่เป็นชนิดกันไรฝุ่น  ทำความสะอาดเครื่องนอนด้วยน้ำร้อนเป็นประจำ (อย่างน้อย 54.4 องศาเซลเซียส)
  • จำกัดการสัมผัสกับเชื้อรา โดยการควบคุมความชื้นภายในบ้านให้อยู่ในระดับต่ำ (ระหว่าง 30-50%) และทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องครัว และในชั้นใต้ดินเป็นประจำ ใช้เครื่องกำจัดความชื้นโดยเฉพาะในชั้นใต้ดินและในสถานที่อับชื้นอื่นๆ สถานที่เปียกชื้น โดยพยายามทำความสะอาดเป็นประจำ ถ้าพบเห็นเชื้อราขึ้น ให้ทำความสะอาดด้วยสารทำความสะอาดและ น้ำยาซักฟอกขาว 5%
  • ทำความสะอาดพื้นด้วยผ้าเปียกบิดหมาดแทนการกวาดแห้งหรือปัดฝุ่น เพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่น

การสัมผัสสัตว์เลี้ยง:

  • ล้างมือทันทีหลังจากสัมผัสหรือเล่นกับสัตว์เลี้ยง ซักเสื้อผ้าหลังจากไปพบเพื่อนที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยง
  • ถ้าคุณแพ้สัตว์เลี้ยงภายในบ้าน ให้นำสัตว์เลี้ยงออกนอกบ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ถ้าสัตว์เลี้ยงต้องอยู่ในบ้านจริงๆ ให้อยู่นอกห้องนอนของคุณ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้จากสัตว์ขณะนอนหลับ
  • ถ้าบ้านของคุณมีเครื่องปรับอากาศกลางในลักษณะของท่อ ให้ทำเป็นท่อปิดต่อตรงมาที่ห้องนอนของคุณโดยตรง ให้เปลี่ยนพรมปูพื้นเป็นพื้นไม้ กระเบื้อง หรือเสื้อน้ำมันแทน วิธีดังกล่าวนี้จะช่วยป้องกันสิ่งสกปรกภายในห้องนอน

สารก่อภูมิแพ้หลายชนิดที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ที่ตาเป็นสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ซึ่งคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงมันได้ตลอดเวลา ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้เกี่ยวกับวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับคุณ

ยาหยอดตาและยารับประทานที่มีขายตามร้านยาเป็นยาที่ถูกใช้บ่อยในระยะสั้นเพื่อบรรเทาอาการบางอาการของภูมิแพ้ที่ตา แต่ไม่สามารถบรรเทาได้ทุกอาการ และการใช้ยาที่ซื้อเองบางชนิดเป็นเวลานานอาจทำให้อาการแย่ลงได้

ยาหยอดตาและยารับประทานที่สั่งโดยแพทย์ถูกใช้ในการรักษาภูมิแพ้ที่ตาเช่นเดียวกัน โดยมีทั้งยาที่ใช้ในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อบรรเทาอาการภูมิแพ้ที่ตา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้จะเป็นผู้พิจารณาว่าการรักษาใดเหมาะสมสำหรับคุณ

ในเด็กสามารถรักษาได้ทั้งยาหยอดยาและยารับประทานที่ซื้อได้เองที่ร้านยาและยาที่แพทย์สั่ง น้ำตาเทียมมีความปลอดภัยและสามารถใช้ได้ทุกช่วงอายุ ยาหยอดตาบางชนิดเช่น ยาหยอดตาแก้แพ้ หรือยาหยอดตาที่ยับยั้งการทำงานของแมสต์เซลล์ (mast cell stabilizers) สามารถใช้ในเด็กอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป สำหรับการรักษาอื่นๆ ให้ปรึกษากุมารแพทย์ (แพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก)

ยาหยอดยาและยารับประทานที่มีขายตามร้านยา:

  • น้ำตาเทียม: น้ำตาเทียมสามารถล้างเอาสารก่อภูมิแพ้ออกจากดวงตาได้ชั่วคราว และให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตาที่แห้งเมื่อมีอาการตาแดงและระคายเคืองตา น้ำตาเทียมสามารถแช่เย็นได้เพื่อให้รู้สึกสบายตามากขึ้นเวลาหยอดตา ซึ่งเป็นยาที่มีความปลอดภัย สามารถหยดได้วันละหลายครั้งตามต้องการ
  • ยาหยอดตาที่มีฤทธิ์หดหลอดเลือด (decongestants): ยาหยอดตาชนิดนี้จะลดอาการตาแดงที่สัมพันธ์กับภูมิแพ้ โดยการหดหลอดเลือดขนาดเล็กภายในดวงตา (หมายเหตุ: ไม่ควรใช้ในผู้ที่เป็นโรคต้อหิน) โดยอาจเป็นยาหยอดตาที่มีฤทธิ์หดหลอดเลือดตัวเดี่ยวๆ หรือผสมอยู่กับยาแก้แพ้ก็ได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการคันตาได้ด้วย อย่างไรก็ตามยาชนิดนี้ออกฤทธิ์ไม่แรงมาก ดังนั้นต้องใช้ยานี้วันละหลายครั้ง (4-6 ครั้งต่อวัน)

ไม่ใช้ยาหยอดตาที่มีฤทธิ์หดหลอดเลือดนี้นานเกินว่า 2-3 วัน การใช้ยานี้เป็นเวลานานเกินไปจะทำให้มีอาการกลับมาเป็นซ้ำมากกว่าเดิม (rebound effect) ซึ่งจะมีอาการบวมและแดงมากกว่าเดิม และอาจยังมีอยู่แม้ว่าจะหยุดยาหยอดตาไปแล้ว คุณอาจคุ้นเคยกับอาการนี้เป็นอย่างดี หากคุณเคยใช้ยาบรรเทาอาการคัดจมูกชนิดพ่นมากกว่า 3 วัน และทำให้จมูกของคุณมีอาการคัดแน่นมากกว่าเดิม

  • ยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน (oral antihistamines): ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานจะมีประสิทธิภาพน้อยในการบรรเทาอาการคันที่ตา และยาอาจทำให้ตาแห้งและทำให้อาการภูมิแพ้ที่ตาแย่ลงได้ ซึ่งยาแก้แพ้ที่เป็นยาสามัญประจำบ้าน จะทำให้เกิดผลข้างเคียง คือ ง่วงนอน สั่น เวียนศีรษะ

ยาหยอดตาและยารับประทานที่แพทย์สั่ง:

  • ยาหยอดตาแก้แพ้ (antihistamine eyedrops): ยานี้จะลดอาการคันตา ตาแดง และบวม ถึงแม้ว่ายานี้จะบรรเทาอาการได้รวดเร็ว แต่ฤทธิ์ของยาสั้นไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งอาจต้องหยอดวันละ 4 ครั้ง
  • ยาหยอดตาที่ยับยั้งการทำงานของแมสต์เซลล์ (mast cell stabilizer): ยาหยอดตานี้จะป้องกันการหลั่งสารฮีสตามีนและสารอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เพื่อป้องกันอาการคัน คุณจะต้องหยอดยานี้ก่อนสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้
  • ยาหยอดตาแก้แพ้ผสมกับยายับยั้งการทำงานของแมสต์เซลล์: ยานี้เป็นยาหยอดตาชนิดใหม่ที่ผสมระหว่างยาแก้แพ้และยายับยั้งการทำงานของแมสต์เซลล์ เพื่อช่วยรักษาและป้องกันอาการภูมิแพ้ที่ตา เป็นยาที่ใช้วันละ 2 ครั้ง ออกฤทธิ์เร็ว และมีฤทธิ์อยู่ได้นาน ในการบรรเทาอาการคันตา ตาแดง น้ำตาไหล แสบตา
  • ยาหยอดตาชนิดยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID eyedrops): ยาหยอดตาชนิดนี้ใช้บรรเทาอาการคัน แต่อาจทำให้รู้สึกแสบตาขณะหยอดได้ และอาจจำเป็นต้องหยอดวันละ 4 ครั้ง
  • ยาหยอดตาที่เป็นสเตียรอยด์ (corticosteroid eyedrops): ยานี้จะใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการภูมิแพ้ที่ตาเรื้อรัง และรุนแรง ได้แก่ คันตา ตาแดง บวม การใช้ยานี้เป็นเวลานาน (นานมากกว่า 2 สัปดาห์) ต้องได้รับคำแนะนำและการดูแลจากจักษุแพทย์เท่านั้น เพราะการใช้เป็นเวลานานจะทำให้เกิดผลข้างเคียงคือ เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ตา การเกิดต้อหินและต้อกระจก
  • ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง (nonsedating oral antihistamines): ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงเป็นยาที่มีประสิทธิภาพไม่มากในการบรรเทาอาการคันที่ตา แต่ยานี้ไม่ทำให้ง่วงนอนเหมือนยาแก้แพ้สามัญประจำบ้าน
  • การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy): คือการฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกายโดยเริ่มจากปริมาณน้อยๆ เพื่อให้ร่างกายทนต่อสารก่อภูมิแพ้นั้นๆ ได้ การรักษาด้วยวิธีนี้จะใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะได้ผลการรักษาสูงสุด และคุณยังอาจจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการอยู่  

 

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

บทความก่อนหน้า
แพ้สัตว์เลี้ยง (Pet Allergies)
แพ้สัตว์เลี้ยง (Pet Allergies)
บทความต่อไป
แพ้เชื้อรา (Mold Allergy)
แพ้เชื้อรา (Mold Allergy)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

เปนภูมิแพ้ทั้งแม่ละลูกควรทำยังไงดีค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ภูมิแพ้เกิดจากอะไรค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
โรคภูมิแพ้มีสิทธ์หายได้หรือไม่
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
น้ำมูกไหลตลอดต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ทำอย่างไรให้ภูมิแพ้หายขาด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่