ภูมิแพ้ขึ้นตา วิธีสังเกตอาการ และการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ เม.ย. 19, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,293,104 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 01/02/2562

หากคุณมีอาการคันตา ตาแดง น้ำตาไหล หรือรู้สึกแสบตาบ่อย ๆ นั่นอาจเป็นอาการของภูมิแพ้ที่ตา หรือที่เรียกอีกอย่างว่า เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic conjunctivitis) ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อย ทั้งยังน่ารำคาญและทรมานไม่น้อย มาดูกันว่าภูมิแพ้ที่ดวงตาเกิดจากอะไร และเราจะดูแลตัวเองเพื่อบรรเทาอาการของโรคนี้ได้อย่างไรบ้าง

โฆษณาจาก HonestDocs
มัวกังวลอยู่ทำไม? ตรวจโรคทางเพศสัมพันธ์ให้สบายใจ

ลดสูงสุด 50% เริ่มต้น 299 บาท! วันนี้ถึงวันที่ 30 เมษายนนี้เท่านั้น

Std adinternal ad

ภาพรวม

ภูมิแพ้ที่ดวงตาเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมีความไวและตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นบางอย่างในสิ่งแวดล้อมมากกว่าปกติ ทั้งที่ปกติแล้วสิ่งกระตุ้นนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาใดกับร่างกาย โดยปฏิกิริยาภูมิแพ้จะเกิดขึ้นเมื่อสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) สัมผัสกับแอนติบอดี้ที่เกาะอยู่บนแมสต์เซลล์ (mast cells) ที่ดวงตาของคุณ หลังจากนั้นแมสต์เซลล์จะหลั่งสารชื่อว่า ฮีสตามีน (Histamine) และสารอื่นๆ ทำให้หลอดเลือดขนาดเล็กที่ตาขยายตัวและเกิดการรั่วขึ้น เป็นผลให้มีอาการตาแดง คันตา และน้ำตาไหลตามมา

อาการของภูมิแพ้ที่ดวงตาอาจเกิดขึ้นเฉพาะที่ดวงตา เช่น คันตา ตาแดง แสบตา น้ำตาไหล หรือเกิดร่วมกับอาการภูมิแพ้ที่จมูกอย่างจาม คัดจมูก หรือคันจมูก ด้วยก็ได้ โดยอาจมีปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการดังต่อไปนี้

  • สารก่อภูมิแพ้ภายนอกอาคาร เช่น เกสรของหญ้า ต้นไม้ และวัชพืช
  • สารก่อภูมิแพ้ภายในอาคาร เช่น รังแคของสัตว์ ตัวไรฝุ่น และเชื้อรา
  • สารก่อความระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ น้ำหอม ไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซล

วิธีการจัดการและการรักษาภูมิแพ้ที่ตาที่ดีที่สุดนั้น ทำได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการ โดยเริ่มจากการปรับสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและพฤติกรรมของคุณเอง

  • ปิดหน้าต่างบ้านและรถเสมอในฤดูที่มีเกสรดอกไม้มาก โดยใช้เครื่องปรับอากาศในบ้านและในรถยนต์แทน
  • สวมแว่นตาหรือแว่นกันแดดเมื่อต้องออกนอกอาคารเพื่อป้องกันไม่ให้ตาสัมผัสโดนกับเกสรของพืช
  • เลือกใช้ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนกันไรฝุ่น เพื่อจำกัดการสัมผัสโดนตัวไรฝุ่น และใช้เครื่องกำจัดความชื้นเพื่อควบคุมความชื้นภายในบ้าน
  • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังเล่นกับสัตว์เลี้ยง

นอกจากนี้ ยังควบคุมอาการบางอย่างด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีขายในร้านยา เช่น

  • น้ำตาเทียม
  • ยาหยอดตาลดอาการแพ้
  • ยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน

หากอาการยังไม่ดีขึ้น หรือแย่ลง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้

อาการของภูมิแพ้ขึ้นตา

ภูมิแพ้ที่ตา หรือ เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ แบ่งได้หลายชนิด ได้แก่ 

โฆษณาจาก HonestDocs
มัวกังวลอยู่ทำไม? ตรวจโรคทางเพศสัมพันธ์ให้สบายใจ

ลดสูงสุด 50% เริ่มต้น 299 บาท! วันนี้ถึงวันที่ 30 เมษายนนี้เท่านั้น

Std adinternal ad
  • Seasonal and perennial allergic conjunctivitis 
  • Vernal keratoconjunctivitis 
  • Atopic keratoconjunctivitis
  • Contact allergic conjunctivitis 
  • Giant papillary conjunctivitis 

Seasonal และ perennial allergic conjunctivitis

โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ตามฤดูกาล (Seasonal allergic conjunctivitis) ผู้ป่วยจะมีอาการในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน หรือฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเกิดจากละอองเกสรดอกไม้ที่ปลิวอยู่ในอากาศ เนื่องจากแพ้ละอองเกสรดอกไม้ตามฤดูกาล อาการของผู้ป่วยที่พบได้ ได้แก่

  • คันตา
  • ตาแดง
  • แสบตา
  • น้ำตาไหล

นอกจากนั้นผู้ป่วยที่มีโรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ตามฤดูกาลยังอาจมีผิวใต้ดวงตาดำคล้ำ และมีเปลือกตาบวม รวมถึงมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำมูกไหล จาม คัดจมูก โรคนี้มีความสัมพันธ์กับโรคไข้ละอองฟาง ที่เกิดจากการแพ้ละอองฟาง หญ้า ดอกหญ้า หรือหญ้าแห้ง และโรคภูมิแพ้ตามฤดูกาลอื่นๆ โดยอาการคันที่เกิดขึ้นจะสร้างความรำคาญ ทำให้ผู้ป่วยขยี้ตาบ่อยครั้ง ทำให้อาการยิ่งแย่ลงและอาจเป็นสาเหตุของการติดเชื้อที่ตาตามมา

โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้แบบมีอาการตลอดปี (Perennial allergic conjunctivitis) ผู้ป่วยจะมีอาการตลอดทั้งปี อาการคล้ายกับโรคภูมิแพ้แบบมีอาการตามฤดูกาล แต่มีแนวโน้มที่มีความรุนแรงน้อยกว่า มักสาเหตุมาจากการแพ้ตัวไรฝุ่น เชื้อรา รังแคสัตว์เลี้ยง หรือสารก่อภูมิแพ้ภายในบ้านอื่นๆ มากกว่าการแพ้เกสรดอกไม้

Vernal keratoconjunctivitis

เป็นโรคที่มีอาการรุนแรงมากกว่าโรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ตามฤดูกาลและโรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้แบบมีอาการตลอดปี โดยอาการของโรคนี้สามารถเป็นได้ตลอดทั้งปี แต่มักมีอาการแย่ลงตามฤดูกาล คือ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อน มักพบได้ในเด็กและวัยหนุ่มสาว จากสถิติผู้ชายเป็นมากกว่าผู้หญิง และประมาณ 75% ของผู้ป่วยจะมีอาการของผื่นผิวหนังอักเสบ (Eczema) หรือหอบหืดร่วมด้วย อาการของผู้ป่วยจะมีดังนี้

  • คันตา
  • มีน้ำตาไหล มีขี้ตาเหนียวข้น
  • รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ที่ตา
  • ตาสู้แสงไม่ได้

โรคนี้สามารถส่งผลต่อการมองเห็นได้ หากปล่อยทิ้งไว้ ไม่ได้รับการรักษา 

Atopic keratoconjunctivitis

โรคนี้จะพบบ่อยในผู้ที่มีอายุมาก พบมากในผู้ชายที่มีประวัติผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ อาการของผู้ป่วยมีได้ตลอดทั้งปีและมีลักษณะคล้ายกับโรค Vernal keratoconjunctivitis โดยมีอาการ :

  • คันตามาก
  • เจ็บตา
  • ตาแดง
  • มีขี้ตาเหนียวข้นจำนวนมาก โดยเฉพาะหลังตื่นนอน และอาจทำให้เปลือกตาเหนียวจนติดกันไปด้วย

หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดอาการรุนแรงอย่างแผลเป็นที่กระจกตาได้ ซึ่งจะส่งผลต่อการมองเห็นของผู้ป่วยนั่นเอง

Contact allergic conjunctivitis

เป็นโรคเยื่อบุตาอักเสบจากการแพ้สัมผัส โรคนี้เกิดจากการที่เยื่อบุตาสัมผัสกับยาหรือเครื่องสำอางที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เกิดการระคายเคืองจากการสวมคอนแทคเลนส์ หรืออาจเกิดจากโปรตีนในน้ำตาที่เกาะอยู่บนพื้นผิวของเลนส์ก็ได้ อาการที่สังเกตได้มีดังนี้

  • ตาแดง
  • คันตา
  • มีขี้ตา
  • รู้สึกไม่สบายดวงตาเวลาสวมคอนแทคเลนส์

Giant papillary conjunctivitis

มักพบในผู้ที่สวมใส่คอนแทคเลนส์ โรคนี้คือโรค Contact allergic conjunctivitis ที่มีอาการรุนแรง โดยจะทำให้เกิดถุงน้ำหรือตุ่มขึ้นที่เยื่อบุใต้เปลือกตาบน อาการของโรคมีดังนี้

  • คันตา
  • ตาบวม
  • น้ำตาไหล
  • มีขี้ตา
  • ตามัว มองภาพไม่ชัด
  • ไม่สามารถใส่คอนแทคเลนส์ต่อไปได้
  • รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา

การวินิจฉัยภูมิแพ้ที่ตา

เนื่องจากภูมิแพ้ที่ตามีอาการคล้ายกับโรคที่ดวงตาชนิดอื่นๆ ด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวินิจฉัยโรคให้แม่นยำ เพื่อที่จะรักษาได้อย่างถูกต้อง อาการภูมิแพ้ที่ตามีตั้งแต่อาการไม่รุนแรง คือมีเพียงตาแดง ไปจนถึงอาการอักเสบรุนแรงที่ส่งผลต่อการมองเห็น หากมีอาการเป็นเวลานานและใช้ยาที่มีขายตามร้านยาแล้วไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ โดยแพทย์จะทำการซักประวัติทางการแพทย์ และสอบถามอาการ รวมถึงอาจส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ เช่น การตรวจด้วยกล้องขยาย ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นว่าเส้นเลือดที่ผิวของดวงตาบวม และอาจมีการตรวจหาเม็ดเลือดขาว ซึ่งจะเกิดขึ้นบริเวณที่ดวงตามีอาการภูมิแพ้ โดยทำการขูดเบาๆ ที่เยื่อบุตา และนำไปตรวจดูว่ามีเซลล์เม็ดเลือดขาวในนั้นหรือไม่

การดูแลตัวเองเมื่อเป็นภูมิแพ้ที่ตา

วิธีแรกในการจัดการกับโรคภูมิแพ้ที่ตาที่เกิดตามฤดูกาล (Seasonal) หรือเกิดตลอดทั้งปี (Perennial) คือ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ที่กระตุ้นให้เกิดอาการของคุณ

การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ภายนอกอาคาร

  • แนะนำให้อยู่ภายในอาคารให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในช่วงที่มีเกสรดอกไม้ปริมาณมาก โดยทั่วไปมักเป็นช่วงสายและช่วงเย็น และเมื่อมีลมพัดเกสรดอกไม้ในบริเวณนั้น
  • หลีกเลี่ยงการใช้พัดลมที่หน้าต่างเพราะสามารถดูดเอาเกสรดอกไม้และเชื้อราเข้ามาในบ้านได้
  • สวมแว่นหรือแว่นกันแดดเมื่อต้องออกนอกอาคาร เพื่อลดการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ที่ตา
  • พยายามไม่ขยี้ตา เพราะจะทำให้ระคายเคืองและทำให้อาการแย่ลงได้

การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ภายในอาคาร

  • พยายามปิดหน้าต่าง และใช้เครื่องปรับอากาศในรถยนต์และในบ้านแทน และควรทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศเป็นประจำ
  • ลดการสัมผัสกับตัวไรฝุ่นโดยเฉพาะในที่นอน ด้วยการใช้ปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้านวม ที่นอน ผ้าปูที่นอน ที่เป็นชนิดกันไรฝุ่น และทำความสะอาดเครื่องนอนด้วยน้ำร้อนที่อุณหภูมิอย่างน้อย 54.4 องศาเซลเซียสเป็นประจำ
  • จำกัดการสัมผัสกับเชื้อรา โดยการควบคุมความชื้นภายในบ้านให้อยู่ในระดับต่ำ (ระหว่าง 30-50%) ทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องครัว และในชั้นใต้ดินเป็นประจำ รวมถึงอาจใช้เครื่องกำจัดความชื้น โดยเฉพาะในชั้นใต้ดินและในสถานที่อับชื้นอื่นๆ สถานที่เปียกชื้น และพยายามทำความสะอาดเป็นประจำ หากพบเห็นเชื้อราขึ้น ให้ทำความสะอาดด้วยสารทำความสะอาดและน้ำยาซักฟอกขาว 5%
  • ทำความสะอาดพื้นด้วยผ้าเปียกบิดหมาดแทนการกวาดแห้งหรือปัดฝุ่น เพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่น

การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้สัตว์เลี้ยง

  • ล้างมือทันทีหลังจากสัมผัสหรือเล่นกับสัตว์เลี้ยง และซักเสื้อผ้าหลังจากไปพบเพื่อนที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยง
  • ถ้าคุณแพ้สัตว์เลี้ยงภายในบ้าน ให้นำสัตว์เลี้ยงออกนอกบ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ถ้าสัตว์เลี้ยงต้องอยู่ในบ้านจริงๆ ก็ให้อยู่นอกห้องนอนของคุณ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้จากสัตว์ขณะนอนหลับ
  • ถ้าบ้านของคุณมีเครื่องปรับอากาศกลางในลักษณะของท่อ ให้ทำเป็นท่อปิดต่อตรงมาที่ห้องนอนของคุณโดยตรง และเปลี่ยนพรมปูพื้นเป็นพื้นไม้ กระเบื้อง หรือเสื่อน้ำมันแทน วิธีดังกล่าวนี้จะช่วยป้องกันสิ่งสกปรกภายในห้องนอนได้

ทั้งนี้ สารก่อภูมิแพ้หลายชนิดที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ที่ตาเป็นสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ซึ่งยากจะหลีกเลี่ยงได้ตลอดเวลา ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้เกี่ยวกับวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับตนเองด้วย

การรักษาภูมิแพ้ขึ้นตา

อาการภูมิแพ้ขึ้นตาอาจบรรเทาได้ด้วยการใช้ยาหยอดตาและการรับประทานยาที่มีขายตามร้านยา ซึ่งเป็นยาที่ใช้ทั่วไปในระยะสั้น สำหรับบรรเทาอาการบางอย่างจากภูมิแพ้ที่ตา แต่ไม่สามารถบรรเทาได้ทุกอาการ และการใช้ยาที่ซื้อเองบางชนิดเป็นเวลานานอาจทำให้อาการกลับยิ่งแย่ลงได้

หากไปพบแพทย์ ผู้ป่วยอาจได้รับยาหยอดตาและยารับประทานที่ใช้ในการรักษาภูมิแพ้ที่ตาเช่นเดียวกัน โดยมีทั้งยาที่ใช้ในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้จะเป็นผู้พิจารณาว่าการรักษาแบบใดเหมาะสมที่สุด

ส่วนภูมิแพ้ขึ้นตาในเด็กนั้นสามารถรักษาได้โดยใช้ทั้งยาหยอดยาหรือยารับประทานที่ซื้อได้เองที่ร้านยาและยาที่แพทย์สั่ง โดยน้ำตาเทียมมีความปลอดภัยและสามารถใช้ได้กับทุกช่วงอายุ แต่ยาหยอดตาบางชนิด เช่น ยาหยอดตาแก้แพ้ หรือยาหยอดตาที่ยับยั้งการทำงานของแมสต์เซลล์ (Mast cell stabilizers) สามารถใช้ในเด็กอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปเท่านั้น สำหรับการรักษาอื่นๆ ให้ปรึกษากุมารแพทย์ (แพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก)

ยาหยอดยาและยารับประทานที่มีขายตามร้านยา

  • น้ำตาเทียม: มีคุณสมบัติช่วยล้างเอาสารก่อภูมิแพ้ออกจากดวงตาได้ชั่วคราว และให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตาที่แห้งจากอาการตาแดงและระคายเคืองตา สามารถนำไปแช่เย็นได้เพื่อให้รู้สึกสบายตามากขึ้นเวลาหยอดตา เป็นยาที่มีความปลอดภัย สามารถหยดได้วันละหลายครั้งตามต้องการ
  • ยาหยอดตาที่มีฤทธิ์หดหลอดเลือด (Decongestants): ยาหยอดตาชนิดนี้จะช่วยลดอาการตาแดงที่สัมพันธ์กับภูมิแพ้ โดยการหดหลอดเลือดขนาดเล็กภายในดวงตา โดยอาจเป็นยาหยอดตาที่มีฤทธิ์หดหลอดเลือดตัวเดี่ยวๆ หรือผสมอยู่กับยาแก้แพ้ก็ได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการคันตาได้ด้วย อย่างไรก็ตามยาชนิดนี้ออกฤทธิ์ไม่แรงมาก จึงต้องใช้ยานี้วันละประมาณ 4-6 ครั้งต่อวัน แต่ยานี้ไม่ควรใช้ในผู้ที่เป็นโรคต้อหิน และไม่ควรใช้นานเกินว่า 2-3 วัน เพราะการใช้ยานี้เป็นเวลานานเกินไปจะทำให้กลับมาเป็นซ้ำและมีอาการหนักกว่าเดิม (Rebound effect) โดยจะทำให้บวมและแดงมากกว่าเดิม และอาจยังมีอาการอยู่แม้ว่าจะหยุดใช้ยาหยอดตาไปแล้ว คุณอาจคุ้นเคยกับอาการนี้เป็นอย่างดี หากคุณเคยใช้ยาบรรเทาอาการคัดจมูกชนิดพ่นมากกว่า 3 วัน และทำให้จมูกของคุณมีอาการคัดแน่นมากกว่าเดิม แทนที่จะบรรเทาอาการให้ทุเลาลง
  • ยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน (Oral antihistamines): มีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการคันที่ตาได้น้อย และยาอาจทำให้ตาแห้ง หรือทำให้อาการภูมิแพ้ที่ตาแย่ลงได้ ซึ่งยาแก้แพ้ที่เป็นยาสามัญประจำบ้าน จะทำให้เกิดผลข้างเคียง คือ ง่วงนอน

ยาหยอดตาและยารับประทานที่แพทย์สั่ง

  • ยาหยอดตาแก้แพ้ (Antihistamine eyedrops): ยานี้จะช่วยลดอาการคันตา ตาแดง และบวม ถึงแม้ว่ายานี้จะบรรเทาอาการได้รวดเร็ว แต่ฤทธิ์ของยาจะคงอยู่เพียงไม่กี่ชั่วโมง จึงอาจต้องหยอดวันละ 4 ครั้ง
  • ยาหยอดตาที่ยับยั้งการทำงานของแมสต์เซลล์ (mast cell stabilizer): เป็นยาที่จะช่วยป้องกันการหลั่งสารฮีสตามีนและสารอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ใช้หยอดตาก่อนสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ เพื่อป้องกันอาการคัน 
  • ยาหยอดตาแก้แพ้ผสมกับยายับยั้งการทำงานของแมสต์เซลล์: ยานี้เป็นยาหยอดตาชนิดใหม่ที่ผสมระหว่างยาแก้แพ้และยายับยั้งการทำงานของแมสต์เซลล์ มีฤทธิ์รักษาและป้องกันอาการภูมิแพ้ที่ตา เป็นยาที่ใช้วันละ 2 ครั้ง ออกฤทธิ์เร็ว และมีฤทธิ์บรรเทาอาการคันตา ตาแดง น้ำตาไหล แสบตาได้นาน
  • ยาหยอดตาชนิดยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID eyedrops): ใช้บรรเทาอาการคัน แต่อาจทำให้รู้สึกแสบตาขณะหยอดตาได้ และอาจจำเป็นต้องหยอดวันละ 4 ครั้ง
  • ยาหยอดตาที่เป็นสเตียรอยด์ (Corticosteroid eyedrops): ยานี้ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการภูมิแพ้ที่ตาเรื้อรังและรุนแรง ได้แก่ คันตา ตาแดง และบวม การใช้ยานี้เป็นเวลานานกว่า 1 สัปดาห์ ต้องอยู่ภายใต้การแนะนำและการดูแลจากจักษุแพทย์เท่านั้น เพราะหากใช้เป็นเวลานานจะทำให้เกิดผลข้างเคียง คือ เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ตา การเกิดต้อหิน และต้อกระจก
  • ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง (Nonsedating oral antihistamines): ถือเป็นยาที่มีประสิทธิภาพไม่มากในการบรรเทาอาการคันที่ตา แต่จะไม่ทำให้ง่วงนอนเหมือนยาแก้แพ้สามัญประจำบ้าน
  • การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy): คือการฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกาย โดยเริ่มจากปริมาณน้อยๆ เพื่อให้ร่างกายทนต่อสารก่อภูมิแพ้นั้นๆ ได้ การรักษาด้วยวิธีนี้ต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะได้ผลการรักษาสูงสุด และอาจยังจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการไปด้วย  

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

บทความก่อนหน้า
แพ้สัตว์เลี้ยง (Pet Allergies)
แพ้สัตว์เลี้ยง (Pet Allergies)
บทความต่อไป
แพ้เชื้อรา (Mold Allergy)
แพ้เชื้อรา (Mold Allergy)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

เปนภูมิแพ้ทั้งแม่ละลูกควรทำยังไงดีค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ภูมิแพ้เกิดจากอะไรค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
โรคภูมิแพ้มีสิทธ์หายได้หรือไม่
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
น้ำมูกไหลตลอดต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ทำอย่างไรให้ภูมิแพ้หายขาด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่