ภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ สาเหตุการแพ้ ชนิดและวิธีการรักษา

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
Istock 147787621 m

โรคภูมิแพ้ (Allergy) เป็นโรคที่สามารถพบเห็นได้บ่อยในทุกที่ทั่วโลก โดยเป็นโรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสารกระตุ้น ที่ในคนที่ปกตินั้นจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกาย เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรของพืช แต่ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้จะเกิดการตอบสนองที่มากผิดปกติต่อสารเหล่านี้ จึงทำให้เกิดอาการอักเสบกับอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ระยะเวลาที่อาการจะแสดงออกมาหลังจากสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้อาจจะใช้เวลาก่อนเกิดอาการเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงก็ได้ และคนที่เป็นภูมิแพ้ยังมีการตอบสนองไวกว่าปกติต่อสิ่งที่ไม่ใช่สารกระตุ้น หรือสารก่อภูมิแพ้ เช่น ความเย็น ความร้อน ความชื้น ฝน ความกดอากาศต่ำ ซึ่งภาวะการณ์ตอบสนองนี้อาจจะอยู่นานเป็นวัน หรือเป็นเดือน และสามารถเกิดอาการได้โดยไม่ต้องสัมผัสสารก่อภูมิแพ้

สาเหตุของการเกิดโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้สามารถเกิดได้จากทั้งเรื่องของพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม โดยมีการค้นพบว่า ถ้าใครมีบิดาหรือมารดาป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ บุคคลนั้นก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคภูมิแพ้ด้วยเช่นกัน โดยมีโอกาสเป็นประมาณ 30 - 50% แต่ถ้าเป็นโรคภูมิแพ้กันทั้งบิดามารดา บุคคลนั้นก็จะมีโอกาสเป็นมากขึ้นประมาณ 50 - 70% ในขณะที่ คนที่มีบิดามารดาไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้เลยจะมีโอกาสเป็นอยู่ที่ 10% เท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันนี้ยังไม่มีหนทางที่จะแก้ไขปัจจัยทางพันธุกรรมได้ ดังนั้นจึงควรป้องกันตัวเองไม่ให้โรคภูมิแพ้เกิดขึ้นด้วยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคืองต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ ไรฝุ่น เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดการเป็นภูมิแพ้ และป้องกันไม่ให้เกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นมาได้

กระบวนการเกิดโรคภูมิแพ้

เริ่มต้นด้วยการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ เมื่อสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน เช่น การสูดดม การสัมผัสกับผิวหนัง หรือจากการรับประทาน ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะตอบสนองสารก่อภูมิแพ้เหล่านั้นด้วยการหลั่งสารก่อการอักเสบต่างๆ ซึ่งจะกระตุ้นให้มีการพัฒนาเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่สามารถผลิตแอนติบอดี (antibody) ต่อสารก่อภูมิแพ้นั้น ๆ เมื่อภายในร่างกายมีแอนติบอดีแล้ว ก็จะทำให้ร่างกายมีความไว (sensitive) ต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้นเพิ่มมากขึ้น

จากนั้นในครั้งต่อไปที่ร่างกายได้รับหรือมีการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ระบบภูมิคุ้มกันและแอนติบอดีก็จะตอบสนอง และก่อให้เกิดการกระตุ้นของเซลล์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าแมสต์เซลล์ (mast cell) ซึ่งจะหลั่งสารที่เรียกว่าฮีสตามีน (histamine) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญของอาการที่ไม่พึงประสงค์ของโรคภูมิแพ้

  • เกสรของดอกไม้ หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อ ไข้ละอองฟาง
  • ไรฝุ่น ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยในครัวเรือน
  • สะเก็ดเล็ก ๆ ของผิวหนังหรือขนสัตว์
  • อาหาร โดยเฉพาะถั่วบางชนิด อาหารทะเล ไข่และนมวัว
  • แพ้พิษจากแมลงกัดต่อย รวมถึงอาการแพ้ที่เกิดจากเหล็กใน
  • ยา โดยเฉพาะยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) แอสไพริน (aspirin) และยาปฏิชีวนะบาง
  • ชนิด เช่น อามอกซีซิลิน (amoxicillin)
  • ยางที่ใช้ในการทำถุงมือ และถุงยางอนามัย
  • สารเคมีที่ใช้ในครัวเรือน เช่น สารเคมีในผงซักฟอกและน้ำยาเปลี่ยนสีผม

ชนิดของโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้แบ่งได้ตามระบบการทำงานของร่างกายได้ 5 กลุ่มดังนี้

  1. โรคภูมิแพ้ที่เกิดกับทางเดินหายใจ ได้แก่ โรคหืด
  2. โรคภูมิแพ้ที่ทำให้โพรงจมูกอักเสบหรือ โรคแพ้อากาศ
  3. โรคภูมิแพ้ที่เกิดกับทางผิวหนัง
  4. โรคภูมิแพ้ทางตา
  5. โรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรงที่มีอาการเกิดกับหลายระบบ

อาการโดยรวมของโรคภูมิแพ้

อาการโดยรวมที่เกิดจากปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกัน มักจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาทีหลังจากที่ร่างกายได้รับสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ โดยอาการทั่ว ๆ ไปที่อาจจะเกิดขึ้น ได้แก่ จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก เยื่อบุตาขาวแดง คันตา น้ำตาไหล หอบ ไอ มีผื่นคันสีแดง รวมถึงยังทำให้ผู้ป่วยโรคหืดมีอาการเพิ่มมากขึ้น

อาการแพ้ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มักจะไม่รุนแรง แต่บางครั้งปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่รุนแรงแบบเฉียบพลัน (anaphylaxis) ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะช็อก และมีอันตรายถึงชีวิต ผู้ป่วยควรการรักษาทางการแพทย์ในทันที


โรคหืด (Asthma)

อาการของคนที่ป่วยเป็นโรคหืดคือ จะมีอาการแน่นหน้าอก หายใจหอบ เหนื่อยง่าย หายใจมีเสียงดังหวีด อาการมักจะเป็นๆ หายๆ หรือในบางรายอาการอาจมีมากจนเกิดอาการทุกคืน สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยยาขยายหลอดลม แต่ก็ทำได้เพียงควบคุมอาการในเฉพาะช่วงแรกๆ เท่านั้น ต่อมาก็อาจจะต้องใช้ยาบ่อยขึ้นและใช้ปริมาณที่มากขึ้น ในบางครั้งโรคหืดที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นเพียงอาการไอในช่วงเวลากลางคืนโดยไม่มีเสียงหวีดดังออกมา หรืออาจจะมีเพียงอาการแน่นอกก็ได้ ทำให้การวินิจฉัยโรคบางครั้งทำได้ยาก บางคนก็จะเกิดแน่นหน้าอกเฉพาะในช่วงเวลาที่ออกกำลังกาย แต่ก็มีที่หลายคนนึกไม่ถึงคือโรคภูมิแพ้ทางจมูกนั้นสามารถเป็นร่วมกันกับโรคหืดได้ด้วยสูงถึง 70 - 80% ถ้าควบคุมอาการได้ไม่ดีมากพอ

หากจะให้วินิจฉัยโรคได้อย่างแน่นอนจะต้องใช้วิธีการตรวจสมรรถภาพของปอด ที่นอกจากจะช่วยในการวินิจฉัยโรคได้แล้ว ยังช่วยประเมินความรุนแรงของโรคได้ด้วยว่าอยู่ในระดับใด แต่วิธีการตรวจแบบนี้เป็นวิธีการตรวจที่ทำได้ค่อนข้างยากในผู้ป่วยเด็กที่มีอายุยังน้อยกว่า 7 ปี

โรคแพ้อากาศ (Allergic rhinitis)

อาการของโรคภูมิแพ้ทางจมูกสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ชนิดดังนี้

  1. อาการที่แสดงออกชัดเจนทางน้ำจมูก เช่น มีน้ำมูกไหล คันจมูก จาม
  2. อาการที่แสดงออกชัดเจนทางอาการคัดจมูก มักจะไม่มีน้ำมูกไหล หรืออาการจาม
  3. อาการที่มีทั้งอาการทางน้ำจมูกและอาการคัดจมูกรวมกันคือ มีน้ำมูกใส และคัดจมูก
  4. อาการที่วินิจฉัยได้ยาก ถ้าผู้ตรวจไม่ชำนาญมากพอ ในกลุ่มนี้อาการมีได้ทั้ง ไอเรื้อรัง หรือต้องกระแอมตลอดเวลา เพราะมีเสมหะไหลหรือซึมลงคอตลอด เมื่อตื่นนอนตอนเช้าอาจจะรู้สึกว่ามีเสมหะติดคอได้ ในบางรายมีอาการปวดหัวเรื้อรัง นอนกรน หรือถอนหายใจบ่อยๆ มีอาการปากแห้ง ในบางคนมีอาการคันที่หัวตา แต่ไม่ได้มีอาการตาแดง อาการที่เกิดขึ้นเหล่านี้สามารถอธิบายได้ว่าเกิดจากการที่เยื่อบุจมูกบวมมากทำให้ท่อน้ำตาที่อยู่ติดกันเกิดอาการอักเสบ และมีอาการคันที่หัวตาอย่างมาก

การวินิจฉัยโรคนี้สามารถทำได้โดยการซักประวัติทางการแพทย์อย่างละเอียด โดยเฉพาะประวัติของการเกิดโรค หรือมีอาการภูมิแพ้ภายในครอบครัว การสังเกตตัวกระตุ้นอาการ รวมไปถึงลักษณะการทำงาน สภาพแวดล้อมภายในที่พักอาศัย การตรวจร่างกายบางอย่างก็มีประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคเช่นเดียวกัน เช่น ภายในโพรงจมูกช่วยบอกถึงความรุนแรงของการอักเสบ และอาจจะบอกถึงโรคอื่นในโพรงจมูกที่มีผลต่อการรักษาโรคภูมิแพ้ได้ เช่น อาการซีด หรือมีสีแดงจากการอักเสบ

โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Allergic skin disease)

โรคที่พบได้บ่อยคือโรคลมพิษ ผื่นที่ผิวหนัง ผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ โดยอาการของโรคจะเริ่มที่อาการคัน หลังจากนั้นก็จะบวม ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งตัว โดยเฉพาะในบริเวณที่ถูกเกาหรือกดรัด ก็มักจะเป็นๆ หายๆ โดยอาการบวมจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนที่มีขนาดแตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่อาจจะดูคล้ายกับตุ่มยุงกัด แต่บางแห่งก็จะมีลักษณะคล้ายกับแผนที่ โดยบริเวณตรงกลางสีจะจางและไม่นูน โดยผื่นลมพิษในลักษณะนี้อาจจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ในบางครั้งก็อาจจะเป็นปื้นหนา หรือ อาจจะมีจุดขาวซีด อยู่ตรงกลางแต่โดยรอบจะหนาและนูนแดง ผื่นที่เกิดจากลมพิษนั้นจะเห่อเร็วมาก และจะหายไปได้เองใน 4 - 6 ชั่วโมง และไม่ทิ้งร่องรอยอะไรหลงเหลืออยู่เลย แต่ก็อาจจะย้ายไปขึ้นที่บริเวณอื่นได้อีก แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผื่นจะหายไปภายในไม่เกิน 24 ชั่วโมง แต่ถ้าเกิน 24 ชั่วโมง ให้นึกไว้ว่าอาจจะเป็นโรคอื่น

ในบางรายที่เป็นมากอาจจะมีอาการบวมของหนังตา ริมฝีปาก อวัยวะเพศ และทางเดินหายในร่วมด้วย ในผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้นั้น มักจะเป็นตั้งแต่อายุน้อยๆ โดยร้อยละ 80 - 90 ของเด็กที่เป็นโรคนี้จะมีอาการก่อนอายุ 7 ปี โดยมีอาการเป็นผื่นคันตามลำตัว และหน้า ซึ่งจะมีอาการแบบเป็นๆ หายๆ มีอาการผิวแห้งอักเสบ และก็จะกำเริบเป็นระยะๆ หากได้รับสารกระตุ้นการเกิดภูมิแพ้เข้าไป นอกจากนี้ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ยังมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจด้วย สาเหตุที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ทางผิวหนังในเด็ก ได้แก่ แพ้อาหาร โดยอาหารที่มักจะพบได้บ่อยคือ ไข่ นมวัว อาหารทะเล และแป้งสาลี

โรคภูมิแพ้ทางดวงตา (Eye allergy)

การเกิดโรคนี้จะเกิดอาการอักเสบที่เยื่อตาขาว และใต้หนังตา  โดยมีอาการคันตา ตาแดง น้ำตาไหล แสบตา และมีขี้ตา โดยอาการที่เกิดขึ้นมักจะเกินเมื่อได้รับสารกระตุ้น เช่น ฝุ่น ละอองเกสรหญ้า หรือขนสัตว์ นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีอาการภูมิแพ้ทางดวงตายังมักพบอาการโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมด้วย

โรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรงที่มีอาการหลายระบบ (Anaphylaxis)

เป็นโรคภูมิแพ้ที่มีปฏิกิริยาที่อันตรายถึงชีวิต โดยอาการแพ้นี้จะเกิดรุนแรง รวดเร็วและมีอาการหลายระบบ โดยจะมีทั้งอาการคัน ลมพิษ ปากบวม หน้าบวม แน่นในลำคอ จาม น้ำมูกไหล หายใจขัด ในบางรายอาจจะมีอาการปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย ความดันโลหิตต่ำ หมดความรู้สึก และอาจจะถึงแก่ชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ในรายที่เป็นโรคหืดอยู่แล้วก็จะเกิดการกำเริบขึ้นมาได้ โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรงนี้ได้แก่ แพ้ยา แพ้อาหาร โดนแมลงต่อยจำพวกผึ้ง ต่อ มด ซึ่งผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ควรเลี่ยงสารที่แพ้โดยเด็ดขาด และในรายที่เคยเป็นอาการแพ้อย่างรุนแรงเช่น ช็อก ผู้ป่วยควรพกยาฉีดอย่าง Adrenaline/ Epinephrine ติดตัวไว้ตลอดเวลาเพื่อป้องกันการเสียชีวิตก่อนที่จะได้พบกับแพทย์

แพทย์มีการตรวจวินิจฉัยอย่างไรจึงรู้ว่าเป็นภูมิแพ้

การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ สามารถทำได้โดยการสังเกตอาการที่เข้ากันกับโรคนี้ การมีอาการที่เป็นๆ หายๆ มักจะมีประวัติครอบครัวร่วมด้วย และอาจจะทำการตรวจเพิ่มเติมอีกหลายวิธีเช่น ทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง การเจาะเลือดเพื่อหาสาเหตุของอาการแพ้ หรือทดสอบสมรรถภาพของปอดเพื่อระบุว่าเป็นโรคหืดหรือไม่

โรคภูมิแพ้สามารถรักษาได้อย่างไร

หลักการในการรักษาโรคภูมิแพ้นั้นโดยทั่วไปคือ

  1. ควบคุมสิ่งแวดล้อมและสารก่อภูมิแพ้
  2. รักษาด้วยการให้ยา

สารก่อภูมิแพ้

ได้มีการสำรวจพบว่าผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ในไทยส่วนใหญ่ มีสาเหตุมาจากไรฝุ่น ฝุ่นบ้าน เป็นอันดับแรก รองลงมาก็มีสาเหตุมาจากแมลงสาบ ละอองเกสรพืช และขนสัตว์ เพื่อให้รู้แน่ชัดว่าแพ้อะไรกันแน่ก็ควรมีการทดสอบกับผิวหนังในผู้ที่เป็นภูมิแพ้ เพื่อจะได้รู้และหลีกเลี่ยงได้ และยังใช้เป็นแนวทางในการพิจารณารักษาด้วยการฉีดวัคซีนด้วย ในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการทดสอบก็ควรเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ดังนี้

ไรฝุ่น

  • ให้จัดห้องนอนให้โล่ง ควรระวังไม่เอาพรม ตุ๊กตา และผ้าม่านเอาไว้ในห้อง
  • หมั่นซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มอยู่เสมอ โดยใช้น้ำที่มีอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาทีอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง
  • คลุมที่นอน ปลอกหมอน หมอนข้างด้วยผ้าใยสังเคราะห์พิเศษที่สามารถป้องกันไม่ให้ตัวไรฝุ่นลอดผ่านได้

แมลงสาบ

  • กำจัดแหล่งอาหารของแมลงสาบ โดยเอาขยะทิ้งลงในถุงขยะหรือถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด
  • ใช้ยาฆ่าแมลงและกับดักแมลงสาบ

สัตว์เลี้ยง

  • ควรเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่มีขน
  • ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรเลี้ยงนอกบ้าน และอบน้ำทุกอาทิตย์
  • ใช้เครื่องดูดฝุ่น และเครื่องกรองอากาศ

เกสรหญ้า

  • ควรตัดหญ้าและวัชพืชบริเวณบ้านบ่อยๆ เพื่อลดจำนวนเกสร
  • ไม่ควรตัดต้นไม้ เอกไม้สด หรือแห้งเอาไว้ในบ้าน
  • ในช่วงที่มีละอองเกสรดอกไม้มาก ควรปิดประตู หน้าต่าง และใช้เครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องฟอกอากาศ
  • กิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ ให้ทำในช่วงเช้า เพราะละอองเกสรมักจะลอยปลิวในช่วงตอนเย็น

นอกจากนี้ควรเลี่ยงสารระคายเคืองต่างๆ ที่อาจจะทำให้อาการกำเริบได้ อันได้แก่ ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสีย กลิ่นฉุน น้ำหอม ควันธูป และฝุ่นละอองจากที่ต่างๆ รวมทั้งควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะได้มีการพบว่าผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ มักมีอาการแย่ลงเมื่ออยู่ในภาวะเครียด อดนอน ดังนั้นจึงควรดูแลสุขภาพอย่าให้ตัวเองเครียดและนอนน้อย ในกรณีที่เกิดอาการโรคหืดกำเริบจากการออกกำลังกาย การพ่นยาขยายขนาดหลอดลมก่อนการออกกำลังกาย 15 - 30 นาทีจะช่วยป้องกันอาการหอบระหว่างการออกกำลังกายได้


การรักษาภูมิแพ้ด้วยยา

สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับดังนี้

  1. ยาบรรเทาอาการอักเสบเช่น ยาแก้แพ้ หรือยาต้านฮิสตามีน และยาขยายหลอดลม
  2. ยาต้านการอักเสบ เช่น ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก หรือสูดทางปาก
  3. การใช้วัคซีนภูมิแพ้ ซึ่งเป็นการรักษาโรคด้วยการฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย โดยเริ่มจากทีละน้อยๆ และเพิ่มปริมาณเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ จนร่างกายเริ่มชินกับสารก่อภูมิแพ้นั้น ซึ่งผู้ป่วยที่ควรได้รับการรักษาแบบนี้ คือ ผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา โดยก่อนที่จะรักษาด้วยวิธีนี้ต้องมั่นใจก่อนว่าผู้ป่วยแพ้อะไร เพื่อจะได้นำสารที่แพ้มาฉีดวัคซีนได้อย่างถูกต้อง โดยวิธีการรักษาแบบนี้จะต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3 - 5 ปี

โรคภูมิแพ้รุนแรงแค่ไหน และสามารถหายเองได้หรือไม่?

โรคภูมิแพ้สามารถรักษาให้หายได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดไหนด้วย ในบางชนิดก็ไม่มีทางหาย เช่น หากแพ้อาหาร ถ้าหยุดทานอาหารชนิดนั้นไปซักระยะเวลาหนึ่ง อาจจะหายขาดได้ สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และโรคหืด โอกาสหายของโรคภูมิแพ้ชนิดนี้มีโอกาสหายได้น้อยมาก ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการรักษาและความรุนแรงของโรค

ผลข้างเคียงแทรกซ้อน

ผู้ป่วยที่เป็นโพรงจมูกอักเสบอันเป็นผลมาจากการเป็นภูมิแพ้หรือแพ้อากาศจะมีภาวะแทรกซ้อนได้บ่อยคือ เป็นไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ นอนกรน ซึ่งสิ่งเหล่านี้รบกวนการนอนหลับ ในบางครั้งก็เกิดการหยุดหายใจในขณะหลับได้

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ควรดูแลตัวเองอย่างไร

สิ่งสำคัญของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้คือ ต้องดูแลตัวเองให้ดี เลี่ยงสิ่งที่แพ้ และใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยควรรีบเข้าพบแพทย์ก่อนวันนัดหากมีอาการรุนแรงขึ้น หรือยาที่ใช้ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ซึ่งก็ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อหาว่ามีเหตุแทรกซ้อนอะไรหรือไม่เพื่อปรับการรักษา

การรักษาโรคภูมิแพ้

แม้ว่าการรักษาโรคภูมิแพ้จะมีหลายวิธี แต่การรักษาและป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุ นอกจากนี้ยังมียาหลายชนิดที่สามารถช่วยควบคุมและรักษาอาการที่เกิดขึ้นจากโรคภูมิแพ้ ได้แก่

  1. ยาบรรเทาอาการคัดจมูก (decongestants) สามารถใช้ในการรักษาอาการคัดจมูกในระยะเวลาสั้น ๆ
  2. ยาต้านฮีสตามีน (antihistamine) สามารถลดอาการและป้องกันโรคภูมิแพ้ได้
  3. ยาสเตียรอยด์ (steroids) สามารถลดอาการอักเสบที่เกิดขึ้นจากฮีสตามีนได้

ป้องกันการเป็นโรคภูมิแพ้ได้หรือไม่

โรคภูมิแพ้นี้เกิดจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้น้อย ก็ถือได้ว่าเป็นการป้องกันการเกิดโรคในกลุ่มเสี่ยงสำหรับผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ได้ นอกจากนี้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันการเกิดอาการแพ้ได

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่