Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์และเภสัชกร HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

หวัดลงคอ / โรคหวัดภูมิแพ้ / โรคภูมิแพ้อากาศ

หวัดลงคอ แสบคอ เจ็บคอ มีเสมหะ เสียงแหบ เสียงหาย ไอไม่หยุด ไม่มีเสียง เกิดจากอะไร? อาการหวัดลงคอ มีอะไรบ้าง? วิธีรักษาหวัดลงคอ เป็นอย่างไร ต้องกินยาอะไรบ้าง?
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 233,035 คน

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) หรือมีอีกชื่อที่คุ้นเคยกันดีอย่าง โรคหวัดลงคอ หรือโรคหวัดภูมิแพ้ จัดเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากเยื่อบุจมูกสัมผัสสารก่อภูมิแพ้เป็นระยะเวลานาน จนกระทั่งอักเสบและเกิดอาการของโรคขึ้น ผู้ป่วยมักมีอาการคันจมูก คัดจมูก หายใจไม่สะดวก น้ำมูกไหล และอาจกระแอมไอบ่อยๆ เนื่องจากมีน้ำมูกไหลลงคอ โรคนี้พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย ถึงขนาดมีรายงานว่า1ใน6ของชาวอเมริกันเป็นโรคนี้และทำให้เกิดค่าใช้จ่ายทางตรงกว่าสองพันถึงห้าพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โรคหวัดลงคอนี้ส่งผลให้มีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรังเป็นเดือนเป็นปี น่ารำคาญ แต่ก็ไม่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรง

ประเภทของโรคหวัดลงคอ

โรคหวัดลงคอ หรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ก็เหมือนกับอาการของโรคภูมิแพ้อื่นๆ ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีความไวในการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมมากกว่าปกติ ซึ่งปกติแล้วสารก่อภูมิแพ้นี้จะไม่ทำให้เกิดปัญหาในคนส่วนใหญ่ แต่จะส่งผลต่อคนที่เป็นโรคภูมิแพ้

โรคหวัดลงคอ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1. ชนิดมีอาการเฉพาะช่วง (Seasonal) ผู้ป่วยหวัดลงคอจะมีอาการในช่วงเวลาที่มีสารก่อภูมิแพ้ในอากาศมาก คือมีอาการในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือฤดูใดฤดูหนึ่งเท่านั้น โดยพบว่าผู้ป่วยมักมีอาการในฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากมีการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น สปอร์ของเชื้อรา เกสรหญ้า ดอกไม้ และวัชพืช  

2. ชนิดมีอาการตลอดทั้งปี (Perennial) โรคหวัดลงคอจะมีอาการตลอดทั้งปี ซึ่งมักมีสาเหตุการแพ้มาจากตัวไรฝุ่น ขนสัตว์ รังแคสัตว์ แมลงสาบ หรือเชื้อรา ส่วนอาการแพ้อาหารจะไม่ค่อยทำให้มีอาการทางจมูก

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการของหวัดลงคอทั้ง 2 ประเภท คือ มีอาการตลอดทั้งปี แต่จะมีอาการแย่ลงเมื่อต้องอยู่ในฤดูกาลที่มีเกสรดอกไม้ปริมาณมากในอากาศ หรือบางทีอาการหวัดลงคอที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เกิดจากการแพ้ แต่เป็นสาเหตุอื่นๆ ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ เมื่อไม่นานมานี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เสนอการแบ่งชนิดของโรคหวัดลงคอแบบใหม่โดยแบ่งเป็น 2 ชนิดคือ

  1. Intermittent หมายถึงผู้ป่วยมีอาการหวัดลงคอเป็นบางครั้งโดยมีอาการน้อยกว่า 4 วันต่อสัปดาห์ หรือมีอาการติดต่อกันน้อยกว่า 4 สัปดาห์ 
  2. Persistent หมายถึงผู้ป่วยมีอาการหวัดลงคอตลอดเวลาโดยมีอาการน้อยกว่า 4 วันต่อสัปดาห์ หรือมีอาการติดต่อกันน้อยกว่า 4 สัปดาห์

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหวัดลงคอ

1. กรรมพันธุ์หรือพันธุกรรม หากพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้ไม่ว่าจะเป็นภูมิแพ้ผิวหนังหรือหวัดลงคอ 1 คน ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ร้อยละ 50 แต่หากทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ทั้งคู่ ลูกจะมีโอกาสเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 70

2. สิ่งแวดล้อมทั้งภายในบ้านและนอกบ้าน ฝุ่นละอองจากสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ทั้งภายในบ้านและนอกบ้าน เช่น ไรฝุ่น ฝุ่นบ้าน นุ่น ของเสียที่ขับออกจากตัวไรฝุ่น สัตว์เลี้ยงต่างๆ ขนสัตว์ แมลงสาบ เชื้อราในอากาศและในดิน เกสรของหญ้า ดอกไม้ พืชบางชนิด หรือต้นไม้ เชื้อราในอากาศ ขนสัตว์โดยเฉพาะขนแมวและขนสุนัข สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ หากเด็กได้รับตั้งแต่อายุน้อยๆ เป็นเวลานานจึงทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ตามมา

3. มลภาวะในอากาศ เช่น ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ควันจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ฝุ่นจากการก่อสร้าง ยากันยุง เป็นต้น

4. บุหรี่ ในควันบุหรี่ประกอบด้วยสารพิษหลายชนิด ซึ่งมีทั้งสารก่อมะเร็งและสารก่อความระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจ โดยพบว่าควันบุหรี่ที่ออกมาจากผู้สูบบุหรี่ หรือที่เรียกว่าการสูบบุหรี่มือสอง (Passive smoking) นั้นมีปริมาณสารพิษในควันบุหรี่มากกว่าควันที่ตัวผู้สูบบุหรี่สูบเข้าไปโดยตรงถึง 3-40 เท่า ดังนั้น เด็กที่มีผู้ปกครองสูบบุหรี่ในบ้าน โดยเฉพาะเมื่อแม่เด็กเป็นผู้สูบ จะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืดมากกว่าเด็กปกติถึง 2 เท่า ส่วนผู้ที่สูบบุหรี่เองก็จะมีแอนติเจน lgE ในร่างกายสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ ซึ่งจะทำให้มีโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้หรือภูมิแพ้กำเริบมากตามไปด้วย ฉะนั้นผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้จึงควรงดสูบบุหรี่ด้วย

กลไกการเกิดอาการแพ้

เมื่อมีสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าเซลล์มาสต์ (Mast cell) จะปล่อยสารเคมีออกมาทำให้เยื่อจมูกอักเสบ โดยระยะแรกจะมีแอนติเจนชื่อว่าแมคโคฟาจ (Macrophage) เข้าสู่เซลล์และกระตุ้นลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) ให้สร้างอิมมูโนโกลบูลินอี (Immunoglobulin E; IgE) เพื่อไปจับกับเซลล์มาสต์ที่อยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ในจมูก ผิวหนัง ทางเดินอาหาร เป็นต้น ในระยะนี้ผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการ แต่ต่อมาเมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ชนิดเดิม สารดังกล่าวจะไปจับกับ IgE บนเซลล์มาสต์ ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เซลล์มาสต์ปล่อยสารเคมีออกมา เช่น ฮีสตามีน ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัว ผู้ป่วยจึงมีเยื่อบุจมูกบวมและมีน้ำมูกมาก นอกจากนี้สารดังกล่าวยังไปกระตุ้นปลายประสาท ทำให้เกิดอาการจาม และคัดจมูก ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน

ผลกระทบจากโรคหวัดลงคอ

แม้โรคหวัดลงคอจะไม่ทำให้เกิดภาวะอาการหรือภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง แต่ก็น่ารำคาญและเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวันไม่น้อย ผู้ป่วยอาจพบปัญหาต่อไปนี้

  • ไม่มีสมาธิในการเรียนหรือการทำงาน
  • ไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
  • ความสามารถในการตัดสินใจลดน้อยลง
  • การประสานงานกันระหว่างตาและมือแย่ลง
  • รู้สึกหงุดหงิด
  • มีปัญหาเกี่ยวกับความจำ
  • ปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ
  • อ่อนเพลีย
  • อาจมีอาการหนักถึงขั้นต้องขาดเรียนหรือขาดงาน
  • เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ อุบัติเหตุขณะเรียนหรือขณะทำงานมากขึ้น

ผู้ปกครองของเด็กที่เป็นหวัดลงคอให้ข้อมูลว่า เด็กเล็กจะมีอารมณ์หงุดหงิด เจ้าอารมณ์มากกว่าปกติในช่วงฤดูที่มีอาการภูมิแพ้ เนื่องจากเด็กๆ ไม่สามารถบอกอาการได้ทางวาจา แต่จะพยายามแสดงออกด้วยท่าทางที่บ่งบอกว่ารู้สึกไม่สบายขณะอยู่ที่โรงเรียนและที่บ้าน นอกจากนี้ อาการหงุดหงิดและอาการจากหวัดลงคออื่นๆ ที่เกี่ยวกับกับหู จมูก และลำคอ อาจทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคสมาธิสั้นได้ อย่างไรก็ตาม หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมก็จะสามารถควบคุมอาการหวัดลงคอของเด็ก และช่วยป้องกันปัญหาเกี่ยวกับการเรียนและปัญหาด้านพฤติกรรมได้

การวินิจฉัยโรคหวัดลงคอ

เพื่อค้นหาวิธีรักษาอาการจากโรคหวัดลงคอที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คุณควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ โดยแพทย์จะรวบรวมข้อมูลจากการสอบถามอาการของคุณและพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน คุณจะถูกถามคำถามหลายคำถามเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่บ้านและที่ทำงาน สัตว์เลี้ยง นิสัยการรับประทานอาหาร ประวัติทางการแพทย์ของครอบครัว ไปจนถึงความถี่และความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลที่ช่วยระบุสาเหตุของอาการหวัดลงคอได้ 

หลังจากการสอบถามอาการของผู้ป่วยโรคนี้ อาจพบว่ามีประวัติอาการเป็นหวัด คัดจมูก จามบ่อย มีน้ำมูกลักษณะใสๆ รวมทั้งอาจมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ หรือตัวผู้ป่วยเองมีประวัติโรคภูมิแพ้อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นแพทย์อาจตรวจร่างกาย ตรวจตา โดยผู้ป่วยโรคแพ้อากาศจะมีอาการคันตา เคืองตา และตาแดง รวมทั้งตรวจพบว่ามีเยื่อจมูกบวมและซีดหรือเป็นสีม่วงอ่อนๆ ต่างจากโรคไข้หวัดหรือไซนัสอักเสบที่เยื่อจมูกจะมีลักษณะบวมและออกสีแดง นอกจากนี้มักพบน้ำมูกลักษณะใสๆ บางคนอาจมีเยื่อตาขาวแดงเล็กน้อย 

นอกจากนี้คุณอาจต้องตรวจภูมิแพ้เพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าอาการหวัดลงคอเกิดจากอะไร โดยทำได้ 3 วิธี คือ

  1. การทดสอบทางผิวหนังแบบสะกิด (Skin Prick test) ซึ่งเป็นการตรวจที่ง่าย สะดวก เสียค่าใช้จ่ายน้อย และมีความแม่นยำมาก ทำโดยใช้น้ำยาที่สกัดจากสารก่อภูมิแพ้แต่ละชนิดหยดบนผิวหนังบริเวณท้องแขนแล้วใช้เข็มหรืออุปกรณ์พิเศษสะกิดให้น้ำยาซึมลงใต้ผิวหนัง หากผู้ป่วยมีอาการแพ้สารนั้น ก็จะเกิดรอยบวมแดงขึ้นภายใน 15-30 นาที
  2. การทดสอบใต้ผิวหนัง (Intradermal test) เป็นการฉีดสารก่อภูมิแพ้ที่ต้องการทดสอบปริมาณเล็กน้อยเข้าสู่ใต้ผิวหนังโดยใช้เข็มขนาดเล็ก ซึ่งจะสังเกตผลได้หลังจากฉีดประมาณ 20 นาที
  3. ตรวจเลือด (Blood test): ข้อดีคือไม่ทำให้เกิดการแพ้และสามารถตรวจขณะที่มีผื่นแพ้ได้ด้วย โดยแล็ปที่ตรวจต้องมีมาตรฐาน 

ทั้งนี้หากผู้ป่วยมีประวัติแพ้ต่อสารนั้นๆ อย่างรุนแรงหรือขณะที่มาทดสอบยังคงมีอาการอยู่ก็ไม่ควรทดสอบภูมิแพ้ที่ผิวหนังด้วย 2 วิธีข้างต้น 

อย่างไรก็ตาม บางครั้งอาจพบว่าเป็นโรคหวัดลงคอที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากสภาวะทางการแพทย์ต่างๆ เช่น ผนังกั้นช่องจมูกคด (Deviated septum) ซึ่งเป็นอาการการโค้งงอของกระดูกและกระดูกอ่อนที่กั้นระหว่างรูจมูกสองข้าง หรือเกิดจากการมีริดสีดวงจมูก (Nasal polyps) ซึ่งเป็นก้อนเนื้อที่เจริญขึ้นผิดปกติในโพรงจมูกหรือในไซนัส โดยสาเหตุเหล่านี้จะทำให้อาการแย่ลงได้หากป่วยเป็นหวัด ส่วนใครที่มีอาการทางจมูกที่เกิดขึ้นจากปัญหามากกว่าหนึ่งปัญหา เช่น เป็นทั้งภูมิแพ้และมีผนังกั้นช่องจมูกคด อาจทำให้รักษาได้ยาก โดยมักต้องอาศัยความร่วมมือของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาอื่นๆ เช่น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก เป็นต้น

วิธีดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคหวัดลงคอ

สิ่งแรกที่ผู้ป่วยโรคหวัดลงคอต้องทำคือการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่กระตุ้นให้เกิดอาการทุกชนิด โดยต้องปรับเปลี่ยนทั้งพฤติกรรมของตนเองและสภาพแวดล้อม ดังนี้

เลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ภายนอกอาคาร

  • แนะนำให้อยู่ภายในอาคารให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในฤดูที่มีเกสรดอกไม้ปริมาณมาก โดยเฉพาะในช่วงสายและช่วงเย็น หรือเมื่อมีลมพัดเอาเกสรดอกไม้มา
  • หลีกเลี่ยงการใช้พัดลมที่หน้าต่างเพราะสามารถดูดเอาเกสรดอกไม้และเชื้อราเข้ามาในบ้านได้
  • สวมแว่น หรือแว่นกันแดดเมื่อต้องออกนอกอาคาร เพื่อลดการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ที่ตา
  • สวมหน้ากากชนิด N95 เมื่อต้องตัดหญ้าในสนามหญ้า กวาดใบไหม้ หรือทำสวน และอาจต้องรับประทานยาแก้แพ้ก่อนการทำกิจกรรมดังกล่าวด้วย
  • อย่าตากเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และผ้าปูที่นอนไว้กลางแจ้ง เพราะเกสรต่างๆ สามารถปลิวมาเกาะติดกับเสื้อผ้าได้
  • พยายามไม่ขยี้ตา เพราะจะทำให้ระคายเคืองที่ตาและทำให้อาการแย่ลงได้

เลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ภายในอาคาร

  • พยายามปิดหน้าต่าง เปลี่ยนมาใช้เครื่องปรับอากาศในรถยนต์และในบ้านแทน และควรทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศเป็นประจำ
  • ลดการสัมผัสกับตัวไรฝุ่นโดยเฉพาะในที่นอน ด้วยการใช้ปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้านวม ที่นอน ผ้าปูที่นอนสำหรับกันไรฝุ่น และทำความสะอาดเครื่องนอนด้วยน้ำร้อนอย่างน้อย 54.4 องศาเซลเซียสเป็นประจำ ถ้าเป็นไปได้ควรเปลี่ยนไปใช้เตียงนอนที่ไม่มีขา
  • จำกัดการสัมผัสกับเชื้อรา โดยควบคุมความชื้นภายในบ้านให้อยู่ในระดับต่ำ คือระหว่าง 30-50% และทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องครัว และชั้นใต้ดินเป็นประจำ อาจใช้เครื่องกำจัดความชื้น โดยเฉพาะในชั้นใต้ดินและในสถานที่อับชื้นและเปียกชื้นอื่นๆ โดยพยายามทำความสะอาดเป็นประจำ หากพบเห็นเชื้อราขึ้น ให้ทำความสะอาดด้วยน้ำยาทำความสะอาดและน้ำยาซักฟอกขาว 5%
  • ทำความสะอาดสถานที่อยู่อาศัยเป็นประจำเพื่อไม่ให้ฝุ่นค้างอยู่นานจนเกิดตัวไรฝุ่นขึ้น แต่ควรทำความสะอาดพื้นด้วยผ้าชุบน้ำบิดหมาดแทนการกวาดแห้งหรือปัดฝุ่น เพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่น
  • ทำความสะอาดและจัดห้องนอนให้เป็นระเบียบเสมอ ควรเก็บของในห้องนอนให้น้อยเข้าไว้ ไม่ควรปูพรม และควรใช้เครื่องปรับอากาศมากกว่าพัดลม เพื่อป้องกันการสะสมของฝุ่น
  • ถอดมุ้งลวดต้องออกมาล้างทำความสะอาดนอกอาคาร และควรซักผ้าม่านบ่อยๆ ด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส

หากผู้ป่วยแพ้เชื้อราในดิน ไม่ควรกระถางต้นไม้ไว้ในบ้าน และเวลาดูแลสวนหรือรดน้ำพรวนดินควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันสารก่อภูมิแพ้เข้าจมูก 

เลี่ยงการสัมผัสสัตว์เลี้ยง

  • ล้างมือทันทีหลังจากสัมผัสหรือเล่นกับสัตว์เลี้ยง ซักเสื้อผ้าหลังจากไปพบเพื่อนที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยง
  • ถ้าคุณแพ้สัตว์เลี้ยงภายในบ้าน ให้นำสัตว์เลี้ยงออกนอกบ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ถ้าสัตว์เลี้ยงต้องอยู่ในบ้านจริงๆ ก็ให้อยู่นอกห้องนอนของคุณ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้จากสัตว์ขณะนอนหลับ
  • ถ้าบ้านของคุณมีเครื่องปรับอากาศกลางในลักษณะท่อ ให้ทำเป็นท่อปิดต่อตรงมาที่ห้องนอนโดยตรง รวมทั้งเปลี่ยนพรมปูพื้นเป็นพื้นไม้ กระเบื้อง หรือเสื้อน้ำมันแทน วิธีดังกล่าวนี้จะช่วยป้องกันสิ่งสกปรกและสารก่อภูมิแพ้ภายในห้องนอนของคุณ

การรักษาโรคหวัดลงคอ

หากหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้หรือปัจจัยกระตุ้นต่างๆ ตามคำแนะนำข้างต้นแล้วอาการหวัดลงคอยังไม่ดีขึ้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้อาจแนะนำให้คุณใช้ยาต่อไปนี้

ยาแก้แพ้ หรือยาต้านฮีสตามีน (Antihistamines) เป็นยาที่นิยมใช้ในการรักษาอาการของโรคหวัดลงคอ มีฤทธิ์ต้านสารฮีสตามีน (Histamine) ซึ่งเป็นสารหลักที่ร่างกายหลั่งออกมาเมื่อมีปฏิกิริยาภูมิแพ้ สามารถช่วยบรรเทาอาการแพ้ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น จาม คัน น้ำมูกไหล คันตา ระคายเคืองตา น้ำตาไหล แดง ผื่นลมพิษ ผื่นผิวหนังอักเสบ ยาแก้แพ้บางชนิดเป็นยาสามัญประจำบ้าน แต่ยาบางชนิดเป็นยาที่ต้องจ่ายโดยแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น มีทั้งรูปแบบยาหยอดตา ยาพ่นจมูก และมีใช้มากในรูปแบบยาเม็ดรับประทานและยาน้ำ เช่น ยา Chlorpheniramine ซึ่งมีราคาถูกมาก แต่มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงนอน ใช้วันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละครึ่งเม็ดถึง 1 เม็ด หากมีอาการเฉพาะช่วงเช้าหลังตื่นนอนอาจรับประทานเพียงวันละครั้งก่อนนอน 

ยาบรรเทาอาการคัดจมูก (Decongestants) ช่วยบรรเทาอาการคัดแน่นในจมูก ซึ่งเกิดจากการบวมของเนื้อเยื่อในจมูก ยานี้จะไม่มีส่วนประกอบของยาแก้แพ้ ดังนั้นจึงไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงเหมือนยาแก้แพ้ แต่ไม่สามารถบรรเทาอาการอื่นๆ ของโรคหวัดลงคอได้ ยาบรรเทาอาการคัดจมูกมีอยู่ทั้งแบบที่แพทย์เป็นผู้สั่ง และแบบที่มีขายที่ร้านยา และอาจเป็นยาสูตรผสมกับยาแก้แพ้ (ยาต้านฮีสตามีน) หรือยาอื่นๆ ก็ได้ โดยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา 

ยารูปแบบสเปรย์สำหรับพ่นจมูก ในระยะแรกที่ใช้ผู้ป่วยจะรู้สึกดีขึ้นมากเพราะเห็นผลเร็ว แต่พอใช้ไปสักระยะหนึ่งจะรู้สึกว่าต้องใช้ยาถี่มากขึ้น โดยหากเป็นยาชนิดที่มีส่วนประกอบของสเตียรอยด์ด้วยจะยิ่งเห็นผลดีมาก ช่วยลดอาการคัดจมูก จาม คัน และน้ำมูกไหลได้เป็นอย่างดี ยานี้ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาสเตียรอยด์ในรูปแบบรับประทานหรือรูปแบบฉีด ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากการใช้ยานี้คือ การระคายเคืองเฉพาะที่ และมีเลือดออกทางจมูก นอกจากนี้ยาบางชนิดที่เป็นยารุ่นเก่าจะมีผลต่อความสูงของเด็ก แต่ในปัจจุบันก็มียาสเตียรอยด์รุ่นใหม่บางชนิดที่ไม่มีผลต่อความสูงของเด็กแล้ว ไม่ควรใช้ยานี้นานเกิน 3 วัน ยกเว้นแพทย์สั่ง

น้ำเกลือสำหรับพ่นจมูก ช่วยบรรเทาอาการทางจมูก เช่น ช่องจมูกแห้ง หรือน้ำมูกเหนียวข้น ซึ่งน้ำเกลือนี้จะไม่เหมือนกับยาบรรเทาอาการคัดจมูกชนิดพ่นจมูก เพราะน้ำเกลือสามารถใช้ได้บ่อยครั้งตามต้องการ และบางครั้งแพทย์ด้านโรคภูมิแพ้อาจแนะนำให้คุณทำการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือด้วย

ยาโครโมลินชนิดพ่นจมูก (Nasal cromolyn) เป็นยาที่ช่วยยับยั้งร่างกายไม่ให้หลั่งสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ แต่ยาชนิดนี้ไม่ได้มีประสิทธิภาพในผู้ป่วยทุกราย ขนาดยาสูงสุดของยานี้คือวันละ 4 ครั้ง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าอาการจะดีขึ้น ยาโครโมลินชนิดพ่นจมูกสามารถป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ที่จมูกได้ ถ้าใช้ยาก่อนสัมผัสสารก่อภูมิแพ้

ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้ง Leukotriene (Anti-leukotriene) ได้แก่ ยามอนทีลูคาส (Montelukast) และ ซาเฟียลูคาส (Zafirlukast) เป็นยาที่ช่วยยับยั้งฤทธิ์ของสารที่ชื่อว่า Leukotriene ซึ่งเป็นสารในร่างกายที่ทำให้เกิดอาการแพ้เกิดขึ้น ยานี้สามารถใช้ในการรักษาหอบหืดได้ด้วย

ยาไอปราโทรเปียมชนิดพ่นจมูก (Ipratropium bromide) สามารถลดปริมาณน้ำมูกจากโรคหวัดลงคอได้ หรือในโรคจมูกอักเสบที่ไม่ได้มาจากภูมิแพ้

ยาหยอดตา อาจช่วยบรรเทาอาการแพ้ที่เกิดขึ้นกับดวงตา เช่น ตาแดง น้ำตาไหล และคันตา ยาหยอดยาที่มีขายตามร้านขายยามักใช้ในระยะสั้นๆ เพื่อบรรเทาอาการแพ้ที่ดวงตา แต่ไม่สามารถบรรเทาได้ทุกอาการ และการใช้ยาหยอดยาบางชนิดเป็นเวลานานอาจทำให้อาการแย่ลงได้ ส่วนยาหยอดตาที่ต้องสั่งใช้โดยแพทย์มีทั้งชนิดออกฤทธิ์สั้นและออกฤทธิ์ยาว

ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroids) มีทั้งแบบรับประทานและแบบพ่นโดยยาแบบพ่นถือเป็นมาตรฐานของการรักษาโรคนี้ในผู้ป่วยที่มีอาการระดับปานกลาง-มาก

การให้วัคซีนเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้ (Immunotherapy) เป็นยาที่อาจใช้สำหรับผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาอื่นๆ ไม่ดี เกิดผลข้างเคียงรุนแรงจากการใช้ยา เป็นผู้ที่ต้องสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือเป็นผู้ที่ต้องการรักษาโรคภูมิแพ้อย่างถาวรมากขึ้น การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดมีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมอาการแพ้ แต่ไม่สามารถรักษาอาการหวัดลงคอที่ไม่ได้เกิดจากภูมิแพ้ได้

การให้วัคซีนเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้ปัจจุบันมีอยู่สองชนิด คือ การฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าใต้ผิวหนัง และการอมสารก่อภูมิแพ้ไว้ใต้ลิ้น

  • การฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (subcutaneous immunotherapy): การฉีดวัคซีนนี้ต้องใช้เวลา 3-5 ปี โดยเป็นการฉีดสารก่อภูมิแพ้ความเข้มข้นต่ำๆ และค่อยๆ เพิ่มขนาดวัคซีนขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขนาดที่ใช้ในการรักษา หลังจากนั้นจะฉีดวัคซีนขนาดนั้นด้วยความถี่ที่ห่างออกไป การฉีดวัคซีนจะทำให้ร่างกายต้านทานต่อสารก่อภูมิแพ้ ลดความรุนแรงของอาการที่เกิดจากการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ และบางครั้งอาจทำให้การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังให้ผลเป็นลบได้ ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายเดือน กว่าที่อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น
  • การอมสารก่อภูมิแพ้ไว้ใต้ลิ้น (Sublingual immunotherapy): การให้วัคซีนชนิดนี้ต้องเริ่มให้หลายเดือนก่อนเข้าฤดูกาลที่มีสารก่อภูมิแพ้มาก โดยผู้ป่วยจะต้องอมเม็ดสารก่อภูมิแพ้ไว้ใต้ลิ้นทุกวัน การรักษาด้วยวิธีนี้จะใช้เวลา 3 ปี ซึ่งในปัจจุบันใช้ได้กับเฉพาะสารก่อภูมิแพ้ที่มาจากเกสรหญ้าเท่านั้น แต่ก็มีแนวโน้มว่าในอนาคตจะมีสารก่อภูมิชนิดอื่นๆ ที่รักษาด้วยวิธีการนี้ได้

ที่มาของข้อมูล

Michael D.Seidman. Clinical practice guideline: Allergi rhinitis. American academy of otolaryngology-head and neck surgery 2015; 152: 1-43

Treatment-Allergic rhinitis (https://www.nhs.uk/conditions/allergic-rhinitis/treatment/), 20 February 2019

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่