การป้องกันโรคเอดส์

รู้จักสาเหตุและวิธีป้องกันโรคเอดส์อย่างถูกวิธี อาการ ความเสี่ยง รวมถึงวิธีรักษา
เผยแพร่ครั้งแรก 28 มี.ค. 2017 อัปเดตล่าสุด 17 พ.ย. 2020 เวลาอ่านประมาณ 3 นาที
การป้องกันโรคเอดส์

โรคเอดส์ โรคร้ายแรงที่หลายคนไม่ได้ป้องกัน ปัจจุบันมีการระบาดของโรคเอดส์จำนวนมาก เนื่องจากหลายคนไม่รู้การป้องกันโรคเอดส์รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นซึ่งอาจอันตรายถึงชีวิต ฉะนั้นควรทำความรู้จักกับโรคเอดส์ ทั้งสาเหตุและการป้องกันโรคเอดส์อย่างเหมาะสม 

โรคเอดส์คืออะไร?

โรคเอดส์ (Acquired immunodeficiency syndrome: AIDS) คือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ เอชไอวี (Human immunodeficiency virus: HIV) ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำลงมาก ทำให้ติดโรคอื่นๆ ได้ง่าย และอาจอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิต 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ปรึกษาเภสัช สั่งยา ฟรีค่าส่งทั่วประเทศ*

แชทกับเภสัชกรฟรี! 9 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน พร้อมรับส่วนลดค่ายา 5% HDmall ออกค่าส่งให้สูงสุด 40 บาท

โรคเอดส์มี 4 ระยะซึ่งจะแสดงอาการแตกต่างกันออกไป ดังนี้

  1. ระยะติดเชื้อ เมื่อติดเชื้อมาใหม่ๆ ในบางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว อาการจะปรากฏประมาณ 3-4 สัปดาห์ จากนั้นจะหายเป็นปกติ แต่บางคนก็อาจไม่แสดงอาการใดๆ 
  2. ระยะไม่ปรากฏอาการ ในระยะนี้ผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV จะไม่แสดงอาการใดๆ ให้เห็นเลย จึงไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ และมีโอกาสที่จะแพร่เชื้อสู่คนอื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ
  3. ระยะมีอาการ หลังจากรับเชื้อมาระยะหนึ่ง ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการผิดปกติต่างๆ ปรากฏให้เห็น เช่น มีตุ่มคันตามแขนขา มีไข้นานกว่า 2 สัปดาห์ มีฝ้าขาวในปาก และน้ำหนักตัวลด 
  4. ระยะเอดส์ ในระยะนี้ถือว่าเป็นโรคเอดส์อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากภูมิคุ้มกันถูกทำลายไปเยอะมากจนมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา เช่น วัณโรค เชื้อราในปอด เชื้อราในสมอง 

โรคเอดส์ติดต่อทางไหน?

ผู้ที่เป็นโรคเอดส์จะมีเชื้อ HIV อยู่ในเลือด น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด และน้ำนม ฉะนั้นหากไม่มีการป้องกันโรคเอดส์ด้วยวิธีที่เหมาะสม ก็อาจติดเชื้อได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

  • การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ HIV เกิดได้ทั้งคู่นอนชายกับหญิงและชายกับชาย เนื่องจากมีการสัมผัสสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ HIV ของคู่นอน เช่น น้ำในช่องคลอด น้ำอสุจิ 
  • การมีเพศสัมพันธ์ด้วยปาก หากหลั่งอสุจิภายในช่องปากขณะที่ช่องปากมีแผลอักเสบ หรือมีรอยบาดหลังแปรงฟัน ก็อาจทำให้ติดเชื้อ HIV ได้เช่นเดียวกัน
  • การใช้อุปกรณ์ทางเพศร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV เนื่องจากมีโอกาสที่สารคัดหลั่งในช่องคลอดหรือน้ำอสุจิจะปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ไม่ว่าจะเกิดจากการใช้สารเสพติดหรือสถานบริการสุขภาพที่ไม่ได้มาตรฐานและนำเข็มเก่ากลับมาใช้ใหม่ ก็อาจทำให้เชื้อโรคปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายได้
  • รับเลือดจากผู้ที่ติดเชื้อ HIV กรณีนี้เกิดขึ้นได้ยากมาก เนื่องจากก่อนจะบริจาคเลือด สภากาชาติจะตรวจร่างกายของผู้บริจาคเลือดก่อนแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีการตรวจร่วมกันหลายวิธี แต่อาจมีบางรายที่เพิ่งได้รับเชื้อมาไม่นาน ทำให้ตรวจไม่พบเชื้อ HIV 
  • การถ่ายทอดเชื้อจากมารดาสู่ทารก กรณีนี้เกิดกับมารดาที่ติดเชื้อ HIV และส่งต่อให้บุตรในระหว่างตั้งครรภ์หรือจากน้ำนมหลังคลอดก็ได้ เนื่องจากเชื้อ HIV มีอยู่ทั้งในเลือดและในน้ำนมของมารดา

การป้องกันโรคเอดส์ทำอย่างไร?

แม้โรคเอดส์จะรุนแรงและอันตรายมาก แต่การป้องกันโรคเอดส์ก็ทำได้ง่ายเช่นกัน มีวิธีดังต่อไปนี้

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ควรเลือกขนาดและวิธีใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง ไม่ควรสวมถุงยางซ้อนกัน 2 ชั้น หรือเลือกถุงยางหลวมเกินไป เนื่องจากมีโอกาสที่ถุงยางจะเสียดสีกันจนขาด หรือหลุดขณะมีเพศสัมพันธ์ได้
  • หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ทางเพศ (Sex toy) ใช้ร่วมกับผู้อื่น เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV
  • หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย เพื่อลดโอกาสที่จะได้รับเชื้อ HIV จากผู้ที่ไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ
  • ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสพยาเสพติด รวมถึงเลือกสถานบริการด้านสุขภาพที่ได้มาตรฐาน
  • สตรีมีครรภ์มีเชื้อไวรัส HIV หรือสงสัยว่ามีเชื้อและต้องการป้องกันโรคเอดส์ในทารก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาต้านไวรัส ซีโดวูดีน (Zidovudine: AZT) ซึ่งมีส่วนในการทำให้เชื้อหยุดชะงักลงได้

    หากรับยาต้านไวรัสตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ (28 สัปดาห์) และได้รับ เนวิราพีน (Nevirapine: NVP) ตอนคลอด 1 ครั้งรวมถึงให้ยากับทารกด้วย จะสามารถลดโอกาสที่ทารกจะติดเชื้อได้มากถึง 97%

    ทั้งนี้หากรู้ตัวว่าติดเชื้อ HIV หลังจากที่ตั้งครรภ์แล้ว ก็สามารถรับยาต้านเชื้อไวรัสได้เช่นกัน แต่ผลของการต้านอาจลดลง

จะรู้ได้อย่างไรว่าติดโรคเอดส์?

เนื่องจากโรคเอดส์มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรกที่รับเชื้อ จึงทำให้ยากต่อการสังเกต วิธีที่จะรู้ได้ว่าตนเองติดเชื้อ HIV หรือไม่ ในปัจจุบันมีด้วยกัน 2 วิธี ดังนี้

  1. ตรวจเลือด ในระยะที่เชื้อยังไม่ฟักตัวหรือรับเชื้อมาใหม่ๆ อาจตรวจไม่พบเชื้อในช่วงแรก ฉะนั้นหากสงสัยว่าตนเองติดเชื้อ HIV จากพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ให้รอประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนไปตรวจเลือด

    โดยการวินิจฉัยผลเลือดจะประกอบไปด้วยการตรวจหาส่วนประกอบของเชื้อไวรัส รวมถึงระดับภูมิต้านทานต่อไวรัสของร่างกาย

    ถ้าหากผลเลือดเป็นลบ ก็อาจไม่ติดเชื้อ HIV แต่ทั้งนี้เพื่อความไม่ประมาท ควรไปตรวจซ้ำอีกครั้งหลังครบ 3 เดือนจะได้ผลที่แม่นยำมากขึ้น

  2. ตรวจโดยขูดเซลล์ในช่องปาก ปัจจุบันมีวิธีการตรวจโดยขูดเซลล์และเก็บน้ำลายในช่องปากได้ด้วย แต่ทั้งนี้หากมีอาการอื่นๆ เช่น ไข้หวัด ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ ควรแจ้งแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเพื่อประกอบการวินิจฉัยด้วย

โรคเอดส์รักษาได้ไหม?

การป้องกันโรคเอดส์ตั้งแต่ต้นเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันโรคเอดส์ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถชะลออาการและบำรุงร่างกายให้แข็งแรงจนผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ โดยการให้ยาต้านไวรัสร่วมกันหลายสูตรเพื่อป้องกันการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส ซึ่งขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ผู้รักษา

การกินยาตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากโรคเอดส์เป็นโรคติดต่อเรื้อรังที่ต้องกินยาตลอดชีวิต หากงดยาเองโดยที่แพทย์ไม่ได้สั่ง อาจทำให้อาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว 

นอกจากนี้สุขภาพใจและสุขภาพกายเป็นสิ่งสำคัญ ควรหมั่นกินอาหารที่มีประโยชน์สม่ำเสมอ ออกกำลังเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้ออื่นๆ เพิ่ม


4 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
รศ. พญ. กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ, เมื่อเอดส์เกิดมากับลูกน้อย, (https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=702), 21 สิงหาคม 2560.
อ. พญ. เจนจิต ฉายะจินดา, โรคติดเชื้อระบบสืบพันธุ์น่ารู้: โรคติดเชื้อเอชไอวี, (https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=1094), 12 กุมภาพันธ์ 2557.
รศ. นพ. อนุวัตร รุ่งพิสุทธิพงษ์, เอดส์, (https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=152), 7 ตุลาคม 2553.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)