การรักษา

ผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาและการแพ้ยา

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
ผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาและการแพ้ยา

การเกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยานั้นเป็นเรื่องปกติ ในแต่ละคนมีลักษณะการตอบสนองต่อการแพ้ที่ต่างกัน คนหนึ่งอาจเกิดผื่นหรือเกิดการตอบสนองอื่นจากการใช้ยา ในขณะที่อีกคนหนึ่งอาจไม่เกิดการตอบสนองใดๆเลยก็ได้แม้ว่าทั้งสองคนนั้นจะใช้ยาตัวเดียวกัน ในจำนวนการเกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์นั้น ประมาณร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 10 มีสาเหตุมาจากการแพ้ยา

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา

ปัจจัยเสี่ยงที่มีมาก่อน (predisposing factors) ในผู้ป่วยแต่ละรายนั้นส่งผลต่อการเกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้ได้แก่ (1) การใช้ยารักษาร่วมกันหลายชนิด พบว่าอุบัติการณ์การเกิดนั้นสูงขึ้นเมื่อผู้ป่วยได้รับยาที่ใช้ในการรักษามากขึ้น เนื่องจากยาสามารถเกิดอันตรกิริยาจากการช้ยาร่วมกันหลายชนิด (2) อายุของผู้ป่วย พบว่าผู้ป่วยสูงอายุและผู้ป่วยเด็กมีโอกาสตอบสนองต่อการเกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ได้มากกว่า (3) เพศ การศึกษาพบว่าเพศหญิงมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยามากกว่าเพศชาย 1.5 ถึง 1.7 เท่า ยังไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัดถึงสาเหตุที่แท้จริง แต่คาดว่าน่าจะเกิดจากเภสัชจลนศาสตร์ ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบต่อมไร้ท่อที่แตกต่างกัน (4) โรคที่ผู้ป่วยกำลังเป็นอยู่ หากผู้ป่วยกำลังเป็นโรคตับ หรือโรคไตพบว่ามีโอกาสเกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้มากกว่า เนื่องจากตับ และไตเป็นช่องทางในการขับออกของตัวยา (5) เชื้อชาติและพันธุกรรม ส่งผลต่อเอนไซม์ในร่างกายที่ทำหน้าที่แมทาบอลึซึมยา กระบวนการนี้ส่งผลต่อเภสัชจลนศาสตร์ของยาที่รับประทาน

ประเภทของผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์

การเกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยานั้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือ

(1) Type A (A; augmented) การตอบสนองในรูปแบบ Type A นี้จะเพิ่มขึ้นตามขนาดยาที่ได้รับ ยิ่งได้รับยาในปริมาณมาก ก็จะยิ่งตอบสนองต่อผลข้างเคียงมาก (dose-dependent) ซึ่งผลข้างเคียงที่ตอบสนองนั้นเกี่ยวข้องกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของตัวยา เป็นไปในลักษณะที่คาดการณ์ได้ว่าอาจจะเกิด อุบัติการณ์การเกิดสูงกว่า Type B มีความรุนแรงน้อยกว่า สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับขนาดยา ยกตัวอย่างเช่น ยาอินซูลินมีฤทธิ์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด หากร่างกายได้รับอินซูลินมากเกินไป ร่างกายอาจตอบสนองด้วยภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เกิดอาการอ่อนเพลีย วิงเวียน หน้ามืด ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของการใช้ยาที่คาดการณ์ได้หากผู้ป่วยได้รับเกินขนาด

(2) Type B (B; bizarre) การตอบสนองในรูปแบบ Type B นี้ มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดการแก้แพ้ยา (hypersensitivity / drug allergy) การตอบสนองไม่เกี่ยวข้องว่าผู้ป่วยได้รับขนาดยาเท่าไหร่ การได้รับขนาดยาเพียงเล็กน้อยสามารถให้การตอบสนองที่รุนแรงได้ ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ อุบัติการณ์การเกิดน้อยกว่า Type A แต่มีความรุนแรงมากกว่า ไม่มียารักษาเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น การเกิดภูมิแพ้เฉียบพลันรุนแรงเมื่อได้รับยาเพนนิซิลิน

ยาที่เกิดอุบัติการณ์การแพ้ได้บ่อย

ยาที่เกิดอุบัติการณ์การแพ้ได้บ่อย พบว่าเป็นยาในกลุ่มยาปฏิชีวนะ ได้แก่ ยากลุ่มเพนนิซิลิน (penicillin) ยาปฏิชีวนะที่มีซัลโฟนาไมด์ (ยาซัลฟา) เป็นส่วนประกอบ (sulfonamide; sulfa) ยาแอสไพริน (aspirin) ยาในกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (non-steroidal anti-inflammatory drug; NSAID) เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ยากลุ่มยาต้านชัก ยากลุ่มโมโนโคลนอล แอนติบอดี (monoclonal antibody) และยาเคมีบำบัดซึ่งอุบัติการณ์จะมีความเสี่ยงเกิดได้มากยิ่งขึ้นหากจำเป็นต้องได้รับยาถี่ หรือมีการสัมผัสยาทางผิวหนัง หรือฉีดเข้าร่างกาย พบได้มากกว่าการรับประทาน การได้รับยาที่มีโครงสร้างทางเคมีใกล้เคียงกันามารถก่อให้เกิดการแพ้ได้เช่นเดียวกัน

อาการแพ้ยา

อาการแพ้ยาที่พบได้บ่อย ได้แก่ การเกิดผื่นที่บริเวณผิวหนัง ลักษณะผื่นจะเป็นผื่นนูน แดง มีอาการคันโดยมากผื่นมักจะหายไปใน 24 ชั่วโมง ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ เช่น หายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก มีอาการบวม บริเวณที่เห็นได้ชัดเจน เช่น บริเวณใบหน้า หนังตา ลิ้น อาการแพ้อาจรุนแรงได้ถึงการเกิดการแพ้แบบอะนาไฟแลกซิส (anaphylacxis) คือเกิดการตอบสนองต่อการแพ้อย่างรุนแรง ความดันโลหิตต่ำ ในกรณีรุนแรงอาจเกิดอาการช็อก  หากไม่ได้รับการรักษาทันเวลาอาจส่งผลถึงชีวิตได้

การสงสัยการแพ้ยา

หากผู้ป่วยมีข้อสงสัยว่าตัวเองจะมีการแพ้ยา อาจปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ซึ่งแพทย์หรือเภสัชกรอาจต้องขอทราบข้อมูลเหล่านี้แก่ผู้ป่วย ได้แก่ ผู้ป่วยสงสัยว่ายาชนิดใดที่ก่อให้เกิดการแพ้ อาการเริ่มต้นเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่ มีลักษณะอาการเป็นอย่างไรบ้าง มีการใช้ยาอื่นร่วมด้วยระหว่างการใช้ยาที่สงสัยนี้หรือไม่

บัตรแพ้ยา

หากแพทย์หรือเภสัชกรมีความเห็นว่าผู้ป่วยมีการแพ้ยา แพทย์หรือเภสัชกรจะออกบัตรแพ้ยาให้แก่ผู้ป่วย ข้อมูลของบัตรจะบอกประวัติการแพ้ยาของผู้ป่วย สามารถป้องกันการเกิดการแพ้ยาซ้ำได้ ผู้ป่วยควรพกบัตรแพ้ยาติดตัวไว้เสมอ เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาหรือใช้บริการที่โรงพยาบาล คลินิก หรือร้านยา ให้แสดงบัตรแพ้ยานี้แก่บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อลดขั้นตอนและความเสี่ยงที่จะเกิดการแพ้ยาซ้ำ นอกจากนี้ผู้ป่วยควรจดจำชื่อยาที่ผู้ป่วยแพ้ให้ได้ บอกชื่อยาที่แพ้ให้กับคนใกล้ตัวหรือญาติพี่น้องทราบ และหลีกเลี่ยงการซื้อยามาใช้เองโดยเฉพาะยาที่ไม่ทราบชื่อ เนื่องจากอาจมีส่วนผสมของยาที่ผู้ป่วยแพ้

ข้อปฏิบัติเมื่อเกิดการแพ้ยา

ให้สังเกตอาการของตนเองเมื่อได้รับยาที่ไม่เคยใช้มาก่อน หากเกิดอาการข้างต้น ให้รีบไปพบแพทย์โดยนำยาที่ใช้และบัตรแพ้ยาไปแสดงแก่แพทย์ด้วย

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่