การใช้ยาเสริมสมรรถนะการเรียน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 18, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที

Study Drugs

การใช้ยาเสริมสมรรถนะการเรียน (Study Drugs)

หลายคนใช้ยาอย่างเป็นประจำโดยไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์ เพราะพวกเขาเชื่อว่ายาบางตัวจะทำให้พวกเขามีสมาธิกับการทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งมากขึ้น และถ้าคุณเคยได้ยินเกี่ยวกับ “ยาเสริมสมรรถนะการเรียน” มาบ้างแล้วคุณอาจสงสัยว่ายาเหล่านี้อันตรายหรือไม่อย่างไร ลองดูข้อมูลเหล่านี้ที่อาจมีประโยชน์กับวัยรุ่นทั้งหลาย

โนอาห์มีการบ้าน 2 งานที่จะต้องส่งอาจารย์ให้ทันตามกำหนด ต้องทบทวนบทเรียน 3 บทเพื่อเตรียมสอบ และยังต้องกรอกใบสมัครเข้ามหาวิทยาลัยอีกเป็นกระตั้ก และทุกอย่างจะต้องเสร็จภายในสัปดาห์หน้า โนอาห์รู้สึกว่าเค้าต้องการตัวช่วยเพื่อให้เค้ามีสมาธิและมุ่งความคิดไปที่งานทั้งหมด

น้องชายของโนอาห์ใช้ยารักษาโรคสมาธิสั้นและเขาได้ยินหลายคนเรียกยาชนิดนี้ว่า “ยาเสริมสมรรถนะการเรียน” ซึ่งเขาทราบดีว่าการใช้ยาชนิดนี้โดยที่แพทย์ไม่ได้ออกใบสั่งยาให้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่เขาก็ยังคิดว่ายานี้อาจช่วยเขาให้ผ่านช่วงสัปดาห์อันวุ่นวายนี้ไปได้

ยาเสริมสมรรถนะการเรียนคืออะไร

เมื่อคุณเป็นโรคสมาธิสั้นหรือ ADHD แพทย์จะออกใบสั่งยาพวก Adderall และ Ritalin ซึ่งเป็นยากลุ่มที่กระตุ้นการทำงานของประสาทส่วนกลาง พบว่า มีบางคนลองใช้ยาเหล่านี้แม้ไม่ได้ป่วยเป็นโรคแต่เพราะพวกเขาเชื่อว่า ยาพวกนี้จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการเรียนหรือการอ่านหนังสือ นี่จึงเป็นสาเหตุให้ยาเหล่านี้ถูกเรียกว่า “ยาเสริมสมรรถนะการเรียน”

โดยยาเหล่านี้เป็นยากระตุ้นประสาทจึงทำให้ผู้ใช้มีความกระตือรือร้น กระฉับกระเฉง มีอาการหัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ และเกิดภาวะความดันเลือดสูงได้ชั่วขณะ ซึ่งจริงๆ แล้ว ตัวยาไม่ได้มีสรรพคุณช่วยให้ผู้ใช้มีความสามารถในการเรียนหรือมีกระบวนการคิดที่ดีขึ้นแต่อย่างใด

ยากระตุ้นประสาทที่มักนำมาใช้เพื่อเป็นยาเสริมสมรรถนะการเรียน 2 ชนิด ดังนี้

  1. กลุ่มยาแอมเฟตามีน เช่น Adderall, Dexedrine หรือ Vyvanse
  2. กลุ่มยาเมทิลเฟนิเดต เช่น Ritalin หรือ Concerta

ส่วนใหญ่แล้วคนที่ต้องการใช้ยาเสริมสมรรถนะการเรียนมักได้รับยามาจากคนใกล้ชิด เช่น เพื่อนสนิทหรือญาติ โดยที่ผู้ได้สิทธิ์ใช้ยาจริงๆ แทบไม่รู้เลยว่าใครใช้ยาของพวกเขาบ้าง พวกเขาจะรู้ตัวอีกทีก็เมื่อพบว่ายาของพวกเขาหายไปหรือลดจำนวนลงและเมื่อพวกเขาต้องการยาเพิ่มก็ไม่สามารถเพิ่มยาได้เนื่องจากการใช้ยาที่ยังไม่ครบกำหนดเวลาตามแพทย์สั่งนั้น ร้านขายยาจะไม่สามารถเติมยาให้ได้

ยาเสริมสมรรถนะการเรียนเหล่านี้มีผลต่อสมองอย่างไร

เซลล์ประสาทในสมองจะนำและควบคุมข้อมูลที่ได้รับโดยการปล่อยสารเคมีที่มีชื่อว่า สารสื่อประสาท (Neurotransmitters) ซึ่งยากระตุ้นประสาทมีโครงสร้างทางสารเคมีที่คล้ายกันกับสารสื่อประสาท เมื่อมีผู้ทานเข้าไป ตัวยาจะกระตุ้นสารสื่อประสาทในสมองและร่างกาย ทำให้เกิดการสูบฉีดของระบบในสมองส่งผลให้เกิดการจดจ่อและสมาธินั่นเอง

โดยช่วงเวลาที่สมองและร่างกายถูกกระตุ้นนั้นจะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากนั้นก็จะกลับมาเป็นปกติและอาจแถมมาด้วยอาการเฉื่อยชา ความคิดไม่ปะติดปะต่อ หรือแม้กระทั่งอาจถึงขั้นมีอาการซึมเศร้าเลยทีเดียว นอกจากนี้ พวกเขาอาจรู้สึกได้ว่างานที่พวกเขาทำออกมาในขณะที่ใช้ยามันไม่ได้ดีมากสักเท่าไหร่

ผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยา

เมื่อแพทย์เขียนใบสั่งยารักษาโรคสมาธิสั้นให้กับผู้ป่วย ผู้ป่วยจะเริ่มรักษาด้วยปริมาณยาระดับน้อยก่อน และหากแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องรับยามากขึ้น แพทย์จะค่อยๆ เพิ่มปริมาณยา ที่แพทย์ต้องทำเช่นนี้เพราะการใช้ยาเหล่านี้ในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้เกิดปัญหาทางการรักษาในอนาคตได้ ซึ่งผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยา ดังนี้

การใช้สารกระตุ้นประสาทบ่อยเกินไปอาจนำมาซึ่งอาการก้าวร้าวรุนแรง หวาดระแวง ปัญหาทางระบบหัวใจ และปัญหาทางสุขภาพจิตได้ นอกจากนี้ การศึกษาวิจัยยืนยันว่าการใช้ยาแก้หวัดที่หาซื้อเองตามร้านขายยาทั่วไปก็ส่งผลทำให้เกิดอาการความดันโลหิตสูงหรือภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติด้วยเช่นกัน

ยังมีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่ใช้ยาโดยที่ไม่ได้ตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกาย หรือพวกเขาคิดว่าจะใช้ยาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ทว่ายากระตุ้นประสาทเหล่านี้กลับทำให้ผู้ใช้ติดได้เช่นเดียวกับการใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะกับผู้ที่ใช้ยากระตุ้นประสาทเกินขนาด และเมื่อพวกเขาต้องการหยุดการใช้ยาพวกเขาจะมีอาการเหมือนคนเลิกยาเสพติด เช่น มีอาการซึมเศร้า คิดฆ่าตัวตาย อยากยาอย่างรุนแรง นอนไม่หลับ และเป็นลมหมดสติ

ไม่เพียงแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ผู้ที่แอบใช้ยาเสริมสมรรถนะการเรียนอาจถูกจับได้เพราะการใช้ยาที่ไม่ได้ถูกกำหนดให้ตนใช้ถือว่าผิดกฎหมาย ทำให้พวกเขาอาจถูกไล่ออกจากโรงเรียน จ่ายค่าปรับจำนวนมาก และสุดท้ายอาจถึงขึ้นติดคุกติดตารางได้

ทางเลือกอื่นๆ นอกเหนือจากการใช้ยาเสริมสมรรถนะการเรียน

หากคุณต้องการมีสมาธิและจดจ่อกับการเรียนหรือการอ่านหนังสือ มีวิธีการอื่นๆ อีกมากมายที่สามารถช่วยได้ ดังนี้

  • การนั่งสมาธิ เพียงแค่ไม่กี่นาทีในแต่ละวันจะช่วยลดอาการเครียดและทำให้จิตใจคุณสงบลง การทำสมาธิก่อนการเรียน ทำงาน หรืออ่านหนังสือสอบ จะช่วยปรับภาวะสมองและจิตใจของคุณให้มีสมาธิและสามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งที่คุณทำได้
  • การนอนหลับให้เต็มอิ่มและเพียงพอ ซึ่งการหลับพักผ่อนให้เพียงพอในช่วงเวลากลางคืนนั้นสำคัญมากต่อสมอง จะทำให้สมองปลอดโปร่ง มีสมาธิ และตื่นตัว โดยแพทย์แนะนำให้วัยรุ่นควรนอนหลับให้ได้ 9 ชั่วโมงในแต่ละคืน
  • การออกกำลังกาย จะช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าฟิตเนส ฝึกโยคะ หรือเดินเร็วๆ ต่างช่วยกระตุ้นให้สมองการรับรู้ได้ดี มีความจำที่ดี และมีสมาธิ ดังนั้นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยปรับสภาวะทางด้านอารมณ์ นอนหลับง่ายขึ้น และลดความเครียดได้ด้วย
  • การทานอาหารที่มีประโยชน์ สารอาหารที่มีประโยชน์ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้สภาพร่างกายและจิตใจแข็งแรงสมบูรณ์ การทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่ เปรียบเสมือนการการเติมน้ำมันและพลังงานที่ดีให้สมองและยังเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายมีแรงและกำลังอยู่เสมอ

ที่มาของข้อมูล http://kidshealth.org/en/teens/study-drugs.html

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่