​โรคสมาธิสั้นในเด็ก

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 23, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 756,967 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 21/03/2562

โรคสมาธิสั้น (Attention -deficit hyperactivity disorder : ADHD) คือ กลุ่มอาการผิดปกติทางพฤติกรรมและอารมณ์  โดยผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการตั้งแต่ช่วงอายุ 3-6 ปี อาการจะแสดงออกอย่างชัดเจนและวินิจฉัยได้ในช่วงอายุ 6-12 ปี

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

ผลสำรวจพบว่า นักเรียนทั่วโลกเป็นโรคสมาธิสั้นประมาณ 7% หรือในจำนวน 100 คนจะมีเด็กเป็นโรคสมาธิสั้นถึง 7 คน โรคนี้ยังพบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง 4-6 เท่า  

สาเหตุ

  • จากความผิดปกติของสารเคมีบางชนิดในสมอง เช่น โดปามีน (dopamine) นอร์อิพิเนฟริน (norepinephrine) เป็นต้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างสมาธิ
  • จากความผิดปกติในการทำงานของสมองส่วนหน้า(frontal cortex)ที่ควบคุมสมาธิ การยับยั้งชั่งใจ และการเคลื่อนไหวของร่างกาย ทำให้โรคนี้มีอาการสำคัญ 3 อย่าง  ได้แก่ สมาธิสั้น ขาดความยั้งคิด หรือหุนหันพลันแล่น และพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง 
  • ปัจจัยด้านพันธุกรรม
  • มารดาสูบบุหรี่ หรือใช้สารเสพติดขณะตั้งครรภ์
  • น้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์
  • ปัจจัยเสริมอื่นๆ เช่น  การเลี้ยงดู  การได้รับพิษตะกั่ว  เป็นต้น

อาการ

1. สมาธิสั้น หรือขาดสมาธิ (attention deficit)

เด็กจะมีลักษณะวอกแวกง่าย ขาดความตั้งใจในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่ต้องใช้ความคิด เด็กมักจะแสดงอาการเหม่อลอยบ่อยๆ เรียกชื่อแล้วไม่หัน  ทำงานไม่เสร็จ ผลงานมักจะไม่เรียบร้อย ตกๆหล่นๆ ดูเหมือนสะเพร่า ขาดความรอบคอบ เด็กมักจะมีลักษณะขี้ลืม ทำของใช้ส่วนตัวหายเป็นประจำ มีลักษณะเหมือนไม่ฟังเวลาพูดด้วย เวลาสั่งให้เด็กทำงานอะไรเด็กมักจะลืมทำ หรือทำครึ่งๆ กลางๆ อาการขาดสมาธินี้มักจะมีต่อเนื่อง ติดตัวจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่

2. พฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง หรือซนมาก (hyperactivity)

เด็กจะซน อยู่ไม่สุข ยุกยิกตลอดเวลา นั่งนิ่งๆ ไม่ค่อยได้ ต้องลุกเดิน หรือขยับตัวไปมา ชอบปีนป่าย เล่นเสียงดัง ชอบเล่นผาดโผน หรือทำกิจกรรมที่เสี่ยงอันตราย มักประสบอุบัติเหตุบ่อยๆ จากความซน และความไม่ระมัดระวัง พูดมาก พูดไม่หยุด ชอบแกล้งหรือแหย่เด็กอื่น 

3. ขาดความยั้งคิด หรือหุนหันพลันแล่น (impulsivity)

เด็กจะมีลักษณะวู่วาม ใจร้อน อารมณ์หุนหันพลันแล่น ทำอะไรไปโดยไม่คิดก่อนล่วงหน้าว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นตามมา ขาดความระมัดระวัง เช่น วิ่งข้ามถนนโดยไม่มองรถดีๆ ซุ่มซ่าม ทำข้าวของแตกหักเสียหาย เวลาต้องการอะไรก็จะต้องให้ได้ทันที รอคอยอะไรไม่ได้ เวลาอยู่ในห้องเรียนมักจะพูดโพล่งออกมาโดยไม่ขออนุญาตครูก่อน มักตอบคำถามโดยที่ฟังคำถามยังไม่ทันจบ ชอบพูดแทรกเวลาที่คนอื่นกำลังคุยกันอยู่ หรือกระโดดเข้าร่วมวงเล่นกับเด็กคนอื่นโดยไม่ขออนุญาตก่อน

อย่างไรก็ดี ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า เด็กแต่วัยมีสมาธิไม่เท่ากัน เด็กยิ่งเล็กมากเท่าไหร่ ยิ่งมีสมาธิน้อยเท่านั้น เช่น เด็กอายุ 1 ปี จะมีสมาธิไม่เกิน 2-3 นาที  เด็กอายุ 7-9 ปี จะมีสมาธิประมาณ 15-30 นาที เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นจะมีสมาธิเพิ่มมากขึ้นไปด้วย ดังนั้นจึงนำเด็กเล็กมาเปรียบเทียบกับเด็กโตไม่ได้  หากสงสัยว่า บุตรหลานมีอาการเข้าข่ายโรคสมาธิสั้น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพราะโรคสมาธิสั้นจำเป็นต้องได้รับการรักษา เนื่องจากส่งผลกระทบต่อชีวิตเด็กหลายๆ ด้าน เช่น  ชีวิตส่วนตัว การเรียน ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ยิ่งโตขึ้นอาการสมาธิสั้นก็อาจรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

การรักษา

1. การใช้ยาเพิ่มสมาธิตามที่แพทย์สั่ง     

ปัจจุบันถือเป็นมาตรฐานการรักษา แพทย์จะเลือกยาที่เหมาะสมกับอาการและวัยของเด็ก  ยาที่ใช้มีความปลอดภัย  ให้ผลการรักษามากถึง 70-80 % และมีผลข้างเคียงน้อย  การทำงานของยาจะช่วยให้สมองหลั่งสารสื่อประสาทเพิ่มขึ้นทำให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น สงบขึ้น และควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น ส่งผลให้การเรียนดีขึ้น ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างดีขึ้น โดยทั่วไปหลังจากรับประทานยา เด็กจะมีอาการดีขึ้นภายใน 1- 4 สัปดาห์  นอกจากนี้ควรปรึกษาแพทย์อย่างต่อเนื่อง

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

2. การฝึกฝนการควบคุมตัวเอง  

พ่อแม่ควรจัดกิจวัตรประจำวันของเด็ก ให้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอตามเวลาที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นเวลาตื่นนอน เวลารับประทานอาหาร อาบน้ำ ไปโรงเรียน ทำการบ้าน หรือเข้านอน  เพื่อให้เด็กรู้ว่า เวลาไหนควรทำอะไร เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักควบคุมตัวเอง   นอกจากนี้ควรฝึกให้เด็กมีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานได้ต่อเนื่องประมาณ 20 - 30 นาที เน้นให้เด็กนั่งทำงานอยู่กับที่จนเสร็จโดยไม่ลุกเดินไปไหน ในช่วงแรกพ่อแม่ควรควบคุมอย่างใกล้ชิดและคอยช่วยเหลือเพื่อให้เด็กทำได้สำเร็จ เมื่อเด็กทำได้พ่อแม่ต้องให้รางวัลอาจเป็นคำชม การกอด ทั้งนี้เพื่อเสริมแรงให้เด็กอยากพัฒนาตัวเองต่อไปและเสริมสร้างให้เด็กรู้จักคุณค่าในตัวเอง  

พ่อแม่ไม่ควรลงโทษเด็กด้วยวิธีที่รุนแรง เช่น การตี การดุด่า ตำหนิ เปรียบเทียบ ารที่พ่อแม่จะช่วยฝึกฝนเด็กได้นั้นจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กสมาธิสั้น  พ่อแม่ต้องมีความอดทน  ให้โอกาสเด็ก  และต้องมีทักษะในการควบคุมอารมณ์ของตนเองเสียก่อน

3. การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม 

ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนถือว่ามีความสำคัญมาก โดยสิ่งแวดล้อมต้องไม่กระตุ้นเด็กมากจนเกินไปควรจัดเก็บของเล่นต่างๆเข้าที่ให้พ้นจากสายตาเด็ก โดยใส่ตู้ ลิ้นชัก หรือตะกร้า เพื่อไม่ให้เด็กวอกแวก หรือเปลี่ยนความสนใจง่าย เวลาทำการบ้าน ควรจัดมุมที่สงบ ห้องต้องไม่กว้างเกินไป ไม่มีคนเดินไปมาตลอด และไม่ควรเปิดทีวีไปด้วยทำการบ้านไปด้วยพร้อมกัน

4. การสื่อสารกับเด็ก  

ควรสังเกตว่า เด็กอยู่ในภาวะที่พร้อม หรือมีสมาธิที่จะให้ความสนใจสิ่งที่กำลังจะพูดอยู่หรือไม่ หากสนใจอยู่ก็สามารถพูดกับเด็กโดยใช้คำพูดที่กระชับได้ใจความชัดเจนทันที หากเด็กกำลังอยู่ในช่วงเหม่อ วอกแวก หรือไม่ได้สนใจ ควรเรียก หรือแตะตัวอย่างนุ่มนวลให้เด็กรู้สึกตัว และหันมาสนใจเสียก่อนจึงสื่อกับเด็ก ในบางครั้งเพียงใช้การบอก เรียก หรืออธิบายอย่างเดียว เด็กอาจไม่ฟัง หรือไม่ทำตามซึ่งอาจต้องเข้าไปหาเด็กและใช้การกระทำร่วมด้วย เพื่อให้เด็กมีพฤติกรรมตาม วิธีนี้จะเป็นการฝึกให้เด็กรับฟังและปฏิบัติตามผู้ใหญ่ได้ดีขึ้น

5. บทบาทครูผู้สอน

  • ตำแหน่งโต๊ะเรียนไม่ควรให้เด็กนั่งติดหน้าต่างหรือประตู เพราะเด็กจะวอกแวก เสียสมาธิง่าย ควรให้เด็กนั่งแถวหน้าสุดใกล้โต๊ะครู เพื่อคุณครูจะได้สามารถเตือน เรียกสมาธิเด็กได้ และควรจัดให้เด็กนั่งติดกับนักเรียนที่ไม่ค่อยเล่น ไม่ค่อยคุยในระหว่างเรียน    
  • เมื่อเห็นว่า เด็กหมดสมาธิจริงๆ ควรให้เด็กมีกิจกรรม เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง เช่น ช่วงครึ่งหลังของคาบเรียน ควรอนุญาตให้เด็กลุกจากที่ได้บ้าง  เช่น ให้เด็กช่วยคุณครูลบกระดาน เป็นต้น
  •  กรณีที่เด็กมีสมาธิสั้นมาก สามารถใช้วิธีลดระยะการทำงานให้สั้นลง แต่ทำบ่อยกว่าคนอื่น โดยเน้นในเรื่องความรับผิดชอบ และความสามารถในการทำงานให้สำเร็จ
  • เมื่อเด็กมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่ควรลงโทษรุนแรง แต่ควรห้ามปราม เตือน และสอนอย่างสม่ำเสมอ ว่าพฤติกรรมใดไม่เหมาะสม และพฤติกรรมที่เหมาะสมคืออะไร เปิดโอกาสให้เด็กได้แก้ไขด้วยตนเอง เช่น เก็บของเข้าที่ใหม่ ชดใช้ของที่เสียหาย 
  • ในการให้ความช่วยเหลือด้านการเรียน ใช้คำอธิบายง่ายๆ สั้นๆ พอที่เด็กจะเข้าใจ และให้ความสนใจฟังได้เต็มที่ ซึ่งหากมีการสาธิตตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม จะช่วยให้เด็กเข้าใจได้ง่ายกว่าคำพูดอธิบายอย่างเดียว                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                             

6. พยายามมองหาจุดเด่นและความสามารถของเด็กในด้านอื่นๆ

เพื่อส่งเสริมให้เกิดความภาคภูมิใจ เช่น ดนตรี กีฬา หรือศิลปะ หรือส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสแสดงออกในสิ่งที่ดีๆ เช่น มีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยคุณครูแจกสมุด ลบกระดาน หรืองานมอบหมายพิเศษอื่นๆ

โรคสมาธิสั้นไม่ใช่ความบกพร่องทางปัญญา แต่พ่อแม่และผู้ปกครองควรให้เวลาและทำความเข้าใจกับโรคให้ดี เพื่อรู้จักวิธีจัดการ เช่น ไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน  นำไปสู่การรับมือที่ถูกต้องและกระบวนการช่วยฟื้นฟูบุตรหลานให้มีอาการดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข 

ที่มาของข้อมูล

Parenting a Child With ADHD (https://www.webmd.com/add-adhd...)

ผศ.นพ.ชาญวิทย์  พรนภดล, มารู้จักและช่วยเด็กสมาธิสั้นกันเถอะ ตอนที่ 1 (http://www.si.mahidol.ac.th/th...)

ศจ.พญ.นงพงา ลิ้มสุวรรณ, โรคสมาธิสั้น (https://www.dmh.go.th/news/vie...)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

บทความก่อนหน้า
การใช้ยาเสริมสมรรถนะการเรียน
การใช้ยาเสริมสมรรถนะการเรียน
บทความต่อไป
โรคสมาธิสั้นในผู้ใหญ่
โรคสมาธิสั้นในผู้ใหญ่

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

อยากรู้อาการของการเป็นสมาธิสั้นในผู้ใหญ่
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
โรคเด็กสมาธิสั้นมีอาการแบบไหนคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่