Doctor men
เขียนโดย
ทีมแพทย์แผนไทยประยุกต์ HD
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HD
การกินเพื่อสุขภาพ

6 สมุนไพรรักษาสิว แนวทางการใช้เผื่อหน้าใสผิวสวย

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 17 มี.ค. 2019 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 รีวิวเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
6 สมุนไพรรักษาสิว แนวทางการใช้เผื่อหน้าใสผิวสวย

สิวเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยทั้งในหญิงและชาย ตามปกติเมื่อพ้นจากวัยรุ่นไปแล้ว สิวจะค่อยๆ ลดน้อยลงจนหายไปในที่สุด แต่บางคนยังคงมีสิวเป็นๆ หายๆ เนื่องจากระบบต่อมไขมันในรูขุมขนอุดตัน รวมถึงบางครั้งมีตัวกระตุ้นเพิ่มเติม เช่น เชื้อแบคทีเรีย ทำให้กลายเป็นสิวอักเสบ

ทำไมจึงควรใช้สมุนไพรรักษาสิว?

การรักษาสิวโดยทั่วไปคือลดการอักเสบของรอยโรคเดิมลง และพยายามไม่ให้เกิดสิวขึ้นใหม่อีก โดยปัจจุบันมียาทาเฉพาะที่หลายยี่ห้อสามารถช่วยได้ แต่บางครั้งยาเหล่านั้นก็ทำให้เกิดผลข้างเคียง ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง รอยแดง ผิวแห้งหรือลอก หลายคนจึงหันมาเลือกวิธีธรรมชาติอย่างการใช้สมุนไพร เช่น สมุนไพร 6 ชนิดต่อไปนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจระดับวิตามินที่ร่างกายต้องการ เริ่มต้นที่ 3,925 บาท

เราขาดวิตามินตัวไหน หรือมีวิตามินตัวไหนมากไป รู้ได้จากการตรวจวิตามิน

Istock 989108042

แนวทางการใช้สมุนไพรรักษาสิว

  1. มะขาม เป็นสมุนไพรที่หาง่าย อุดมไปด้วยวิตามินซีและกรดผลไม้ หรือที่เรียกกันว่า AHA (Alpha Hydroxy Acids) กรดผลไม้เหล่านี้นอกจากจะพบในมะขามแล้ว ยังสามารถพบได้ในสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวอื่นๆ เช่น ส้ม หรือมะนาว เป็นต้น คนโบราณนิยมนำมะขามมาบำรุงผิวพรรณ โดยนำไปนึ่งให้ร้อน แล้วแกะเอาเมล็ดออกให้เหลือแต่เนื้อ จากนั้นจึงนำเนื้อมะขามไปละลายในน้ำต้มสุกเป็นน้ำมะขามเปียก แล้วพอกบริเวณใบหน้า ทิ้งไว้สักครู่ประมาณ 5-10 นาที จากนั้นจึงล้างออก มะขามจะช่วยในการผลัดเซลล์ผิวที่เป็นรอยด่างดำและทำให้สิวที่อักเสบยุบลงได้ แต่ข้อควรระวังคือ หลังจากพอกน้ำมะขามเปียก ควรหลีกเลี่ยงการออกไปเจอแสงแดด เนื่องจากกรดผลไม้ในมะขามอาจทำให้ผิวหน้าบางลง ฉะนั้นจึงแนะนำให้พอกหน้าเวลากลางคืน หรือก่อนนอนจะเป็นเวลาที่เหมาะที่สุด

  2. มะนาว อุดมด้วยวิตามินซีและกรดผลไม้ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเช่นเดียวกับมะขาม นอกจากนี้ยังช่วยลดรอยดำรอยแดงจากปัญหาสิว สามารถทำได้ง่ายๆ โดยบีบน้ำมะนาว 1 ซีก ผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา จากนั้นจึงใช้สำลีมาชุบบริเวณหัวสิว ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออก กรดผลไม้จากมะนาวจะช่วยให้หัวสิวแห้ง และค่อยๆ ยุบลง

  3. ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรอีกชนิดที่เป็นที่นิยมมาตั้งแต่โบราณ ตามสรรพคุณทางการแพทย์แผนไทย ใช้เป็นยาภายนอกสำหรับแก้ผดผื่นคันได้ดี วิธีทำคือให้นำเหง้าขมิ้นชันมาล้างให้สะอาด ตากแดดให้แห้ง จากนั้นจึงนำมาบดเป็นผง แล้วผสมกับดินสอพอง เทน้ำผสมเล็กน้อยแล้วขนให้เข้ากัน นำมาพอกบริเวณที่เป็นผดผื่นหรือตุ่มสิว ขมิ้นชันจะช่วยให้ผดผื่นหรือตุ่มสิวน้อยลงได้ ข้อควรระวังคือ ให้หลีกเลี่ยงการพอกขมิ้นชันบริเวณที่มีแผลเปิด เพราะจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง

  4. มังคุด ส่วนเปลือกมีรสฝาด ช่วยสมานผิว ตามสรรพคุณทางการแพทย์แผนไทย ใช้เป็นยาภายนอก แก้แผลพุพอง แผลเปื่อยได้ดี นอกจากนี้ยังมีสารที่ช่วยลดการอักเสบของสิวและต้านแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดเป็นสิวหนองได้อีกด้วย คนโบราณนำเปลือกมังคุดตากแดดให้แห้ง แล้วฝนเปลือกมังคุด ผสมกับน้ำปูนใส แล้วพอกบริเวณที่มีแผล แต่สำหรับกรณีที่เป็นสิว นิยมใช้เป็นเปลือกมังคุดสดๆ ตำให้แหลก แล้วพอกบริเวณที่เป็นสิว ก็จะช่วยให้สิวลดลงและป้องกันการเกิดสิวหนองได้

  5. ว่านหางจระเข้ เป็นสมุนไพรอีกตัวที่นิยมนำมารักษาเกี่ยวแผลและโรคผิวหนัง เพราะมีสารที่ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น โดยจะกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้เกิดการซ่อมแซมเนื้อเยื่อบริเวณที่มีแผล ฉะนั้นว่านหางจระเข้จึงเหมาะสำหรับคนที่มีรอยแผลจากการเป็นสิว นอกจากนี้มันยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ใบหน้าอีกด้วย วิธีการเตรียมคือ เลือกใบว่านหางจระเข้ที่แก่จัด (สังเกตว่าผิวใบจะไม่ค่อยมีลาย) แล้วตัดบริเวณโคนใบออกมา ล้างผิวใบให้สะอาด จากนั้นแช่น้ำ 15 นาทีแล้วทิ้งให้น้ำยางสีเหลืองไหลออกจนหมด หากยังหลงเหลือน้ำยางสีเหลืองอยู่ จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวได้ จากนั้นจึงเปลี่ยนน้ำ แล้วล้างอีกรอบให้สะอาด จากนั้นจึงปลอกเปลือกสีเขียวด้านนอกออกให้เหลือแต่วุ้นของว่านหางจระเข้ แล้วนำวุ้นมาวางบริเวณที่มีรอยแผล

  6. บัวบก มีสรรพคุณใกล้เคียงกับว่านหางจระเข้ คือช่วยกระตุ้นให้แผลหายได้เร็วเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยออกมาว่า บัวบกมีสารที่ทำให้ใบหน้าอ่อนเยาว์ลงด้วย กรรมวิธีการเตรียมคือ นำใบสดของบัวบกมาซอยเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วตำให้พอแหลก จากนั้นจึงนำมาพอกบริเวณที่มีรอยแผลจากสิว จะทำให้รอยแผลจางลงจนหายไปได้ในที่สุด

สมุนไพรรอบตัวมากมายที่หาไม่ยาก นอกจากนำมารับประทานได้แล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณและรักษาสิวได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนจะนำมาพอกบนบริเวณใบหน้า ควรทดสอบโดยป้ายบริเวณใต้ท้องแขนก่อนเสมอ หากเกิดอาการคันหรือผื่นแดงขึ้นหลังจากป้ายที่ท้องแขน แสดงว่ามีการแพ้สมุนไพรชนิดนั้นๆ ดังนั้นจึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมาใช้กับใบหน้า

2 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
รศ.รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล, สมภพ ประธานธุรารักษ์, วงศ์สถิต ฉั่วกุล และจุฑาธิป เขียววงษ์จันทร์, สมุนไพรและตำรับยาไทย การเลือกใช้ตามหลักวิชาการ, 2555.
รศ.รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล และคณะ, สมุนไพรและเครื่องยาไทย ในยาสามัญประจำบ้าน, 2557.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
หาคำตอบ ยาหน้าใสมีจริงหรือ?
หาคำตอบ ยาหน้าใสมีจริงหรือ?

หาคำตอบจากเภสัชกรว่ายาที่กินแล้วหน้าใส ยากินแล้วผิวขาว มีจริงหรือ? ที่โฆษณากันว่าเป็นยาหน้าใส ความจริงแล้วมันทำงานอย่างไร อันตรายหรือไม่?

ดูในแอป