การกินเพื่อสุขภาพ

5 อาหารคลีน ควรหลีกเลี่ยงถ้าไม่อยากให้สุขภาพแย่ลง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
Istock 173852462 m

ในปัจจุบัน การทานอาหารคลีนกำลังได้รับความนิยมในหมู่หน่มสาวเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ที่จะให้คุณได้ทั้งสุขภาพดี ผิวสวยและหุ่นดีนั่นเอง แต่ทั้งนี้ก็มีอาหารคลีนบางประเภทที่ส่งผลเสียต่อร่างกายของเราเช่นกัน ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย

1. มะละกอ

สำหรับมะละกอไม่น่าเชื่อว่าอาหารที่มีประโยชน์มากมายอย่างนี้จะเข้าข่ายไปด้วย เพราะในมะละกอจะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น อีกทั้งยังมีวิตามินเอสูง มีไขมัน และมีคอเลสเตอรอลน้อย แต่หากทานมากเกินไป ก็อาจเสี่ยงต่อโรคกระดูก หรือข้อต่อ และอาจจะมีอาการเบื่ออาหาร เซื่องซึม หรือนอนไม่หลับได้

2. ส้ม

หากทานส้มในปริมาณพอเหมาะจะช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้อย่างดี เพราะในส้มจะมีวิตามินซีที่สูงมาก จึงช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ทำให้ผิวพรรณสุขภาพดี อีกทั้งมีสุขภาพเหงือกแข็งแรง

แต่หากทานมากเกินไป ก็อาจจะก่อโรคได้ หากได้รับวิตามินซีเกิน 500 มิลลิกรัมต่อวัน หรือประมาณส้มราว 7-8 ลูก เป็นเวลานานๆ อาจทำให้เกิดโรคนิ่วในไต และยิ่งรับวิตามินซีเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ก็อาจเกิดผลเสียต่อระบบขับถ่ายได้อีกด้วย

3. ปลาทูน่า

หากรับประทานในปริมาณพอเหมาะจะช่วยบำรุงเซลล์สมอง เสริมสร้างความจำ จาก DHA และยังมีไขมันที่ดีต่อร่างกาย อีกทั้งยังเป็นปลาทะเลเพียงไม่กี่ชนิดที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ แต่ถ้าทานมากเกินไป อาจจะได้รับสารปรอท และส่งผลเสียต่อระบบประสาท และสมองในระยะยาวได้ เนื่องจากในปลาทูน่าเป็นสัตว์ที่มีสารปรอทอยู่ในเนื้อของมันโดยธรรมชาติ

4. กะหล่ำปลี

หากทานในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยในเรื่องของการขับถ่าย เพราะจะมีไฟเบอร์สูง แต่ทานมากเกินไป อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคคอหอยพอก และโรคไทรอยด์ได้ เนื่องจากกะหล่ำปลีมีสารกอยโตรเจน ที่ไปยับยั้งกระบวนการสร้างฮอร์โมนไทรอกซิน ที่สามารถป้องกันโรคคอหอยพอก และโรคไทรอยด์ได้นั่นเอง

5. น้ำ

หากทานน้ำในปริมาณพอเหมาะ วันละไม่เกิน 3 ลิตร หรือแค่เพียง 6-8 แก้วต่อวัน ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ทั้งทำให้ผิวพรรณดูดีด้วย แต่หากทานมากเกินไป นั่นคือดื่มน้ำมากกว่า 5-7 ลิตรต่อวัน อาจทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะ น้ำเป็นพิษ ซึ่งจะทำให้สารโซเดียมในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว ร่างกายก็จะรักษาสมดุลระหว่างน้ำนอกเซลล์กับน้ำในเซลล์ไม่ได้ จึงอาจทำให้เกิดอาการเซลล์บวม เกิดอาการช็อค ชักกระตุก หรือหมดสติได้

กินอาหารคลีนให้มีประโยชน์

  1. แบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อย่อย คือเปลี่ยนจากการกิน 3 มื้อต่อวันเป็น 6 มื้อต่อวัน ซึ่งวิธีนี้จะช่วยระบบเผาผลาญและช่วยให้ร่างกายไม่รู้สึกหิวบ่อยจนต้องกินเกินปริมาณ
  2. กินอาหารประเภทโปรตีนทุกมื้อ เพราะโปรตีนมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และจะส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี
  3. ไม่ใช้น้ำตาลเทียมทดแทน แม้น้ำตาลเทียมจะมีปริมาณแคลอรี่ต่ำจนหลายคนเชื่อว่าจะช่วยลดความอ้วน แต่ ในความเป็นจริงน้ำตาลเทียมเหล่านี้จะผลิตขึ้นจากสารเคมีที่ไม่ได้ทำมาจากธรรมชาติ ซึ่งก็จะให้โทษต่อร่างกายเมื่อได้รับในปริมาณมากเกินไป
  4. ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์บ่อยๆ แอลกอฮอล์คือเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยน้ำตาลในปริมาณที่สูง และมีแคลลอรี่มากเช่นเดียวกับเครื่องดื่มน้ำอัดลม จึงไม่เหมาะกับการลดน้ำหนักอย่างยิ่ง

อาหารคลีน ดีต่อสุขภาพ แต่ควรทานอย่างพอเหมาะพอดี อย่าทานอย่างเดียวไปนานๆ โดยไม่ทานอาหารอย่างอื่นเลย เพราะอาจให้ทากับร่างกายได้อีกทั้งยังทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารเดิมซ้ำๆ มีความหลากหลายอีกด้วย ดังนั้นการทานอาหารให้หลากหลาย และครบ 5 หมู่ ก็ยังคงเป็นวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอย่างสมดุล

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
ผลของวิตามินซีต่อภาวะข้ออักเสบ
ผลของวิตามินซีต่อภาวะข้ออักเสบ

จากการศึกษาพบว่ามีความแตกต่างระหว่างโรคข้อเสื่อม (osteoarthritis) กับโรคข้ออักเสบรูห์มาตอยด์ (Rheumatoid arthritis)